ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาอีกวันหนึ่งที่ชาวพุทธทั่วโลกน้อมรำลึกถึง เนื่องด้วยเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรง "ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน" จนถือกำเนิดเป็น "วันวิสาขบูชา" มานานกว่า 2,500 ปี
แต่ด้วยภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน ทำให้การให้ความสำคัญในวันวิสาขบูชาของเหล่าพุทธศาสนิกชนค่อยๆ ลดน้อยถอยลง จนถึงขั้นที่บางคนมองแค่เป็นวันหยุดพักผ่อนในหน้าปฏิทินอีกวันหนึ่งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในวันวิสาขบูชาช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางพุทธศาสนามากขึ้น เมื่อสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ได้ร่วมกับชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพเครือข่ายทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ “วิ่งวิสาขะ พุทธบูชา” โดยได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
การจัดกิจกรรม “วิ่งวิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลดละอบายมุข” จึงมีความมุ่งหวังที่จะสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาตนเองให้มีสุขภาพดี เพื่อเป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดี สามารถควบคุมและดูแลตนเองให้ปลอดจากอบายมุขได้ ตามหลักคำสอน “ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
การที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมใจกันจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพในวันวิสาขบูชาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมานั้น ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการรณรงค์ให้ประชาชนสนใจการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันมากขึ้น เพราะกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในวันหยุดที่สมาชิกในครอบครัวสามารถร่วมกิจกรรมได้อย่างพร้อมเพรียง และยังเป็นมงคลแห่งชีวิตในการเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีในวันสำคัญทางศาสนาอีกด้วย
นอกจากจะวิ่งเพื่อสุขภาพกายที่ดีแล้ว ความพิเศษของการวิ่งในวันวิสาขบูชายังนำเรื่องของ “สมาธิ” เข้ามาผนวกกับการวิ่ง จนกลายเป็น “วิ่งสมาธิ” (Jogging Meditation) ที่มีการกำหนดลมหายใจไปพร้อมๆ กับการวิ่งด้วย ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นของแปลกใหม่ และมองว่าไม่น่าจะไปด้วยกันได้ แต่อันที่จริงแล้วการวิ่งสมาธิเป็นที่รู้จักในหมู่นักวิ่งมานานนับสิบปีแล้ว
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ โสมประยูร อดีตอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิวัย 76 ปีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้คิดค้นการวิ่งสมาธิจนได้รับความนิยมในปัจจุบันเผยถึงที่มาของการวิ่งแนวใหม่ว่า เป็นการค้นพบขึ้นโดยบังเอิญเสียมากกว่า ก่อนจะมีการทำวิจัยอย่างจริงจังในภายหลัง
“ตอนสักอายุ 45 ผมเป็นโรคภูมิแพ้ จึงเลือกวิ่งเหยาะเพื่อออกกำลังกายในปี 2525 เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้ร่างกายดีขึ้น วิ่งภายในบริเวณบ้านแบบวันเว้นวัน ครั้งละ 30 นาที แต่วิ่งไปสักพักก็จะคอยมองดูนาฬิกาเรื่อยๆ จนเกิดความรู้สึกเบื่อ”
หลังจากวิ่งมาได้นาน 4 ปี อาจารย์สุชาติก็ค้นพบว่า อันที่จริงแล้วการวิ่งไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย
“ปี 2529 เป็นปีที่ค้นพบเรื่องการวิ่งสมาธิโดยบังเอิญ เพราะระหว่างที่ผมกำลังวิ่งจ๊อกกิ้ง ภรรยา(อาจารย์วรรณี โสมประยูร) ของผมก็ฝึกสมาธิด้วยการเดินจงกรมที่ลานกลับรถในบ้านเหมือนกัน ผมเป็นคนที่สนใจหลักบูรณาการอยู่แล้วเลยคิดว่า ทำไมไม่ทำกิจกรรมทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันจะได้ไม่เสียเวลา เพราะทั้งสองอย่างต่างก็มีคุณค่าในตัวเองอย่างมาก
หลังจากนั้นก็ศึกษาเรื่องทำสมาธิจากภรรยา วันหนึ่งผมก็ลองภาวนา พุท-โธ ไปด้วย พอวิ่งๆ ไปก็รู้สึกเพลินจนเริ่มรู้สึกว่ามีเหงื่อซึมที่แขน จึงหันไปมองดูนาฬิกา ปรากฏว่าวิ่งเลยครึ่งชั่วโมงไปแล้ว แต่ตัวเองกลับรู้สึกไม่เบื่อเหมือนอย่างเคย”
อาจารย์สุชาติบอกว่า หลังจากลองวิ่งและทำสมาธิไปด้วยสัก 2-3 เดือน พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวเองหลายประการ คือ เริ่มรู้สึกชอบและติดใจ เพราะวิ่งแล้วเพลินไม่เหนื่อย กลายเป็นความรู้สึกที่ขาดการวิ่งไม่ได้, ช่วยคลายเครียด ทำให้หลับสบาย, ระบบต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น และทำให้มีอารมณ์ดี สดชื่นขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นการทำความดีให้กับตัวเองแบบไม่รู้ตัว เพราะจากที่เป็นคนสูบบุหรี่อยู่บ้างก็สามารถเลิกได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่โรคภูมิแพ้ที่ต้องไปหาหมออยู่เป็นระยะก็หายเป็นปลิดทิ้ง
หลังจากค้นพบว่าการวิ่งสมาธิส่งผลดีอย่างมากมาย อาจารย์สุชาติจึงสนใจทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยร่วมทำการวิจัยกับเพื่อนๆ ในปี 2533 ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการ โดยได้รับทุนวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“จริงๆ คนทั่วไปไม่รู้ว่า การทำกิจกรรมทั้งสองอย่างมีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตที่ตรงกันอย่างน้อย 5 ประการ ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วด้วย เพราะการวิ่งกับการทำสมาธิ ทำให้เกิดการหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งทำให้เกิดความสดชื่น ไม่เมื่อย ไม่ปวดได้เหมือนกัน ทำให้หายใจช้าลง เพราะร่างกายฟิต, หัวใจเต้นใจช้าลง, ความดันโลหิตลดลง, การเผาผลาญอาหารในร่างกาย(เมตาโบลิซึม) ดีขึ้น ซึ่งพวกนี้เป็นลักษณะของผู้มีอายุยืนทั้งสิ้น”
อย่างไรก็ตาม การจะทำกิจกรรมทั้งสองให้สัมพันธ์กันนั้น หลายคนอาจจะรู้สึกว่าทำได้ยาก เพราะจังหวะที่เท้าเก้าอาจจะไม่ตรงกับจังหวะของการหายใจ ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์สุชาติแนะนำว่า ให้วิ่งไปตามปกติโดยไม่ต้องกังวลเรื่องของจังหวะการวิ่ง หรือการหายใจแต่อย่างใด เพราะการหายใจจะช้ากว่าการวิ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อทำไปสักพักทุกอย่างจะลงจังหวะและลงตัวไปเอง ซึ่งก่อนจะวิ่งสมาธิควรจะมีการวอร์มร่างกายและจิตใจให้พร้อมเสียก่อน ด้วยการกายบริหารเล็กน้อย และทำจิตใจให้สบายเพื่อให้พร้อมที่จะวิ่งจริงๆ
หลังจากนั้น เมื่อพร้อมจะวิ่งให้เริ่มกำหนดจิตและภาวนาในระหว่างหายใจเข้า-ออก โดยกำหนดจิตให้รู้สึกว่าลมหายใจเข้าทางปลายจมูกและไปสิ้นสุดที่สะดือ หายใจให้ลึกๆ พร้อมกับภาวนาคำว่า “พุท” ส่วนจังหวะหายใจออก ไม่ต้องไปกำหนดจิตแต่อย่างใด ให้ภาวนาคำว่า “โธ” ตามการหายใจออกตามปกติ พอครบ 1 รอบให้หยุดพักเล็กน้อยก่อนจะเริ่มภาวนาต่อไป พอจะเริ่มหยุดวิ่งให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือ “คูลดาวน์” ด้วยการเปลี่ยนจากการวิ่งเหยาะมาเป็นเดินเร็ว และทำจิตใจให้สบายแทน
เมื่อทำเป็นประจำจะรู้สึกได้ว่าการวิ่งสมาธิซึ่งเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ฝึกได้มากกว่าทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างร่างกายกับจิตใจ เรียกว่านอกจากจะมีจิตใจที่ดีแล้ว ยังมีสุขภาพกายที่ดีด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตที่แข็งแกร่ง คือจิตที่สงบนิ่ง กายที่แข็งแรง คือกายที่เคลื่อนไหว” นั่นเอง
สำหรับการวิ่งวิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลดละอบายมุข ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ จะมีขึ้นพร้อมกัน 58 สนาม 48 จังหวัดทั่วประเทศไทย(ดูจากตาราง) ทั้งภาคเช้าเวลา 06.30 น. และภาคเย็นเวลา 17.00 น. โดยที่กรุงเทพมหานครจะจัดขึ้นที่พุทธมณฑล แบ่งระยะทางเป็นเดิน 2-3 กิโลเมตร(ชาย-หญิง) และวิ่ง 5-10 กิโลเมตร(ชาย-หญิง)
ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกสนามจะเสียค่าสมัครเท่ากันคือ 100 บาท โดยจะได้รับเสื้อคอกลม “วิ่งวิสาขะ พุทธบูชา” หรือเสื้อวิ่ง “THAI RUNNER DAY” คนละ 1 ตัว พร้อมด้วยหนังสือปาฏิหาริย์การวิ่ง และเหรียญพระศรีศากยะทศพลญาณทำพิธี ณ 9 พระธาตุเจดีย์สำคัญ(พระบรมธาตุดอยสุเทพ, พระธาตุหริภุญชัย, พระธาตุลำปางหลวง, พระธาตุช่อแฮ, พระธาตุพนม, พระธาตุขามแก่น, พระธาตุเมืองนคร, พระธาตุไชยา และพระปฐมเจดีย์) ซึ่งจัดทำไว้ทั้งสิ้น 40,000 องค์
หากใครอยากเริ่มต้นสุขภาพดีๆ ในวันมหามงคลแบบนี้ เตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อม เพื่อมารวมพลพร้อมกันวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ทั่วประเทศ แล้วจะรู้ว่า วิ่งเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนชีวิตของเราได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
"วิ่งสมาธิ"
"วิ่งสมาธิ" ประโยชน์สองต่อของคนรักสุขภาพ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Dr.Anongpanuch · 6 มิ.ย. 2550
chuleeporn chaipunya · 6 มิ.ย. 2550
chuleeporn chaipunya · 6 มิ.ย. 2550
chuleeporn chaipunya · 6 มิ.ย. 2550
โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) · 6 มิ.ย. 2550
KPN AC jack · 6 มิ.ย. 2550