วันนี้ 6 มิถุนายน 50 เป็นวันครบรอบ 4 ปีเต็ม ในการบริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ของทีมท่านอธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดี ซึ่งต้องหมดในวาระไป และขณะที่ยังไม่มีการสรรหาอธิการบดีท่านใหม่ และสภามหาวิทยาลัยให้ท่านอธิการบดีคนปัจจุบันรักษาการไปพลางก่อน
ในขณะที่งานของศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพ หน่วยงานของผมกำลังอยู่ในช่วงของกิจกรรมออกเยี่ยมเยือนชี้แจ้งนโยบาย แนวทาง แนวปฏิบัติที่จะร่วมกันเดินไปพร้อมๆกันทั้งมหาวิทยาลัย ของปีการศึกษา 2550 แน่นอนว่าการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของแต่ละสถาบันนั้นจะมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล ส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบาย และตัวเจ้าของนโยบายนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (ผมไม่ได้หมายถึงว่าจะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับ หรือยึดติดกับผู้บริหาร แต่คือแนวนโยบาย)
หัวหน้าหน่วยงานผม คือ หนึ่งในผู้ที่ต้องหมดวาระไปด้วย คือ รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพ ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ซึ่งความชัดเจนเกี่ยวกับการปรับตัวบุคคล ในชุดบริหารก็ยังไม่มีใครทราบได้ ว่าจะออกอย่างไร
แน่นอนว่าในช่วงการทำงานของศูนย์ฯผมตอนนี้ ต้องอาศัยความต่อเนื่องทั้งตัวบุคคล นโยบาย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องเกิดผลกระทบขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการบริหาร ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าผู้บริหารเข้าใจถึงปัจจัยความสำเร็จของการประกันคุณภาพภายในแล้ว ใจผมนะอยากจะขอเวลาอีกซัก 1 เดือน ให้ทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ปกติ เหมือนเดิมทั้งตำแหน่ง และนโยบาย
สิ่งที่อาจจะต้องเกิดกับงานของผมในวันพรุ่งนี้ ถือเป็น แค่ 1M ในอีก 4M คือ การจัดการ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ดังนั้นเมื่อจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในกรณีใดก็ตาม เราต้องสามารถที่จะบริหารการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ในระดับปัจเจก ตัวเราก่อนก็ได้ครับ เช่น การทำใจ ปลง ให้กำลังใจกันและกัน ทำหน้าที่ของเราต่อไป แต่ไม่เกียร์ว่าง (link) นะครับ
KPN
สวัสดีค่ะคุณกัมปนาท อาชา (แจ๊ค)
ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารก็คงจะต้องเกิดแน่นอน อันนี้คงหลีกเลี่ยงได้ยากค่ะ แต่ถ้าเราทำใจเป็นกลางๆ ไว้ แล้วเก็บข้อมูลและทำงานไว้ดีดิฉันว่าเราจะมีความพร้อม สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ แม้นว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ราบรื่นเท่าใดนัก คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีติดขัดบ้างค่ะ อย่างที่คุณกัมปนาทว่าไว้ว่า"เราต้องสามารถที่จะบริหารการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ในระดับปัจเจก ตัวเราก่อนก็ได้ครับ เช่น การทำใจ ปลง ให้กำลังใจกันและกัน ทำหน้าที่ของเราต่อไป แต่ไม่เกียร์ว่าง "
ขอบคุณครับท่านอาจารย์กมลวัลย์
ผมขออนุญาตยกข้อความจากผู้รู้ นะครับที่ว่า
"การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส หรือการนำการเปลี่ยนแปลงมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จึงน่าเป้นหนทางที่ดีที่สุด เพราะการวางแผนเป้นการเตรียมความพร้อม รับการเปลี่ยนแปลงและปรับสภาพการเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน และเป็นเชื้อเพลิงในการผลักดันหน่วยงาน ให้มุ่งสู่สุขภาพที่ดีขึ้น"
อาจแล้วผมว่าเป็นกำลังใจให้ตัวเอง และหน่วยงานได้ดีที่เดียวครับในสถานการณ์ช่วงนี้ครับ แต่ไม่เกียร์ว่าแน่นอนครับ (link)
ขอบคุณพี่อ้อที่ให้กำลังใจกัน
ถ้ามองในแง่ดีสำหรับคนปฏิบัติการอย่างผมแล้ว การเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร หรือได้ทำงานกับผู้บริหารหลายๆคน หรือบ่อยๆ ก็ดีเช่นกันทำให้เราซึบซับ เรียนรู้ ปรับตัว สามารถพัฒนาความคิดตนเอง รู้ธรรมชาติของคนแบบต่างๆ
แต่นี้เป็นประโยชน์ต่อในระดับตัวบุคคล แต่ในทางกลับกันส่งผลเสียในการพัฒนาระยะยาวของหน่วยงานครับ
เรียน ท่านJack ผู้ร่วมพัฒนา
ขอบคุณครับท่านอาจารย์จิตเจริญ
ทุกอย่างต้องก้าวเดินไปข้างหน้าครับ ไม่ว่าคน หน่วยงาน แต่ต่างกันที่ทุนเดิมของแต่ละคน และละหน่วยงานที่มีไม่เท่ากัน
แต่ที่สำคัญถ้าเรามีแผนที่เส้นทางเดินที่ชัดเจน ไม่ขึ้นอยู่กับตัวคนขับแล้วนั้น ผู้โดยสารทุกคนก็จะบรรลุเป้าหมายตามเวลาที่เหมาะสม และพึงพอใจกันทุกฝ่ายครัย
เรียน ท่าน Jack
แผน ก็ คือ แผนครับ
ใช้พลัง3A
Action Action and Action เท่านั้นครับ คือ ชัยชนะแห่งอนาคต
ขอบคุณท่านอาจารย์จิตเจริญ
สำหรับเวทมนต์ คาถา นิรันทร์กาล คือ AAA หรือ ทำทำทำ
จะท่องก่อนทุกเช้าวันทำการนะครับ