ผมและคณะได้รับการติดต่อจากคุณสุจิรภรณ์จากสำนักงานป้องกันควบคุมโรค(สคร.)ที่ 7 อุบลราชธานี ให้ไปบรรยายและจัดกิจกรรมกลุ่มการจัดการความรู้ให้แก่คณะอนุกรรมการเอดส์ของเขต 11 กับ 14 ที่จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 60 คน ซึ่งเป็นการจัดการความรู้เพื่อการพัฒนางานป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดของคนทำงานเอดส์ ประจำปี 2550 ในเขตรับผิดชอบของ สคร.ที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 4-5 มิถุนายน 2550 ที่โรงแรมเนวาด้าแกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี
คณะที่ไปร่วมเป็นวิทยากรกับผมในครั้งนี้ประกอบด้วยสุภาภรณ์(เอ้) ศรัณยา (นาง) และปิย์วรา (ปิย์) เราเดินทางจากตากไปขึ้นเครื่องบินที่สุโขทัยแล้วค้างที่กรุงเทพฯ 1 คืน เช้ามืด (ตีห้า) จึงออกเดินทางโยเครื่องบินการบินไทยเที่ยวหกโมงเช้าที่ดอนเมืองไปที่อุบลฯ ทีมผู้จัดได้พาไปทานก๋วยจั๊บญวน ได้พักที่โรงแรมประมาณ 2 ชั่วโมง ช่วงเช้าวันแรกจะเป็นพิธีเปิดและบรรยายพิเศษโดยพี่หม่อง หัวหน้างานฯของ สคร.7 ประมาณ 10.30 น. หลังเบรกเช้า ผมจึงได้เริ่มบรรยายจนถึง 16.30 น. ผมคิด(เอง)ว่า เป็นการบรรยายแบบ(เล่าให้ฟัง)ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ผมบรรยายมา พี่เป็ด (ทีมงานของ สคร.7) เองก็บอกอย่านั้นเพราะพี่เขาเคยฟังผมบรรยายรอบหนึ่งแล้วที่โรงแรมนารายณ์เมื่อปีที่แล้วที่ทางกรมควบคุมโรคเป็นผู้จัด
ก่อนเริ่มบรรยายผมเองก็ได้ปรึกษากับพี่หม่องและทีมงานก่อนว่าจะบรรยายแค่ครึ่งวันไหม แล้วทำกิจกรรมกลุ่มเลยหรือจะบรรยายเต็มวันเหมือนกำหนดเดิม ทางผู้จัดบอกว่าอยากให้ปูพื้นฐานและเล่ากิจกรรมต่างๆจากประสบการณ์ทั้งวันเลยดีกว่า สร้างความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อน ซึ่งปิย์วรา ที่เป็นวิทยากรกลุ่มร่วมกันมาหลายงานก็ให้ความเห็นว่า ตอนที่ทำกลุ่มโดยบรรยายแค่หนึ่งถึงสองชั่วโมง จะทำกลุ่มได้ช้าและยากกว่าครั้งที่บรรยายครบชุดหรือเต็มวัน สรุปเลยต้องบรรยายทั้งวัน
ทาง สคร.7 เชิญผมก่อนประมาณ 1 เดือน ซึ่งค่อนข้างกระชั้นชิดมาก โปรแกรมเกือบเต็มหมดแล้ว ผมต้องจัดวันที่ผมคิดว่าเป็นช่วงพักของผมคือช่วงนี้ให้ เนื่องจากผมเห็นว่า ทาง สคร. 7 เป็นหน่วยงานระดับเขต มีเครือข่ายเป็นจังหวัดต่างๆ 8 จังหวัด หาก สคร. 7 เข้าใจและสามารถนำกิจกรรม KM ไปประยุกต์ใช้ได้มากในพื้นที่รับผิดชอบ จะประโยชน์แก่แผ่นดินไทยมาก หลังบรรยายช่วงเช้า ทีมงานของสคร.7 ก็ขอให้ผมมาทำกลุ่มให้ทีมงานของ สคร.เองเพื่อจะได้สามารถไปทำกลุ่มKMกับพื้นที่ในเขตรับผิดชอบได้ แต่ผมไม่มีวันว่างแล้ว สุดท้ายก็ตกลงว่าผมกับทีมอีก 3 คนจะไปทำกลุ่มและบรรยายให้ช่วงเสาร์อาทิตย์ปลายเดือนมิถุนายนนี้
การบรรยายในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ผมเริ่มต้นจากการเล่าให้ฟังว่าทำไมเราทำKM แล้วผมก็สรุปแก่นของ KM ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟัง 5 ข้อ คือ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. KM เป็นเหมือนน้ำ ต้องไหลลื่นไปตามภาชนะบรรจุ นั่นคือปรับตามบริบทของกลุ่มหรือองค์กรที่เราอยู่ ต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบแต่ใช้หลักการแนวคิดที่ถูกต้อง จะรู้ว่าถูกต้องหรือไม่ก็ให้ดูที่ผลลัพธ์ที่ทำว่าทำให้เกิด 3 อย่างนี้ไหมคืองานดีขึ้น (ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ คุณภาพ) คนดีขึ้น (เก่งขึ้นและรักองค์กรมากขึ้น) และวิธีการทำงานดีขึ้นหรือนวัตกรรมมากขึ้น (Best practice)</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. KM เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ ผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรมต้องเป็นคนทำจริง เอาสิ่งที่ตนเองทำแล้วเกิดผลดีมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ใช้ไปฟังเขามาแล้วเอามาเล่าหรือไปอ่านจากตำรามาเล่าต่อ การจัดการความรู้จะเน้นที่ความรู้ที่ใช้ปฏิบัติงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นความรู้ที่ซ่อนในตัวคนมากกว่าความรู้จากตำรา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. KM เป็นบรรยายกาศเชิงบวก เริ่มต้นจากสิ่งดีๆหรือความสำเร็จ เพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสุข ความชื่นชม ยอมรับซึ่งกันและกันจะไม่เหมือนกับเวทีประชุมทั่วไปที่มักเริ่มต้นและพูดคุยกันด้วยเรื่องปัญหา</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. KM เน้นความสัมพันธ์ระหว่างคน ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนดี การแลกเปลี่ยน การให้และรับซึ่งกันและกันจะดีมาก </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. KMเป็นการพูดคุยถึงอดีตที่ทำมา ไม่ใช่มาพูดถึงอนาคตที่เราอยากทำ นำเอาความสำเร็จในอดีตมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะดูว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีความรู้อะไรดีๆ ซ่อนอยู่ ขุดออกมา ควักออกมา </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">หลังจากนั้น ผมก็เข้าสู้การบรรยายโดยเริ่มจากแนวคิดหลักการแล้วต่อด้วยการจัดการความรู้แบบบูรณาการ 5 ขั้นตอน ตามตัวแบบ LKASA EGG MODEL ซึ่งจะสามารถบูรณการLOกับKM ไปด้วยกันได้ เพราะLOกับKM ไม่ใช่คนละเรื่องกัน ไม่ใช่เหรียญเดียวกันแต่คนละด้าน เพราะ KM เป็นโครงร่างสำคัญของ LO ตามที่ Snowden ได้กล่าวไว้ว่า “Knowledge management is a connective tissue of Learning organization” น่าดีใจมากที่ผู้ฟังหลับน้อยมาก แม้จะต้องฟังทั้งวันก็ตาม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ผมเล่าให้ฟังเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ในการจัดการความรู้นั้นต้องเริ่มจากการรู้จักใช้ข้อมูลประมวลผลให้เป็นข่าวสาร แล้วรู้จักเลือก เอาข่าวสารที่มีประโยชน์ไปใช้ทำงานซึ่งจะได้เป็นความรู้ แต่แค่นี้ไม่พอ ต้องนำเอาความรู้นั้นไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา จึงจะเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง นั่นคือต้อไปถึงการปฏิบัติ ถ้าไม่มีการปฏิบัติย่อมไม่เกิดปัญญา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จึงเป็นการนำความรู้ที่ปฏิบัติจริงหรือที่เรียกว่าปัญญา มาแลกเปลี่ยนกัน ผู้รู้บางท่านจึงแปลความหมายของKMออกมาเป็น การบริหารภูมิปัญญา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">กระบวนการจัดการความรู้เป็นการยุ่งเกี่ยวกับความรู้ในตำรา (Explicit) กับความรู้ในตัวคน (Tacit) โดยเริ่มต้นจากการดึงหรือควักเอาความรู้ในตัวคนออกมาทำให้เห็นชัด คือเปลี่ยนจาก Tacit เป็น Explicit ออกมาเป็นขุมความรู้ (Knowledge asset) หลายหน่วยงานพอได้ขุมทรัพย์ความรู้ก็พอแล้ว เอาไว้โชว์ได้แล้ว แต่ถ้าทำแค่นี้เป็นการจัดการความรู้แค่ครึ่งเดียว เป็น KM/2 ยังไม่ครบรอบเกลียวความรู้ ถ้าจะให้ครบรอบและเกิดผลดีจริง ต้องเอาขุมความรู้เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ด้วย โดยนำเอาไปปรับปรุงแนวทางหรือวิธีการทำงานโดยการกำหนดเป็นSOPของหน่วยงานหรือทำเป็น Standardization แล้วประกาศให้ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ได้ ทั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต้องฝังไว้ในตัวเขาหรือทำให้เป็นความรู้ในตัวเขา จึงจะเอาไปปฏิบัติได้จริงก็คือแปลงจากExplicit ไปสู่ Tacit จะเห็นว่ากระบวนการจัดการความรู้ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการถอดTacitเป็นExplicit แล้วเอาExplicit ไปฝังเป็น Tacit ของผู้ปฏิบัติ ดังนั้นการมีขุมความรู้การมีKnowledge center หรือ Knowledge asset ของหน่วยงานจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการจัดการความรู้เพราะขณะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะเกิดมิตรภาพและสิ่งสวยงามขึ้นมากมายที่ควรเก็บเกี่ยวไปด้วย เหมือนการเดินทางที่ไม่มุ่งแต่จุดหมายปลายทางแต่ควรชื่นชมกับทิวทัศน์หรือดอกไม้ตามทางด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">จากการปรึกษาร่วมกับทีมผู้จัดในเรื่องวัตถุประสงค์หลักของการทำกิจกรรมกลุ่มในครั้งนี้ สรุปได้คือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. การแลกเปลี่ยนเทคนิคดีๆจากพื้นที่จังหวัดต่างๆเพื่อให้ผู้เข้าร่วมเก็บเกี่ยวเอาไปใช้ประกอบการทำแผนการทำเรื่องโรคเอดส์ของแต่ละคน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. จำลองรูปแบบการจัดการความรู้ในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำเรื่องโรคเอดส์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในการทำกิจกรรมกลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เราใช้AIกับDialogue เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยมีการจัดกลุ่มเป็น 3 กลุ่มคือกลุ่มดูแลในเด็กและเยาวชน กลุ่มแรงงานอพยพ และกลุ่มประชาชนทั่วไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การใช้สุนทรียสนทนา นั้น มีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือพูดอย่างจริงใจ ฟังอย่างตั้งใจ ถามอย่างซาบซึ้งใจและจดอย่างเข้าใจใส่ใจ โดยในการทำกลุ่มนั้นขอตกลงกติกาเพิ่มเติมว่าเป็นบรรยากาศทางบวก พูดถึงสิ่งดีๆและความสำเร็จ พูดถึงอดีตที่ได้ทำมาแล้ว และให้ช่วยกันสรุปขุมทรัพย์ความรู้ตามแบบที่อาจารย์ประพนธ์คิดขึ้นเพื่อเป็นการสรุปรวบยอดความคิดของกลุ่ม (การทำกลุ่มที่ผ่านๆมา ผมไม่ได้เน้นรูปแบบของการนำเสนอขุมทรัพย์ความรู้ แต่ครั้งนี้ลองให้กลุ่มทำ เพราะพบหลายครั้งว่าเราหลงลืมคุณค่าของขุมทรัพย์จากการแลกเปลี่ยนไป แม้มันไม่สำคัญที่สุดแต่ก็ช่วยให้หน่วยงานต้นสังกัดที่ส่งมาอบรมได้ประโยชน์เชิงเนื้อหาด้วย ไม่ใช่ได้แค่เชิงกระบวนการอย่างเดียว) </p>ข้อสังเกตจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่ม พบว่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. มีการเล่าประสบการณ์การทำงานจริงของผู้เข้าร่วม มีหลายคนที่เล่าให้ฟังดีมาก เล่าได้เห็นภาพสู่การปฏิบัติจริงได้ ใช้ภาษาปฏิบัติ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. สมาชิกบางคนการพูดถึงความคิดเห็นที่อยากให้เป็น อยากทำอะไร ควรทำอะไร ผมว่าเราควรทำอย่างนั้นทำอย่างนี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. สมาชิกบางคนมีการพูดถึงปัญหา ความอึดอัดในในการทำงาน ทำให้บางคนต้องชี้แจงเมื่อถูกพาดพิง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. สมาชิกกลุ่มบางคนไม่ได้มีประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติ จึงต้องเอาเรื่องที่ได้รับทราบ รับฟังมาเล่าให้ฟัง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. สมาชิกบางคนพูดตามหลักการ ทฤษฎี แผนงานที่ตนเองหรือหน่วยงานกำหนดไว้ ไม่ได้พูดตามที่ปฏิบัติจริงๆในพื้นที่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">แต่ในภาพรวมแล้ว การทำกลุ่มค่อนข้างดี มีประเด็นสำคัญจากการปฏิบัติมาเล่าสู่กันฟัง มีเทคนิคดีๆหลุดออกมาหลายอย่าง บรรยากาศกลุ่มดีมาก ช่วยกันเล่าได้ดี วิทยากรกลุ่มสามารถโน้มน้าวและกระตุ้นกลุ่มให้ไปในแนวทางหลักการKMได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ขณะที่ทำการสรุปขุมทรัพย์ความรู้ในกลุ่มที่ 1 ก็มีคำถามจากสมาชิกกลุ่มว่า อาจารย์เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วิธีการที่เขาเล่ามานั้นดีกว่าที่อื่น ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่มาเข้ากลุ่มKMส่วนใหญ่พอทำสุนทรียสนทนาแล้วมักจะเกิดความรู้สึกแบบนี้ แม้ว่าเราจะตั้งใจฟังและยอมรับคนพูดก็ตาม สิ่งนี้จะสะท้อนว่าหากเราจะหยิบจับเอาวิธีการที่คนในกลุ่มเล่ามาให้ฟังนั้น เราต้องเชื่อมั่นว่ามันดีจริง ผลลัพธ์ดีจริง นั่นคือการจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างนี้ได้ก็ต้องมีการเปรียบเทียบกันหรือทำBenchmarking ก่อน เพื่อให้เกิดการยอมรับกันอย่างมีหลักฐานหรือเป็นEvidence-based ว่าเป็น Best practice จริง นี่คือความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ในการเปรียบเทียบกัน และเครื่องมือที่ง่ายที่นำมาใช้ได้คือเครื่องมือชุดธารปัญญา โดยเฉพาะเมื่อแลกเปลี่ยนกันเป็นเครือข่ายหรือข้ามหน่วยงาน จำเป็นมาก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การทำKMหรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อาจดูคล้ายการระดมสมอง (Brain storming) ที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะเห็นว่าการระดมสมองมักเป็นการช่วยกันคิดค้นหาสาเหตุและทางเลือกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นการหาวิธีที่ดีที่จะไปทำในอนาคต แต่การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมกลุ่มที่ทำเพื่อระดมปัญญา (Wisdom storming) คือช่วยกันระดมเอาความรู้ภาคปฏิบัติหรือสิ่งที่ทำแล้วได้ผลดีออกมาให้กลุ่มได้รับทราบเพื่อหยิบจับเอากลับไปประยุกต์หรือปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">คนไทยเรามักไม่คุ้นชิน (มาจากคำว่าคุ้นเคย+เคยชิน) กับการเปรียบเทียบเชิงสร้างสรรค์ ไม่คุ้นชินกับการวัดผลความสำเร็จของงานไม่ว่าจะวัดด้วยเชิงปริมาณ (เป็นตัวเลข ร้อยละหรืออัตรา) หรือวัดเชิงคุณภาพด้วยคำบรรยายหรือคำบอกเล่า เวลาทำกลุ่มKMจึงมักไม่ได้อ้างอิงถึงความสำเร็จว่าอะไรสำเร็จ สำเร็จอย่างไร สำเร็จได้ด้วยวิธีใด ทำให้ใจมักไปคิดถึงว่าคราวหน้าจะทำให้ดีได้อย่างไร คิดเอาว่า คิดว่า เห็นว่า ควรทำอะไร อย่างไรมากกว่า เวลาทำKMโดยให้เล่าสิ่งที่ภาคภูมิใจใช้ตนเองเป็นผู้ตัดสินว่าดีเองแล้วเล่าสู่กันฟังแบบสุนทรียสนทนาจะถูกใจคนไทยมาก แต่การยอมรับเอาเทคนิคดีๆไปอาจจะไม่ค่อยเกิดมากนักเพราะในใจลึกๆไม่ยอมรับกัน แต่พอให้เริ่มต้นจากการเปรียบเทียบกันก็รู้สึกว่ายุ่งยาก เรื่องมาก ก็ไม่ชอบทำเพราะความไม่คุ้นชินกับการกำหนดตัวชี้วัดหรือปัจจัยเปรียบเทียบ แต่ถ้าใช้ได้จริงการกำหนดตารางอิสรภาพที่เหมาะสมจะช่วยสร้างการยอมรับและกระตุ้นการพัฒนาได้ดีมาก โดยเฉพาะตารางอิสรภาพที่กำหนดปัจจัยความสำเร็จเป็นกระบวนการหรือผลลัพธ์ เนื่องจากการใช้กระบวนการจะทำให้ผู้ทำต้องตรึกตรองวิเคราะห์หากระบวนการหลักของงานที่ตนเองทำออกมาหรือหากใช้ผลลัพธ์ก็จะทำให้ผู้ทำได้วิเคราะห์ให้ได้ว่างานที่ตนเองทำอยู่นั้นจะวัดความสำเร็จได้อย่างไรบ้าง และเมื่อเอาตารางนั้นมาประเมินด้วยใจอิสระแล้วเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ระดับไหน ถ้าเราจะไปดูงาน ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเราควรจะไปหาจากหน่วยงานไหน ไปคว้า (Capture) จากใคร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในการกำหนดประเด็น หรือKV บางที่อาจเรียกเป็น KM area ถ้าเป็นกลุ่มCoP มักใช้คำว่า Domainหรือตามโมเดลปลาทูก็เรียกเป็นหัวปลานั่นเอง สามารถกำหนดเป็นประเด็นใหญ่ๆแล้วก็แตกเป็นประเด็นเล็กๆหรือKVเล็กๆได้ บางที่เรียกว่าเป็น KM focus และอาจแตกเล็กลงไปอีกได้หลายระดับ ตามกลุ่มผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ผมได้พูดกับพี่ติ๋ม (รองผอใสคร.7) ว่าสิ่งที่ได้จากสองวันนี้คือประเด็นที่หนึ่งกลุ่มได้เรียนรู้เทคนิคดีๆจากจังหวัดต่างๆสามารถเก็บเกี่ยวเอาไปประยุกต์จัดทำแผนหรือกิจกรรมในจังหวัดของตนเองได้ ประเด็นที่สองคือกลุ่มสามารถเอากิจกรรมกลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ไปประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมในการทำเรื่องเอดส์ของจังหวัดได้ ทั้งนี้ต้องทำให้เห็นว่ากิจกรรมKMต่างจากFocus groupหรือการประชุมทั่วๆไปอย่างไรบ้าง KMจะได้ไม่เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ บางที่ไม่ใช่ขวดใหม่ด้วยซ้ำเป็นเหล้าเก่า ขวดเก่า แต่ชื่อใหม่เท่านั้น </p>หลังการบรรยายก่อนกลับ ทีมผู้จัดได้พาไปไหว้พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงซึ่งเป็นพระประจำเมืองของอุบลราชธานี ซึ่งถูกใจผมมาก เมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวผมจะชอบถ่ายรุปเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่หลายปีที่ผ่านมาจะชอบไปไหว้พระและบูชาพระกลับมาเป็นที่ระลึกแทน และได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทีมผู้จัดต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ
เข้าร่วมประชุมที่อุบลด้วยค่ะ เลยตามเข้ามาอ่านเพื่อเก็บตกสิ่งดี ๆ ขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้รับนะคะ
ขอบคุณอาจารย์ขจิตที่ตามมาให้กำลังใจตลอดเลยครับ
ขอบคุณคุณอำไพที่ตามมาอ่านครับ