
นี่คือ “ความกล้าหาญ”ของผู้คนที่มีตัวตน และมีชีวิตดำเนินอยู่บนแผ่นดินนี้ พวกเขาต้องก้าวผ่านบางสิ่งเพื่อบอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้ ซึ่งหมายถึงการสุ่มเสี่ยงต่อบางสิ่ง ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะทำให้การมีอยู่ของพวกเขานั้นได้รับการยอมรับในที่ทางที่ควรจะเป็น ให้ทุกผู้คนได้มี “ตัวตน” อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงชีวิตที่ดีงาม ที่เป็นสุขย่อมเป็นสิ่งที่น่าจะคิดหวัง รวมทั้งเป็นจริงได้สักที (ส่วนหนึ่งของบทบรรณาธิการ) นี่คือ...เรื่องเล่าของเส้นทางสู่การมีตัวตนบนแผ่นดินนี้ หนังสือที่ได้รวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่ประสบ “ชะตากรรม” อันเรียกว่า ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผ่านมุมมองของคนที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งบางเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นมาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าชะตากรรมที่พวกเขาได้รับนั้นยังไม่ได้รับการคลี่คลายไปเท่าใดนัก สำหรับบัตรประจำตัวสักใบ ซึ่งใครหลายคนอาจจะไม่เคยฉุกคิดว่ามันมีความหมายหรือสำคัญกับตัวเราอย่างไรบ้าง หนังสือเล่มนี้จะเผย “ตัวตน” ที่มีอยู่จริงของผู้ที่มีชีวิตดำเนินอยู่ กับ “ตัวตน” ที่นิยามโดยรัฐซึ่งเป็นเส้นกำหนดหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า บัตรหรือเอกสารแสดงตัวสักใบนั้นมันทำให้ความเป็นคนถูกลดทอนลง จนกระทั่งสูญเสียสิทธิอันพึงมีอย่างไร เหล่านี้คือตัวอย่างคำนิยามของ “ตัวตน” ที่จะปรากฎสู่ทุกท่าน “อาเล็ก หนุ่มน้อยชาวโรฮินยา จะได้เดินเร่ขายโรตีอร่อยๆ ของเขาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวที่จะถูกจับ หรือต้องเสียสตางค์ มีเงินเก็บเพื่อเรียนหนังสืออย่างที่อยากเรียน เรียนให้สูงเท่าที่กำลังเขาจะสามารถส่งเสียตัวเอง ถึงแม้จะเรียนไม่เก่งก็ตาม..” “อาจารย์อายุ อยากทำอะไรมากกว่าได้แต่ ร้องไห้ด้วยความคับข้องใจที่ไม่อาจทำอะไรให้ลูกได้เลย และในที่สุดลูกก็เสียโอกาสครั้งนั้นในการไปเข้าแคมป์ดนตรีที่อเมริกา อายุเองก็กลับ มาใช้ชีวิตเงียบๆอย่างที่เจ้าหน้าที่บอก” “ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ เดือน อุดมพันธุ์ ต้องลุกขึ้นมาทะเลาะกับอำเภอเพื่อดำเนินเรื่องขอเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้าน เพราะอยากมีสิทธิสอบเข้ารับราชการครู ไม่ว่าเธอจะสอบได้หรือไม่ แต่เธอก็ภูมิใจที่ได้รับสิทธิที่พึงจะมีตามกฎหมายและข้อเท็จจริง” “เพราะน้องออยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการหายใจ เป็นโรคร้ายแรง สุดามีสุขภาพไม่ดีนักในขณะที่ตั้งท้อง เมื่อน้องออยคลอดมาในขณะที่สุดายังถูกถอนชื่ออกจากทะเบียนราษฎร ทั้งสุดาและน้องออยจึงไม่มีบัตร 30 บาท เมื่อน้องออยป่วย สุดาจึงต้องเป็นหนี้โรงพยาบาลอยู่กว่า 2 แสนบาท สุดาต้องการต่อสู้เพื่อให้บุตรได้มาซึ่งเลข 13 หลักของคนสัญชาติไทย และมีบัตรทอง หรือบัตร 30 บาท ซึ่งหากเหตุการณ์ข้างต้นไม่เกิดขึ้น น้องออยอาจจะไม่ต้องจากไปด้วยวัยเพียงไม่ถึง 2 ขวบ” หนังสือเล่มนี้อาจจะพอสะกิดใจให้ใครหลายคนได้เหลียวมองผู้คนรอบกาย ที่มีความแตกต่างหลายหลายด้วยความเข้าใจ และมากกว่านั้น “ตัวตน”ของผู้คนเหล่านี้ อาจจะเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการอยากมีชีวิตที่ดีงาม ที่อยากได้รับการยอมรับ บางทีใครสักคนที่อยู่ใกล้ๆคุณอาจจะกำลังประสบชะตากรรมเช่นนั้นอยู่ นี่คือคู่มือเล่มน้อยที่อาจจะมีประโยชน์กับเขาเหล่านั้นบ้าง ........................................ หาได้ตามร้านขายหนังสือทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิญญูชนเล่มละ 150 บาท หรือติดต่อสั่งซื้อได้ที่ www.winyuchon.co.th/ (ตอนนี้ลด 15% เหลือ 127.50 บาท) หรือปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว โทร. 085-1232606 E-mail ;[email protected]
'''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''''
(ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา)
บทบรรณาธิการ
“คุณเคยอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก ยืนต่อหน้าคนนับพันและยังรู้สึกว่าตนเองเป็นมนุษย์ล่องหน ไม่มีตัวตนหรือไม่ นั่นแหละ คือตัวฉันล่ะ และถ้าบังเอิญคุณก็เป็นอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ก็อย่าได้หยุดเรียกร้อง สิทธิ์การเป็นคนของคุณเลยนะ”
บางถ้อยคำของ อายุ โพ ทารกน้อยเชื้อสายกะเหรี่ยงลืมตาขึ้นมาที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนพม่าเมื่อปีพ.ศ.2498 ซึ่งครอบครัวประสบเคราะห์กรรมถูกทหารพม่าตามล่าเอาชีวิตจนในที่สุดต้องหนีตายเข้ามาในประเทศไทยทางด่าน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันอายุเป็นแม่ไร้สัญชาติวัย 52 ปี ของลูกสองคน
ข้าพเจ้าเข้าใจและปะติดปะต่อภาพจากถ้อยคำข้างต้นได้เมื่อราว 2 ปี ที่ผ่านมานี้เอง ว่าการมี “ตัวตน” นั้นมันสำคัญอย่างไร นับแต่ข้าพเจ้าปรากฎตัวบนโลกใบนี้ แผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยต้องพบเจอกับความยากลำบาก ความยุ่งยากในการใช้ชีวิต ดังเช่นผู้คนที่เรื่องราวกำลังจะปรากฎสู่ทุกท่านในหนังสือเล่มนี้
------------------------------------------
ข้าพเจ้าเกิดและเติบโตมาโดยครึ่งหนึ่งของชีวิตอยู่ที่เมืองชายแดนเล็กๆ ที่มีเพียงลำน้ำสายไม่ใหญ่โตนักเป็นเส้นแบ่งเขตแดนของไทย-ลาว ความทรงจำครั้งนั้นสำหรับข้าพเจ้าคือ มีเพื่อนในชั้นเรียนหลายคนที่มีพ่อหรือแม่จากฝั่งลาวข้ามมาอยู่กินกับคนแถวหมู่บ้านซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างจากครอบครัวอื่นในความรับรู้ของข้าพเจ้า ภาพชีวิตของผู้คนที่นั่นคือความเคยชินกับการข้ามแดนไปมา บางคนรวมถึงครอบครัวข้าพเจ้าล้วนมีญาติที่อยู่ฝั่งโน้น เกือบสิบปีที่ข้าพเจ้าก้าวห่างออกมาเมืองเล็กๆแห่งนั้น เราทุกคนใช้ชีวิตไปตามที่ทางสุดแต่อะไรจะเอื้ออำนวย
กลางปี 2549 พ่อเพื่อนส่งข้อความบางอย่างจากบ้านมาถึงข้าพเจ้า
“แม่ของเพื่อนร่วมชั้นเรียนตั้งแต่ประถมที่เติบโตมาพร้อมข้าพเจ้า ซึ่งถ้านับเวลาที่มาลงหลักปักฐานก็ร่วมจะ 30 ปีแล้ว ผู้หญิงที่คนทั้งหมู่บ้านรับรู้การมีอยู่ รับรู้ที่มาโดยตลอด เธอใช้ชีวิตเงียบสงบอยู่ตรงนั้น โดยข้าพเจ้าไม่ได้นึกคิดว่าจะมีเหตุอะไรที่จะส่งมาถึงข้าพเจ้าในวันที่ข้าพเจ้าเข้าใกล้ถึงการรับรู้อีกสิ่งหนึ่ง...แม่เพื่อนคนนั้นถือบัตรลาวอพยพ(ฟ้าขอบน้ำเงิน) ความหมายของมันคือได้รับการผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราว และยังไม่มีนโยบายในการให้สถานะบุคคล หลายวันก่อนที่ข่าวจะมาถึงข้าพเจ้าคือหัวหน้าชุมชนคนหนึ่งซึ่งเป็นเสี่ยว(เพื่อนรัก)ของพ่อเพื่อน ได้มาบอกข่าวว่าจะพาแม่ไปทำบัตรประชาชน โดยต้องเดินทางไปที่ตัวจังหวัดแล้วทนายความคนหนึ่งจะเป็นคนจัดการให้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 2 หมื่นบาท แบ่งจ่ายเป็นงวด ได้ความว่ารวมแล้วมีคนที่เดินทางไปด้วยราว 7 คน ซึ่งข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าแต่ละคนมีสถานะอย่างไรบ้าง”
ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจในเสี่ยว และด้วยความร้อนใจของญาติพี่น้องที่รู้เห็นความเป็นไปและรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จนมีการพูดคุยกันในชุมชนเล็กๆข้าพเจ้าตัดสินใจส่งเอกสารบางส่วนที่มีคำตอบถึงการไม่สามารถได้บัตรประชาชนไทยไปให้แม่ของเพื่อน พร้อมทั้งให้ผู้ที่รอบรู้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่โทรมาหา ร่องรอยบางอย่างเงียบหายไปกับสิ่งที่ไม่อาจรู้กระทั่งราวสามเดือนต่อมาข้าพเจ้าเดินทางกลับสู่บ้าน ข่าวคราวพอจะรับรู้ได้และดูจะไม่มีใครอยากเอ่ยถึงนัก คือ
“แม่เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นยังเชื่อมั่นและรอคอยอย่างสนิทใจว่าจะได้รับบัตรประชาชนไทยเพียงแต่ไม่มีคำตอบว่าคือเมื่อไหร่ ซึ่งมันคงไม่ยาวนานเท่ากับกว่า 30 ปีที่เธอตั้งต้นชีวิตที่นี่อย่างเงียบๆ ไม่ว่าลูกๆหรือคนรอบข้างจะบอกเล่าอย่างไรก็ตามที ลูกๆที่เรียนจบทั้งระดับมัธยมและปริญญาตรี เข้าใจไม่ได้ว่าในเมื่อลูกๆเรียนจบ มีงานทำ แม่ไม่ต้องทำงานเหนื่อยหนักแล้วจะเสียเงินเสียทองไปเพื่อสิ่งใดกัน”
ข้าพเจ้าไม่เคยรู้ว่านับตั้งแต่ข้าพเจ้าวัยเด็กจนเติบโตทุกวันนี้ แม่เพื่อนคนนั้นเคยเดินทางไปที่ไหนบ้างนอกเขตอำเภอ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจนัก ข้าพเจ้ารู้เพียงว่ายามที่ข้าพเจ้าเดินทางไปร่ำเรียนไกลบ้านจวบจนวันนี้ที่ทำงานอยู่ไกลบ้านเช่นกันนั้น นับครั้งไม่ถ้วนที่พ่อแม่เดินทางมาหาด้วยความห่วงใย ซึ่งในยามนี้ครอบครัวเพื่อนข้าพเจ้านั้นลูกสาวคนเดียวกับลูกชายคนโตก็อยู่ไกลบ้านนักนานทีจึงกลับมาบ้านไม่ต่างจากข้าพเจ้า มีเพียงลูกชายคนกลางวัยเดียวกับข้าพเจ้าที่อยู่ไม่ห่างตา
คำตอบเล็กๆที่แม่ข้าพเจ้าเอ่ยมาอย่างไม่เข้าใจเช่นกันคือ รู้แต่ว่าแกอยากกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.)ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเกษตรกรทั่วประเทศ สุดท้ายทุกคนที่ห่วงใยจึงได้แต่นิ่งดูอยู่เงียบๆไม่อยากไปหักหาญความหวัง หรือไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับคนที่ได้ประโยชน์จากความหวังนั้นก็ตาม แม้แต่ข้าพเจ้าเอง
--------------------------------------------
ต้นปี 2550 บ่ายวันนั้น วันที่อากาศหนาวจับใจ แม่อุ้ยยิ้มหวานจนตาหยี รอยเหี่ยวย่นแห่งวันวานดูเบิกบานไปทั้งเนื้อตัว เข้ามาขอบอกขอบใจพวกเราที่มาจัด “ห้องเรียนกฎหมาย” ให้ชาวบ้านแม่อายที่มีปัญหาเรื่องสถานะหรือคนที่ยังไม่ได้บัตรไทย
ข้าพเจ้าจำได้ติดตา ติดหู “ขอบคุณที่มาช่วย แม่อุ้ยอยากได้บัตรไทย” เท่าที่ดูจากภายนอกอายุแม่อุ้ยดูจะไม่น้อยกว่า 75-80 ปี เราจึงกระเซ้าแม่อุ้ยไปด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
“แม่อุ้ยจะเอาไปทำไม แก่แล้วนะ”“แม่อุ้ยอยากได้บัตรไทย อยากได้จริงๆ ลูกหลานได้หมดแล้ว พรุ่งนี้งานวันเด็กแม่อุ้ยก็จะไปด้วย” คำตอบยังชัดเจนพร้อมกับรอยยิ้มยังหนักแน่นเช่นเดิม
ข้าพเจ้ารู้สึกอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะอิ่มเอมกับคำขอบคุณ หรือจะรู้สึกอย่างไรดีกับคำถามที่ตอบไม่ได้ว่ารอยยิ้มด้วยประกายตาแบบนั้นของแม่อุ้ยที่รักษาเนื้อตัว และใช้ชีวิตมาจนเกือบย่างเข้า 100 ปี จะได้ตามหวังเมื่อไหร่
อะไรกันที่ทำให้บัตรประชาชนใบนั้น ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แม่อุ้ยพ่ออุ้ยนับสิบ ยี่สิบคน ที่มาในวันนั้นรักษาเรี่ยวแรงมาจนปัจจุบัน
---------------------------------------------
เหล่านี้คงเป็นคำตอบที่พอนิยามได้บ้าง
“ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ เดือน อุดมพันธุ์ ต้องลุกขึ้นมาทะเลาะกับอำเภอเพื่อดำเนินเรื่องขอเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้าน เพราะอยากมีสิทธิสอบเข้ารับราชการครู ไม่ว่าเธอจะสอบได้หรือไม่ แต่เธอก็ภูมิใจที่ได้รับสิทธิที่พึงจะมีตามกฎหมายและข้อเท็จจริง”
“เพราะน้องออยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการหายใจ เป็นโรคร้ายแรง สุดามีสุขภาพไม่ดีนักในขณะที่ตั้งท้อง เมื่อน้องออยคลอดมาในขณะที่สุดายังถูกถอนชื่ออกจากทะเบียนราษฎร ทั้งสุดาและน้องออยจึงไม่มีบัตร 30 บาท เมื่อน้องออยป่วย สุดาจึงต้องเป็นหนี้โรงพยาบาลอยู่กว่า 2 แสนบาท สุดาต้องการต่อสู้เพื่อให้บุตรได้มาซึ่งเลข 13 หลักของคนสัญชาติไทย และมีบัตรทอง หรือบัตร 30 บาท ซึ่งหากเหตุการณ์ข้างต้นไม่เกิดขึ้น น้องออยอาจจะไม่ต้องจากไปด้วยวัยเพียงไม่ถึง 2 ขวบ”
“อาเล็ก หนุ่มน้อยชาวโรฮินยา จะได้เดินเร่ขายโรตีอร่อยๆ ของเขาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวที่จะถูกจับ หรือต้องเสียสตางค์ มีเงินเก็บเพื่อเรียนหนังสืออย่างที่อยากเรียน เรียนให้สูงเท่าที่กำลังเขาจะสามารถส่งเสียตัวเอง ถึงแม้จะเรียนไม่เก่งก็ตาม..”
“อาจารย์อายุ อยากทำอะไรมากกว่าได้แต่ ร้องไห้ด้วยความคับข้องใจที่ไม่อาจทำอะไรให้ลูกได้เลย และในที่สุดลูกก็เสียโอกาสครั้งนั้นในการไปเข้าแคมป์ดนตรีที่อเมริกา อายุเองก็กลับ มาใช้ชีวิตเงียบๆอย่างที่เจ้าหน้าที่บอก”
......................................................
เรื่องราวจากนี้คือชีวิตจริงของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ในรัฐไทย ชีวิตที่ต้องดำเนินไปด้วยความยากลำบาก
“ตัวตนที่หล่นหาย” คือภาพชีวิตของคนที่ประสบชะตากรรมเป็นคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ทั้งๆที่มีนโยบายในการให้สถานะอยู่แล้ว แต่ติดขัดและเกิดปัญหาขึ้นจากความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ รวมไปถึงถูกกระทำจากปัจจัยต่างๆให้สูญเสียสถานะที่เขาควรได้รับ
และ “ตัวตนที่เลือนลาง” คือภาพชีวิตของคนที่ได้รับการยอมรับที่จะให้มีสถานะหรือมีตัวตนที่เป็นจริง ซึ่ง ณ วันนี้การมีเพียงนโยบายโดยแนวทางการปฏิบัติยังไม่ชัดเจนนั้นจึงยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบว่า ตัวตนที่สมบูรณ์นั้นจะเป็นจริงและมาถึงเมื่อใดกัน
นี่คือ“ความกล้าหาญ”ของผู้คนที่มีตัวตนอยู่จริง และมีชีวิตดำเนินอยู่บนแผ่นดินนี้ พวกเขาต้องก้าวผ่านบางสิ่งเพื่อบอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้ ซึ่งหมายถึงการสุ่มเสี่ยงต่อบางสิ่ง แต่มันก็ย่อมนำมาสู่สิ่งที่เราทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าจะทำให้การมีอยู่ของพวกเขานั้นได้รับการยอมรับในที่ทางที่ควรจะเป็น
ขอขอบคุณ และขอเอ่ยถึงผู้เขียนทุกท่านที่พานพบและบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความหวังที่อยากเห็นความทุกข์ยากของชีวิตเขาเหล่านั้นคลี่คลายสู่ความดีงาม รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร หรือาจารย์แหวว ของทุกคนที่รอคอยและผลักดันหนังสือของผู้คนเหล่านี้ และขอขอบคุณสำนักพิมพ์วิญญูชนที่ร่วมเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงสิ่งอันใดที่จะบังเกิดผล จากการก้าวออกมา บอกเล่าการมีอยู่ของเขาเหล่านี้ขอให้เป็นคุณูปการอันจะทำให้ทุกผู้คนได้มี “ตัวตน” อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงชีวิตที่ดีงาม ที่เป็นสุขย่อมเป็นสิ่งที่น่าจะคิดหวัง รวมทั้งเป็นจริงได้สักที
“คุณเคยอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก ยืนต่อหน้าคนนับพันและยังรู้สึกว่าตนเองเป็นมนุษย์ล่องหน ไม่มีตัวตนหรือไม่ ….”
จันลอง ฤดีกาล
ปีที่ยี่สิบเจ็ดของการมีตัวตนบนแผ่นดินนี้
กว่า 500 กิโลเมตรจากบ้านเกิดเล็กๆ ริมชายแดน