ครม.อนุมัติงบประมาณปี 2551 จำนวน 1.66 ล้านล้านบาท ขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท เหตุรายจ่ายเพิ่มขึ้น 2.5 หมื่นล้านบาท และรายได้ลดลง 2 หมื่นล้านบาท ทุ่ม 1.7 หมื่นล้านบาท ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4% มีผลตุลาคมนี้ พร้อมเพิ่มงบยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขอีก 5,000 ล้านบาท และพัฒนาหมู่บ้าน และชุมชนเพิ่มขึ้น 3,000 ล้านบาทดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2551 จำนวน 1,660,000 ล้านบาท ดังกล่าวแบ่งเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 1,214,056.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.1% ของวงเงินงบประมาณซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 72.5% งบประมาณรายจ่ายลงทุนจำนวน 400,168 ล้านบาท คิดเป็น 24.1% ของวงเงินงบประมาณใกล้เคียงกับ งบปี 2550 ที่มีสัดส่วน 24% และที่เหลือเป็นรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 45,775.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ2.8% ของวงเงินงบประมาณลดลงจากงบประมาณปี 2551 ที่เป็นสัดส่วน 3.5% ของวงเงินทั้งหมด ทั้งนี้ปรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้น 25,000 ล้านบาท ทำให้วงเงินงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 1,635,000 ล้านบาท เป็น 1,660,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับการประมาณรายได้ที่ลดลงอีก 20,000 ล้านบาท จาก 1,515,000 ล้านบาท เป็น 1,495,000 ล้านบาท ทำให้งบประมาณปี 2551 เป็นงบประมาณขาดดุล 165,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการขาดดุล 1.8% ของจีดีพี เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าจะขาดดุลเพียง 1.2 แสนล้านบาท นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 3 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายเพื่อการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการจำนวน 17,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพื่อยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีอยู่ 10,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีก 3,000 ล้านบาท นายโฆสิต กล่าวว่า จะปรับเพิ่มให้กับข้าราชการทุกประเภทเป็นจำนวน 4% โดยมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งการปรับเพิ่มเงินเดือนดังกล่าวเพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในภาวะที่ภาคเอกชนยังไม่พร้อมใช้จ่าย โดยอัตราเงินเดือนที่เพิ่มในอัตรา 4% นี้น้อยกว่าการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการครั้งล่าสุดเมื่อปีงบประมาณ 2548 ที่ปรับขึ้น5% เนื่องจากรัฐบาลมีวงเงินจำกัดแม้ว่าจะต้องการปรับเพิ่มให้มากกว่า 4% ก็ตาม “การปรับเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลดังกล่าวทำให้มีรายจ่ายเพื่อฐานรากรวมในงบประมาณใหม่รวมทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท คือ งบที่ใช้เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขจำนวน 15,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอีก 3,000 ล้านบาท” นายโฆสิต กล่าว ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่าการที่ ครม. มีมติเห็นชอบปรับค่าตอบแทนภาคราชการ โดยในระยะเร่งด่วน เป็นการปรับอัตราเงินเดือน 4% เท่ากันทุกตำแหน่ง สำหรับข้าราชการพลเรือน ข้าราชพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการอัยการ ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ข้าราชการการเมือง ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ระยะเวลา 12 เดือน ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการปรับอัตราเงินเดือนขั้นสูงและขั้นต่ำ ของผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ซึ่งจะมีผลให้รายได้ขั้นสูงของผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ปรับเพิ่มเป็น 11,000 บาท และรายได้ขั้นต่ำปรับเพิ่มเป็น 7,700 บาท นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการบำนาญ ในอัตรา 4% เช่นเดียวกัน โฆษกสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับระยะยาว เห็นควรพิจารณาปรับโครงสร้างค่าตอบแทนภาคราชการ เพื่อแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำของค่าตอบแทนข้าราชการประเภทต่าง ๆ โดยกำหนดอัตราเงินเดือนให้แตกต่างกันตามลักษณะงาน และระดับตำแหน่งอย่างเหมาะสม เป็นธรรม รวมทั้งปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการ ให้ใกล้เคียงกับอัตราเงินเดือนภาคเอกชนในตลาดแรงงาน โดยขั้นตอนนี้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.วานนี้ สำหรับเหตุผลที่นำมาสู่การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 4%นั้น ระบุว่า การปรับค่าตอบแทนข้าราชการที่ปรับเพิ่ม 3% ในปี 2547 และ 5% ในปี 2548 ไม่เพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลานาน และปัญหาเงินเดือนข้าราชการที่ต่ำกว่าภาคเอกชน มีผลให้การเคลื่อนย้ายกำลังคนจากราชการ ไปสู่เอกชน และผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงไม่สนใจรับราชการ การปรับค่าตอบแทนนั้นมี 2 ขั้นตอนคือ 1.ระยะเฉพาะหน้า ปรับเงินเดือนเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตรา เพื่อรักษาอำนาจซื้อของข้าราชการ ให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ใช้งบประมาณ 17,000 ล้านบาท 2.ระยะต่อไป ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนภาคราชการ เพื่อลดความเลื่อมล้ำภายในภาครัฐ และปรับให้ใกล้เคียงกับอัตราตลาด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดด้วย โดยมีสาระสำคัญว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ ให้มีขนาดและโครงสร้าง ที่เหมาะสม และกระทรวงกลาโหม มีปัญหาเรื่องขนาดกำลังคนมีความไม่สมดุล โดยกำลังพลกลุ่มผู้บริหารเกินอัตรา และกลุ่มผู้ปฏิบัติ ขาดแคลนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับงบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้มีโครงการนี้ขึ้น โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการมีดังนี้ 1.เป็นข้าราชการทหารอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญครบ 30 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ) 2. มีเวลาราชการเหลือไม่น้อยกว่า 1 ปี 3. ไม่อยู่ระหว่างถูกพักราชการ ถูกสอบสวน หรือพิจารณาโทษทางวินัย 4. ไม่อยู่ระหว่างต้องออกจากราชการ 5. ไม่เป็นผู้ปฏิบัติราชการ ชดใช้ทุนตามสัญญา 6. ไม่เป็นกำลังพลซึ่งอยู่ในงานและสาขาวิชาชีพขาดแคลน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งประจำหน่วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ชั้นยศพันเอก/นาวาเอก/นาวาอากาศเอก-พลเอก/พลเรือเอก/พลอากาศเอก 2. กลุ่มกำลังพลในอัตราหลักชั้นยศพันเอก/นาวาเอก/นาวาอากาศเอก พลเอก/พลเรือเอก/พลอากาศเอก โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับคือ เงินก้อน ให้ได้รับ 8-20 เท่าของจำนวนเงินเดือน เดือนสุดท้าย รวมเงินประจำตำแหน่ง โดยไม่รวมเงิน หรือค่าตอบแทนพิเศษอื่น ๆ และได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามที่รัฐบาลกำหนดให้ ทั้งนี้ขอให้สำนักงบประมาณ อนุมัติเงินเพื่อจ่ายเป็นสิทธิประโยชน์จูงใจ (เงินก้อน) แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ปีละ 230.15 ล้านบาท สำหรับข้าราชการจำนวน 513 นาย ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี โดยจะประหยัดงบประมาณประเภทบุคลากรในระยะยาวได้เพิ่มขึ้นปีละ 69.13 ล้านบาท หลังผ่านจุดคุ้มทุนในเวลา 3 ปี 4 เดือน ดร.โชติชัย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่าหากจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณปี 2551 จะแบ่งเป็นงบที่ใช้เพื่อยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีคุณธรรม 33.9% ยุทธศาสตร์แก้ไขความยากจนและลดช่องว่างรายได้ 3.6% ยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 11% ยุทธศาสตร์การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3.1% ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและบริหารจัดการรัฐ 24.7% ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของสังคม 13.2% และการจัดการหนี้ภาครัฐอีก 10.5% ดร.โชติชัย กล่าวด้วยว่าที่ประชุม ครม. มีมติให้จัดสรรวงเงินงบประมาณนอกกรอบวงเงินเพิ่มจำนวน 7,450 ล้านบาท ในส่วนของราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน การสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม และเงินเพิ่มทุนรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน โดยวงเงินดังกล่าวปรับจากงบกลางในส่วนของรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 7,450.1 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของการเพิ่มทุนสถาบันการเงินมีการปรับกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 4,300 ล้านบาท มาใช้เพื่อ การเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่งได้แก่ ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. ได้หารือเรื่องงบ ประมาณเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สำนักงบประมาณจะสรุปเรื่อง และเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ประจำปี 2551 ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งรัฐบาลมีเงินเพิ่มให้ทุกกระทรวง 2.5 หมื่นล้านบาท และก่อนหน้านี้ ครม.เคยอนุมัติตามที่ ศธ.ขอเพิ่ม เงินอุดหนุนรายหัวแล้ว อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ ศธ.ได้ขอเพิ่ม งบ ประมาณเงินค่าวิทยฐานะของครูเพื่อให้เพียงพอจ่ายให้ครูได้ตลอดปีงบประมาณ 2551 ซึ่ง ครม. ได้มอบให้สำนักงบประมาณรับไป พิจารณา แต่จะได้รับมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ สำนักงบประมาณจะพิจารณากรุงเทพธุรกิจ แนวหน้า ผู้จัดการออนไลน์ ไทยรัฐ เดลินิวส์ คม ชัด ลึก โพสต์ทูเดย์ ไทยโพสต์ มติชน ข่าวสด สยามรัฐ บ้านเมือง 6 มิ.ย. 50
ทุ่ม 1.7 หมื่นล้าน ขึ้นเงินเดือน ขรก. 4%
ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 6 มิ.ย. 2550
จารุวัจน์ شافعى · 6 มิ.ย. 2550
พิชชา · 6 มิ.ย. 2550
ชำเลือง · 6 มิ.ย. 2550
ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์ · 6 มิ.ย. 2550
Ge'Radt · 6 มิ.ย. 2550