ความสามารถในการ "ยับยั้งชั่งใจ (suppress urge)" ซึ่งต้องใช้กำลังใจอย่างมากนั้น ดีขึ้นได้ด้วยอาหารสมองดีๆ

พวกเราคงจะรู้ดีว่า การใช้ชีวิตทุกวันนี้ต้องการกำลังใจมากเพียงไร ข่าวดีคือ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่า อาหารดีๆ มีส่วนเสริมกำลังใจให้เราได้ครับ

สมองคนเราเป็นอวัยวะประเภท "ผู้หิวโหย(น้ำตาล)" อยู่ตลอดเวลา ระดับน้ำตาลในเลือดที่พอดี(ไม่สูงหรือต่ำเกิน)มีผลต่อการทำงานของสมองมากกว่าที่เราคิด...

อาจารย์ดอกเตอร์ดีน มิลเลอร์กล่าวถึงผลการวิจัยเร็วๆ นี้ซึ่งทำในคนเราพบว่า ความสามารถในการ "ยับยั้งชั่งใจ (suppress urge)" ซึ่งต้องใช้กำลังใจอย่างมากนั้น ดีขึ้นได้ด้วยอาหารสมองดีๆ

นักวิทยาศาสตร์ทดสอบกำลังใจอาสาสมัคร 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 ยก และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ กลุ่มแรกให้น้ำหวานเสริมระหว่างพักยก กลุ่มที่สองให้น้ำหวานจากน้ำตาลเทียมเสริมระหว่างพักยก

ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเมื่อ "ยับยั้งชั่งใจ" หรือผ่านการทดสอบกำลังใจสำเร็จ

ทว่า... อาสาสมัครกลุ่มแรกที่ได้รับน้ำหวานจากน้ำตาลเสริมมีความสามารถในการ "ยับยั้งชั่งใจ" หรือผ่านการทดสอบกำลังใจยก 2 ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำหวานจากน้ำตาลเทียม

สรุปง่ายๆ คือ...

  1. กำลังใจที่ใช้ในการหักห้ามตัวเราไม่ให้ทำอะไร หรือกำลังใจประเภท "เบรคความต้องการ" เช่น กำลังใจที่จะเลิกเหล้า-เลิกบุหรี่ ฯลฯ เป็นกระบวนการที่ใช้กำลังงาน
  2. กำลังใจ... เมื่อใช้ไปแล้วทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด (blood sugar) ลดลง
  3. กำลังใจ... ยก 2 จะเพิ่มขึ้น ถ้าทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หรือมีการเติม "เชื้อเพลิง" ใหม่ให้สมอง

อาจารย์ดอกเตอร์มิลเลอร์นักวิจัยด้านประสาทวิทยากล่าวว่า วิธีรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อให้สมองทำงานได้ดี และมีกำลังใจดีทำได้ 2 วิธี...
  1. กินข้าวขาว ขนมปังขาว หรือน้ำตาลบ่อยๆ.. เชื้อเพลิงแบบ "ไฟไหม้ฟาง" แบบนี้ดีกับสมองในระยะสั้น น้ำตาลในเลือดจะขึ้นเร็ว ลงเร็ว และมักจะอ้วนเร็วจนอาจจบด้วยโรค เช่น อ้วน อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันเลือดสูง ฯลฯ
  2. กินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index) ต่ำ และมีเส้นใย(ไฟเบอร์)สูง... เชื้อเพลิงแบบ "ติดไปนาน" คล้ายๆ ถ่านชั้นดีแบบนี้ดีกับสมองในระยะยาว เนื่องจากใช้เวลาย่อยนาน น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นช้าๆ เพิ่มขึ้นนาน และลดลงช้าๆ ไม่เพิ่มเร็ว-ลงเร็ว หรือวูบๆ วาบๆ แบบกินแป้งขาว-น้ำตาล นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันโรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง และเบาหวานในระยะยาวอีกด้วย

เว็บไซต์ของสถาบันไลนัส พอลลิง มหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท สหรัฐฯ แนะนำวิธีกินอาหารให้ค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index / GI) ต่ำลง

อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำคือ มีค่า 55 หรือน้อยกว่านั้น แสดงไว้ในวงเล็บท้ายชื่ออาหาร

  1. กินข้าวหรือขนมปังประเภทไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง (55) ข้าวบาร์เลย์ (25) ขนมปังข้าวราย (41) ฯลฯ
  2. ลดการกินแป้งขัดสีและน้ำตาล เช่น ข้าวขาว (64), ขนมปังขาว (73), น้ำตาลทราย (68) ฯลฯ แผ่นข้าวโพด(คอร์นเฟลค = 81), วุ้นใส่น้ำตาล (Jelly beans = 78), ขนมเค้กทำจากแป้งข้าว (puffed rice cakes = 78), โดนัท(76) ฯลฯ และอย่าลืม... ลดน้ำหวานลงด้วย
  3. กินถั่วเปลือกแข็ง (nuts) ถั่ว ผลไม้ และผักที่ไม่มีแป้งสูงเพิ่มขึ้น เช่น ส้ม (42), แพร์ (38), แอปเปิล (38), ถั่วแดงหลวง(28), เมล็ดมะม่วงหิมพานต์(22), ถั่วลิสง(14) ฯลฯ
  4. ถ้ากินผลไม้อบแห้งควรเลือกชนิดไม่เติมน้ำตาล และลดปริมาณลงอย่างน้อย 50% เนื่องจากมีน้ำตาลสูง นอกจากนั้นผลไม้เมืองร้อนยังมีแนวโน้มจะมีค่าดัชนีน้ำตาลสูงด้วย เช่น อินทผลัมแห้ง(103) ฯลฯ
  5. กินนมไม่มีไขมัน (32) นมไขมันต่ำ หรือนมถั่วเหลืองเสริมได้ เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้มีดัชนีน้ำตาลต่ำ
  6. ถ้ากินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ข้าวขาว ฯลฯ ให้กินพร้อมอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ และมีเส้นใย(ไฟเบอร์)สูง เช่น ผัก ถั่ว นม ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเตะถ่วงการย่อย และการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลง

ตารางที่ 1: แสดงค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index / GI)

อาหาร

ดัชนีน้ำตาล

อาหาร

ดัชนีน้ำตาล

อินทผลัมแห้ง

103

คอร์นเฟลค

81

วุ้น Jelly beans

78

เค้ก / ขนมจากแป้งข้าว

78

มันฝรั่งปิ้ง – Russet potato

76

โดนัท

76

ขนมแครกเกอร์หวาน

74

ขนมปังขาว

73

น้ำตาลทราย

68

แพนเค้ก

67

ข้าวขาว

64

ข้าวกล้อง

55

สปาเกตตี ต้ม 10-15 นาที

44

สปาเกตตี ต้ม 5 นาที

38

สปาเกตตี โฮลวีท/ไม่ขัดสี

37

ขนมปังข้าวราย (Rye)

41

ส้ม

42

แพร์

38

แอปเปิล

38

ธัญพืชผสม (All-Bran)

38

นมไม่มีไขมัน

32

ถั่วแขก (lentils)

29

ถั่วแดงหลวง

28

ข้าวบาร์เลย์ (pearled barley)

25

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์

22

ถั่วลิสง

14

ถึงตรงนี้... ขอเรียนเชิญพวกเราหันมากินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมากหน่อย เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่พอดี ไม่วูบวาบ หรือขึ้นลงเร็วแบบอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง กำลังใจจะได้ดีไปนานๆ ครับ...

ขอแนะนำ...                                                                  

    แหล่งที่มา:                                      

  • Thank Reuters & Blog burst > Dean Miller. Ph.D. Sweeten your willpower > [ Click ] > June 5, 2007. // souce: Scientic American Mind.
  • Thank > Dean Miller. Ph.D. The brain code > Sweeten your willpower > [ Click ] > June 5, 2007. (Neuroscientist blog)
  • Thank > Dean Miller. Ph.D. The brain code > Sweeten your willpower > [ Click ] >  http://thebraincode.com/brainblog/ > June 5, 2007.
  • Thank > Jane Hiddon, Ph.D. Glycemic index & glycemic load > Micronutrient Research for Optimal Health > Linus Pauling Institute > Oregon state University > [ Click ] > http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/foods/grains/gigl.html > June 5, 2007.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี + อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง.
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 6 มิถุนายน 2550.