อนุทิน #40410

รับเมล์จาก

From: Offline wanlapa lekwattananon

คิดว่าจะนำออกเผยแพร่เมื่อมีโอกาส เพราะเป็นบทความที่ดี

ต้องขอขอบคุณ ที่จริงได้รับเมล์จากท่านนี้หลายครั้งบทความต่างๆที่ส่งมาล้วนเหมาะเจาะกับช่วงเหตูการณ์ที่เกิดขึ้นในความสับสนเสมอ จึงเป็นบทความที่มีคุณค่ายิ่ง สามารถช่วยให้เกิดแง่คิด มุมคิดได้ดีทีเดียว และนี่ก็เป็นอีก 1 บทความที่ฉันคิดว่าดีมากๆ

....................................

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุได้เคยยกตัวอย่างให้เด็ก ๆ ฟังว่า

เรามีดอกกุหลาบที่สวย และหอมที่สุดดอกหนึ่ง ถ้าเราหวงไว้ดมเอง เสียบผมเอง วันเดียวมันก็เหี่ยว แล้วก็หมดไป แต่ถ้าเราเอาดอกกุหลาบนั้นให้เพื่อน เขาจะขอบใจเราไปอีกกี่ปี หรือถ้าเขารู้จักคิดนึกว่านี้มันเป็นความดีที่เราทำลงไป และ
ความดีนั้นมันมีอายุยืนไม่จำกัด นึกถึงเมื่อไรก็ดีเมื่อนั้น ยินดีเมื่อนั้น สบายใจเมื่อนั้น พอใจเมื่อนั้น ไม่รู้กี่ปีหรือจนตลอดชาติ ถ้าเอามาไว้เอง ดมเอง เดี๋ยวมันก็เหี่ยว ก็ขว้างทิ้งไป แต่ถ้าเราให้ผู้อื่น ดอกกุหลาบนั้นไปบานในจิตใจของผู้อื่น และไปบานในจิตใจของเราเอง มันก็ได้กำไรมากกว่าที่จะกินใช้เอง เพราะฉะนั้น เมื่อมีอะไรที่เป็นของกินได้ ควรแบ่งให้ผู้อื่นบ้าง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควร ให้คนอื่นกิน ดีกว่ากินเอง นี่เป็น การทำลายความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง เป็นกระแสแห่งบรมธรรมอย่างยิ่งที่เด็ก ๆ อาจจะเข้าใจได้หรือมีได้...


การเห็นแก่ผู้อื่นดีกว่าเห็นแก่ตัว เด็กเล็ก ๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ถ้าจะพยายามชี้แจง แต่เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่อยากจะให้เด็ก ๆ เห็นแก่ตัว ให้พยายามทำอะไรเพื่อให้ตัวเองเจริญ พ่อแม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม ก็สนับสนุนส่งเสริมลูกไปในทางที่จะให้เห็นแก่ตัวทั้งนั้น เพื่อจะได้มาซึ่งวัตถุ การเห็นแก่ผู้อื่นนั้นแหละเป็นความดี เห็นแก่ตัวนั้นไม่ใช่ความดี หรือถ้าดีก็ดีนิดเดียว...

เราจะต้องสอนให้เด็ก ๆ รู้ว่า ถ้าทำดีเพราะมีคนยุนั้นยังไม่ใช่คนดี พิสูจน์ด้วย logic ง่าย ๆ สำหรับเด็กว่า ถ้าเราทำความดีเพราะถูกคนอื่นยุนั้น เรายังไม่ใช่คนดี เด็กจะมองเห็น logic ข้อนี้ว่าการกระทำนั้นยังไม่ใช่ความดีที่สมบูรณ์ เพราะว่าเราทำเพราะถูกเขายุ หรือว่า เรารับจ้างเขาทำความดี ความดีนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่ดีจริง ไม่ควรจะเอามายกหู ชูหางร่าเริง ว่าเป็นผู้ทำความดี ความดีนี้ต้องทำโดยไม่มีใครยุ เพื่อให้เขาเข้าใจหลักของพระพุทธเจ้าที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น จะเป็นกรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ทุกคนต้องรับผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้น กรรมดีนี้ต้องเป็นสิ่งที่ต้องทำเอง เหมือนกับเรื่องการเดิน เราต้องเดินเอง เราจึงจะถึงเอง ถ้าไม่เดินเอง คนอื่นเดินแทน เราจะถึงได้อย่างไร แล้วเรายังจะต้องมีสติปัญญาของเราเอง เราจะต้องสอนเด็ก ๆ ให้รู้ว่า เราต้องทำดีชนิดที่เป็นความดีจริง ๆ เสมอไป ไม่ใช่ทำดีเพราะคนอื่นเขาว่าดี หรือจนต้องทำดีเพราะคนอื่นเขามายุ มาจ้างให้ทำดี...

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องการถือพรรคถือพวก เราอาจจะพูดให้เด็กทารก ขนาดอนุบาลนี้รู้ว่าเราไม่ควรจะถือพวก เพราะว่าการถือพวกเป็นการนำไปสู่ความเห็นแก่ตัว เด็ก ๆ ชอบผูกพันกันเป็นพวก เพื่อเล่นงานคนอื่น พวกอื่น แม้แต่เด็กตัวเล็ก ๆ เราจะสอนให้เด็กตัวเล็ก ๆ รู้ว่า แม้ในวงการ กีฬา ในนามกีฬา เราจะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวกของเรา เมื่อโรงเรียนของเราไปเล่นกีฬา เราไปนั่งดูอยู่ เราก็จะไม่เชียร์ใครแม้แต่พวกของเรา นี่มันตรงข้ามกับที่เขาสอนอยู่ เขากระทำกันอยู่ การกีฬานี้ไม่ใช่เขาเอามาเพื่อให้วัดหรือสอบดูว่าใครจะเป็นคนแพ้หรือคนชนะ แต่การกีฬานี้เขาจัดขึ้นเพื่อทดสอบดูว่า ใครเป็นคนเห็นแก่ตัว ใครเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว...

แม้เด็ก ๆ จะเป็นผู้เล่นกีฬาเสียเองก็ต้องเป็นผู้ถือหลักอย่างนี้ แม้เราจะทำอะไรที่เป็นการประกวดประขันกันระหว่างตัวต่อตัว เราก็ต้องถือหลักอย่างนี้ เพราะว่าเด็ก ๆ มีการเล่นหัวกันในระหว่างพวกเพื่อน เราจะต้องทำ ๆ ไป จนกระทั่งเด็ก ๆ ของเรารู้ว่า การถือเขาถือเรา ถือมึงถือกูนี้ เป็นความบาป ให้เด็ก ๆ รู้จักต้นตอของบาป รู้จักตัวบาปเสียแต่เล็ก ๆ ว่ามันอยู่ที่การถือเขาถือเรา ถือมึง ถือกู ถือพวกเรา ถือพวกเขา นี้ คือต้นตอของบาปทั้งหมดในโลก ความเห็นแก่ตัวนั้นเหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน เด็ก ๆ ถ้ายังไม่เข้าใจก็กลัวไว้ก่อน ฟังไว้ก่อนว่าความ เห็นแก่ตัวนี้เหมาะสำหรับสัตว์ ไม่เหมาะสำหรับคน พอเด็ก ๆ เกิดความ รู้อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า เขามีบรมธรรมเต็มที่...


ข้อต่อไป ให้เด็กมองให้ชัดลงไปว่า เราต้องทำหน้าในหน้าที่ให้ดี เรามีหน้าที่ที่จะทำอะไร มีหน้าที่เล่าเรียน มีหน้าที่ช่วยพ่อแม่อะไรก็ตาม หลาย ๆ หน้าที่ก็ตาม เราต้องทำหน้าที่นี้ให้ดี...

เมื่อเราทำความดี เราต้องลืมทุกสิ่งทุกอย่างให้หมด นอกจากเห็นแก่ความดี ทำความดีเรื่อยไป ทำความดีเพื่อความดี ไม่ต้องทำเพื่อตัวเรา คือถ้าทำเพื่อตัวเรามันดีน้อย ฉะนั้น เราจะต้องทำความดีเพื่อความดี จนเข้าหลักจริยธรรมสากลว่า บรมธรรม คือทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงาน เพื่อขนม หรือเพื่อเงิน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่องาน เด็ก ๆ จะต้องทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ประจำวันก่อน แล้วอะไรจะมาทีหลัง จะได้รางวัล หรือไม่นั้น มันคนละเรื่องกัน...

“...ให้เด็ก ๆ รู้จักคิดรู้จักเปรียบเทียบเอาเองว่า ทำอะไรที่ทำเพื่อตัวเองนั้น มันง่ายกว่าที่ทำเพื่อผู้อื่น ทำความดีเพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัวเองนั้น มันง่ายกว่าที่จะเห็นแก่ผู้อื่น การเห็นแก่ปากท้องของตัวนี้ มันง่ายกว่าเห็นแก่ปากท้องของผู้อื่น จึงไม่มีใครสรรเสริญ เขาสรรเสริญคนที่ทำของยาก ทำสิ่งที่กระทำได้ยาก เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ควรต้องชอบกระทำสิ่งที่ยาก ทำให้เกิดความนิยมในการกระทำสิ่งที่ยาก...

ในเรื่องบรมธรรมกับเด็กทารกนี้ ทำได้เพียงยกมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ลองเอาตัวอย่างเหล่านี้ไปเปรียบเทียบดูเอาเอง ไปพิสูจน์ดู จนกระทั่งเห็นได้ว่า บรมธรรมนี้มีได้แม้แก่ทารก จำเป็นแม้แก่ทารก โลกุตตรธรรม ปรมัตถธรรมหรือบรมธรรมนี้ จำเป็นแม้แก่ทารก และมีได้แม้แก่ทารก กระทำให้เกิดขึ้นได้แม้ในทารก แต่เดี๋ยวนี้มันมีข้อเท็จจริงอยู่ที่ว่า บิดามารดาหรือคนเลี้ยงนั่นแหละไม่มีบรมธรรม ไม่รู้จักบรมธรรมเสียเอง แล้วจะไปทำให้เด็ก ๆ รู้จักหรือมีบรมธรรมได้อย่างไร ภาพที่น่าเวทนาสงสาร ที่สุดมันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น เลิกเป็นคนโง่เสียนิดเดียวเท่านั้น มันก็แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้...

ทีนี้บิดามารดาหรือคนเลี้ยงไม่รู้จักบรมธรรม ไม่มีบรมธรรม จึงไม่มีความฝัน แม้แต่ความฝันที่จะอบรมบรมธรรมให้แก่เด็ก ๆ ในที่สุดก็ถือไปเสียว่าเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เด็ก ๆ จะรู้จักปรมัตถธรรมหรือบรมธรรมไม่ได้ ตัดออกไปเลย แล้วก็ฝังหัววัตถุนิยมลงไปในเด็ก ๆ อย่างดีที่สุดเขาก็ว่าไม่ควรทำ ยังไม่ควรทำ เพราะจะทำให้นิสัยของเด็กเสียไป หันเหออกนอกทางของบรมธรรม แล้วจะแก้ไขยากที่สุดเมื่อเด็กโตแล้ว เพราะถ้าทำ เด็กจะมีเชื้อแห่งบรมธรรม หรือมีบรมธรรมตามระดับของเด็ก แล้วโลกเรานี้ก็จะไม่มีปัญหายุ่งยากที่เรียกว่าปัญหาเยาวชนเหมือนกับที่ผู้ใหญ่ ปวดหัวอยู่เดี๋ยวนี้ นี่แหละรู้คุณค่าของบรมธรรมกันเสียบ้างว่าจำเป็นแก่เด็ก ๆ แล้วก็รีบทำให้เด็ก ๆ มีบรมธรรม แม้ในขั้นเด็กทารก

 



ก่อนที่จะสายเกินไปมากกว่านี้ เรามาช่วยกันปั้นเด็กให้เป็นมนุษย์กันเถิด

 


แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ขอขอบคุณบทความดีดีจากสาวิกา ฉบับ ๗๓

 

 

เขียน:

ความเห็น (0)