อนุทิน #40104

3 นักปราชญ์แห่งกรีก

1.ปราชญ์สกุลโสเครตีส เชื่อถือในการปกครองของบุคคลเดียวหรือกลุ่มบุคคล ผู้มีจริยธรรมและความสามารถ มากกว่าการปกครองโดยประชาชนหมู่มาก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับการปกครองแบบ ทรราชย์ แต่ว่าปราชญ์กรีกสกุลโสเครตีสต่างล้วนเป็นผู้คัดค้านประชาธิปไตย เนื่องจากพวกเขาเห็นว่า มิอาจมีปัญญาในคนหมู่มาก

2.ใน หนังสือเรื่อง อุตตมรัฐ (The Republic) เพลโตบรรยายถึงสังคมอุดมคติของเขาว่า การปกครองที่ดีที่สุดนั้น ผู้ปกครองคือ ปราชญ์ (ต้อง) เป็นราชา...หรือผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นราชาในเวลานี้....(ต้อง) กลายเป็นปราชญ์อย่างชัดเจนและมากเพียงพอ ปรัชญราชา (Philosopher king) เหล่านี้ต้องผ่านอบรมพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่นทั้งทางกายและใจ เพื่อให้กลายเป็น อภิชน ที่ร่างกายและจิตใจดีกว่าผู้อื่น

3.อริสโตเติลเองสรุปในหนังสือเรื่อง นโยบายการปกครอง ว่ารูปแบบการปกครองที่ถูกต้องชอบธรรม ได้แก่

-Monarchy (ปรัชญราชาเพียงคนเดียวเป็นผู้ปกครอง)

-Aristocracy (กลุ่ม อภิชน ซึ่งมี สติปัญญา และ คุณธรรม จำนวนน้อยเป็นผู้ปกครอง)

-Polity (กลุ่ม อภิชน ซึ่งจำนวนมากกว่าในระบบ Aristocracy บ้าง เป็นผู้ทำการปกครอง แต่ไม่ใช่ประชาชนทั้งหมดเป็นผู้ปกครอง)

อริสโตเติลเห็นว่าการปกครองแบบ Polity เป็นแบบที่สมบูรณ์ที่สุด ด้วยเหตุผลว่าเป็นระบบที่สามารถประนีประนอมมิให้ความขัดแย้งในสังคมระหว่างคนรวยและคนจนถึงขั้นระเบิดออกมา และนักวิชาการไทยบางคนหวังจะนำมาใช้ในสังคมไทยทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง ทั้งที่จริงแล้ว ทรัพย์สินของคนรวยในสังคมกรีกโบราณก็มิได้มาอย่างสุจริต แต่เกิดขึ้นจากการใช้แรงงานทาสเพื่อทำการผลิตทั้งผลผลิตเกษตรกรรม หัตถการ และสินค้าเพื่อการพาณิชย์

ในขณะที่การปกครองที่อริสโตเติลถือว่า ไม่ดี ได้แก่

-Democracy (ประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนเป็นผู้ปกครอง)

-Oligarchy (คนส่วนน้อยซึ่งอริสโตเติลหมายถึงคนรวย เป็นผู้ปกครอง)

-Tyranny (ผู้เผด็จอำนาจเพียงคนเดียวเป็นผู้ปกครอง)

เนื่องจากอริสโตเติลคิดว่าจะเกิดความวุ่นวายของกลุ่มผู้เสียอำนาจ โดยเฉพาะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democracy) อริสโตเติลเชื่อว่าการปกครองแบบดังกล่าวทำให้คนรวยรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจน้อยกว่าที่ควรจะเป็นและก่อความวุ่นวายได้

เขียน:

ความเห็น (0)