อนุทิน #39078

จะไปถึงจุดสุดท้ายของชีวิตอันงดงามได้อย่างไร?

drop

ผูกมิตรกับความตาย

ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมไทยแต่เดิมมานาน หากแต่ชีวิตในสังคมสมัยใหม่ความตายถูกตัดขาดจากชีวิต เราเก็บความตายไว้ในที่เฉพาะเช่นโรงพยาบาลและวัด หรือไม่ก็ดูความตายในฐานะมหรสพความบันเทิง เมื่อเรามีชีวิตอย่าง หลงลืมความตาย เมื่อความจริงของชีวิตมาถึง หลายคนจึงตั้งตัวไม่ทัน ทำใจไม่ได้ และทุรนทุรายทั้งกายและใจเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง

การพูดถึงการตายและความตายจึงไม่ใช่ลางร้ายอย่างที่หลายคนรู้สึก หากแต่เป็นการน้อมสัจธรรมเข้าไว้ในชีวิต เพื่อเตรียมกายเตรียมใจเสียก่อนเพื่อให้ฉากสุดท้ายของชีวิตปิดลงอย่างงดงาม

ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราไม่สามารถทำความเข้าใจความตายที่แยกขาดไปจากการมีชีวิตอยู่ เหมือนกับที่เราไม่สามารถจะทำความเข้าใจความหมายของชีวิตโดยปราศจากความตาย ได้”

“ถ้าเราพูดถึงชีวิตทั้งชีวิต ปมเรื่องความตายเป็นปมที่สำคัญที่สุดที่เราต้องคลี่คลายให้ได้ แต่ที่เราคลี่คลายไม่ได้เพราะปมนี้มันยุ่งเหยิง ถ้าเราสามารถทำให้คนที่เรารักจบชีวิตลงได้อย่างงดงาม ไม่ใช่น่าหวาดกลัว แล้วเราจะไปกลัวทำไมกับชีวิตของเราที่ต้องเป็นเช่นนั้นอีก”

หากในวันนี้เราเตรียมตัวเองให้เป็นมิตรกับความตายได้เสียวันนี้ พูดคุย บอกกล่าวคนใกล้ชิดให้เข้าใจถึงความปรารถนาและความตาย จะช่วยให้วาระสุดท้ายของเราทุกคนเป็นไปได้ด้วยดีและสงบ


ทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้า

การทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าโดยระบุว่าเราปรารถนาที่จะจากไปอย่างไร ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยย้ำให้ญาติและครอบครัว รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ได้แจ้งกระจ่างในเจตจำนงของเรา และเป็นแนวทางให้ทุกคนร่วมช่วยกันตอบสนองความต้องการสุดท้ายของเราได้อย่าง ที่เราตั้งใจ

การทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้านี้ ไม่ใช่เรื่องการจัดการมรดกหรือทรัพย์สิน แต่เป็นความต้องการที่เราปรารถนาให้ผู้ใกล้ชิดช่วยทำให้เราได้มีโอกาสจากไป อย่างสงบ ทั้งนี้เราอาจระบุ วิธีการดูแลที่เราไม่ปรารถนา เช่น ในกรณีที่ภาวะของร่างกายเสื่อมถอยจนเกินเยียวยาแล้ว เราขอจากไปอย่างธรรามชาติโดยไม่ต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ หรือปั๊มหัวใจซึ่งเป็นหัตถการที่รุนแรง

นอกจากนั้นเราอาจระบุอีก ด้วยว่า เราต้องการได้รับการดูแลอย่างไร เช่นเราต้องการให้แพทย์ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทรมานในระดับที่เราจะยังครอง สติได้อยู่บ้าง หรือต้องการบรรยากาศที่สงบ ต้องการให้มีการสวดมนต์ ทำพิธีกรรมตามความเชื่อ และต้องการอยู่ท่ามกลางญาติมิตร เป็นต้น

นอกจากการทำหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า เราอาจสื่อสารเจตนาที่จะจากไปอย่างสงบในรูปแบบอื่น ๆ เช่น นพ.อุกฤษฎ์ มิลินทางกูร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จะทำวีดีโอคลิปบอกกล่าวถึงความต้องการไว้ เพราะว่า ผู้รับสารจะได้ยินน้ำเสียง สีหน้า และ คำพูด ที่อาจสื่อสารและร้องขอให้ทำตามความประสงค์ได้ดีและชัดเจนยิ่งขึ้น และบางราย ก็ใช้วิธีการบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน

 

เขียน:

ความเห็น (0)