อนุทิน #34960

  • สมัยยังเด็ก เมื่อแปดสิบกว่าปีก่อน ถูกน้ำเชื่อมร้อนที่ทำท๊อฟฟี่ลวกเท้าเป็นแผลอยู่นาน ต่อมาใส่รองเท้าคีบไม่ได้ ไม่มีรองเท้าแตะแบบสวม จึงต้องเดินเท้าเปล่า แม่เฒ่ายังเด็ก ได้เห็นพี่สาวซึ่งอายุมากกว่าร่วมสิบปี แต่งตัวใช้ผ้าชิ้นเดียวรัดหน้าอกโดยผ้าชิ้นนั้นจะมีขอเกี่ยวที่ด้านข้างหรือกลางหน้าอก เวลารัดจะรัดจนหน้าอกแบนราบ หญิงชายจะไม่ต่างกัน สวมเสื้อในทับแล้วจึงสวมเสื้อตัวนอกอีกที ส่วนหญิงไทยก็จะใช้ผ้าคาดอกแล้วเหน็บชายไว้ด้านข้าง ไม่มียกทรง  แต่ก็รัดกุมผิดกับสมัยนี้ที่ผู้หญิงแต่งตัวบางทีก็แทบอวดร่องอกบ้าง  เห็นต้นขาขาวๆบ้าง แม่เฒ่าชื่นชมมุสลิมที่แต่งกายมิดชิด และเท้าความถึงคนจีนในสมัยก่อน ยิ่งสูงอายุยิ่งแต่งกายมีระเบียบ สุภาพ รัดกุม ไม่ให้ใครว่าได้   แม่เฒ่าพูดถึงตรงนี้ เลยอดไม่ได้ที่จะคิดถึงวัยเด็กที่เราได้อยู่กับยายเฒ่า  ได้ทันเห็นยายเฒ่าซึ่งมาจากเมืองจีน  เห็นเท้ายายเฒ่าที่เคยถูกห่อไว้จนมีเท้าเล็กมาก  ยายเฒ่าจะมีเสื้อผ้าชุดออกนอกบ้านหรือใช้เฉพาะใส่ในโอกาสพิเศษ เช่น ตรุษจีน เวลาออกนอกบ้าน ยายเฒ่าจะมีถุงเท้าสวมด้วยเสมอ  เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จะซักและจัดเก็บอย่างดี  ยายเฒ่าว่า จ้อพ๊วย จ้อ หรือ จ่อ หมายถึง ทำ  พ๊วย หมายถึง หนัง คำรวมหมายถึงให้มีอะไรที่เป็นการแต่งให้ดูดีเวลาที่ออกนอกบ้าน ยายเฒ่าจะมีเสื้อผ้าสองชุดที่ใส่อยู่เป็นประจำ  กับอีกชุดหนึ่งที่ใช้จ๊อพ๊วยและเสื้อของยายเฒ่า ยายเฒ่าจะตัดเองและเย็บด้วยมือเป็นตะเข็บที่สวยงามมาก  แวะไปที่ยายเฒ่าแล้วกลับมาต่อที่แม่เฒ่าอีกที แม่เฒ่าเล่าต่อว่า ผู้สูงอายุสมัยก่อนจะใส่กางเกงปังลิ้นตัดสั้นนิดหน่อย แต่ยุคสมัยปัจจุบันกลายเป็นนุ่งขาสั้นไป
  • สาวๆสมัยนี้ใส่กระโปรงทรงสอบไปทำงาน บางทีสั้น บางทีก็รัดจนแทบขยับตัวไม่ได้  แต่ก็สามารถใส่ไปทำงานได้  เสื้อผ้าสมัยก่อนต้องปะชุนกันเป็นร้อยๆที่  ส่วนเสื้อผ้าที่เป็นชุดดีก็เก็บไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น ตรุษจีนได้หลายปีทีเดียว  ในสมัยแม่เฒ่ายังเด็ก  นักเรียนสมัยนั้นต้องใส่กระโปรงกรอมเท้า  รองเท้าสวมหัว  สวมเสื้อผ่าอกติดกระดุม  แม่เฒ่ารบตาเฒ่าให้ซื้อให้บ้าง ได้เสื้อสีชมพูหนึ่งตัว ส่วนพี่สาวได้สีน้ำเงิน  แม่เฒ่าในยามนั้น  รบเร้าอยากได้กระโปรงด้วย ตาเฒ่าขอผลัดเป็นวันหน้า
  • ยุคสมัยเปลี่ยนไป  กระทั่งถึงสมัยของหลวงพีบูลย์ที่ให้นุ่งผ้าถุง  สวมหมวก เวลาขึ้นรถเมล์ก็ต้องสวมหมวก  แม่เฒ่านึกย้อนไปถึงอดีต...
เขียน:

ความเห็น (0)