อนุทิน #3078

การศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาตามอัธยาศัย

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ได้กำหนดให้การศึกษาตามอัธยาศัยเป็นรูปแบบหนึ่งการศึกษา โดยได้ให้ความหมายไว้ใน (3) ว่า เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาสโดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่งความรู้อื่นๆ อาจถือเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่การศึกษาตามอัธยาศัย คือการศึกษาที่มีสัดส่วนและความสำคัญที่สุดในกระบวนการเรียนรู้ (ตลอดชีวิต) ของมนุษยชาติ ในอดีตทีผ่านมาเราอาจเคยได้ยินคำอื่นๆ ที่มีความหมายเดียวกัน เช่น การศึกษาตามปกติวิสัย การศึกษาในวิถีชีวิต การศึกษาที่ไม่เป็นทางการ เป็นต้น ซึ่งเรามักไม่สำเหนียก หรือให้ความสำคัญแต่ประการใด การศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นการศึกษาที่เป็นไป โดยธรรมชาติทั้งที่เกิดโดยบทบาทตามสถานภาพของบุคคล สถาบันทางสังคม และความต้องการหรือความกระหายใคร่รู้ของปัจเจกบุคคล แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปได้ส่งผลให้บุคคลและสถาบันทางสังคมละเลยในการที่จะให้การศึกษาตามอัธยาศัย ประกอบกับวิถีแห่งการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาอย่างเป็นทางการ ได้ทำให้ความกระหายใคร่รู้ของเด็ก เยาวชนและผู้คนในสังคมลดน้อยถอยลง การเรียนรู้ไปผูกติดกับการศึกษาที่เป็นทางการที่ได้ก่อรูปและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่จริงแล้วการศึกษาที่เป็นทางการเหล่านั้นเป็นเพียงเศษเลี้ยวแห่งการเรียนรู้ แต่ได้รับการรับรองจากสังคมเท่านั้นเอง
ดังนั้น จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีการกล่าวถึงและได้กำหนดให้การศึกษาอัธยาศัยเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของระบบการศึกษาที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การส่งเสริมการศึกษาอัธยาศัย เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งน่าจะมีสถาบันหลักอย่างน้อย 6 สถาบัน ที่ควรได้รับการปลูกฝังและฟื้นฟูในฐานะแหล่งถ่ายทอด และเรียนรู้ตามอัธยาศัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งได้แก่ ครอบครัว กลุ่มเพื่อน สถาบันทางศาสนา สถานประกอบการ สื่อและโรงเรียน ครอบครัว คือแหล่งการเรียนรู้แห่งแรก ถือเป็นกระบะเพาะชำกล้าไม้แห่งชีวิต ถ้าครอบครัวมีสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้แก่สมาชิกในครอบครัว กล้าไม้แห่งชีวิตก็จะสามารถเจริญงอกงาม มีความเข้มแข็งสามารถต้านทานโรคและแมลงที่จะมากัดแทะและบ่อนทำลายชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พ่อ-แม่ คือผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ เพราะเป็นทั้งต้นแบบ ผู้ถ่ายทอดและผู้ส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวคือทั้งปุ๋ยและยาป้องกันแมลง ดังนั้น พ่อ-แม่ จะต้องมีความคิดที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเรียนรู้ ไม่ปล่อยให้การเรียนรู้ของสมาชิกในครอบครัวเป็นเพียงการเรียนรู้จากระบบการศึกษาที่เป็นทางการเท่านั้น เพราะนั่นคล้ายกับว่าเป็นการให้สารอาหารทางปัญญาด้วยปุ๋ยเคมี เพราะหลักสูตรชีวิตไม่มีวันเรียนจบสิ้นจนกว่าจะตาย ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาตามอัธยาศัยเท่านั้น ที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งเปรียบเสมือนปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำให้คนดีและเหมาะกับการเจริญเติบโตอย่างมั่นคงกล้าไม้ชีวิต กลุ่มเพื่อน พ้นจากครอบครัวคนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ย่อมมี เพื่อนในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม บางครั้ง บางคน มีความใกล้ชิดและไว้วางใจเพื่อนมากเสียกว่าคนในครอบครัว ดังนั้น เพื่อนที่ดีนอกจากจะเป็นคู่คิด-ที่ปรึกษาแล้ว ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิตของคนเรา คงไม่มีใครปฏิเสธว่าในชีวิตหนึ่งๆ เราได้คำแนะนำมากมายจากเพื่อน ซึ่งถือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยที่ล้วนให้คุณค่าและประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต สิ่งที่ควรจะต้องสร้างความตระหนักให้กับเยาวชน หรือปัจเจกบุคคลก็คือชนิดของเพื่อนและการเลือกคบ
สถาบันทางศาสนา ในอดีตที่ผ่านมา วัดคือแหล่งการเรียนรู้ทั้งโลกและทางธรรมแต่ในปัจจุบันภาพของวัด อาจเป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและพิธีกรรมแห่งชวิตบางอย่าง(ตาย-บวช และทำบุญในวันสำคัญต่างๆ) ดังนั้น วัดจะต้องได้รับการฟื้นฟูและส่งเสริมให้กลับมาทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้สถาบันทางศาสนาสามารถอยู่ควบคู่สังคมได้อย่างมีคุณค่าเช่นในอดีต สถานประกอบการ ชีวิต คืองาน และงานคือ ชีวิตคือคำกล่าวที่เป็นจริงเพราะเกินกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตของคนเราคือชีวิตแห่งการทำงาน กล่าวสำหรับสังคมไทยแล้วเมื่อประกาศได้พัฒนาระบบเศรษฐกิจ ได้มุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ สถานประกอบการต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมายในฐานะแหล่งจ้างงาน แหล่งจ้างงานเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการที่จะส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ให้กับพนักงาน ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาระงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งหากสถานประกอบการได้ตระหนักและจัดดำเนินการก็จะได้ทั้งประสิทธิภาพของงานและคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน ซึ่งอาจจัดได้ทั้งในรูปของการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการจัดบรรยากาศ เพื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่นเสียงตามสาย ป้ายประกาศ ห้องสมุด กิจกรรม QC สหกรณ์ เป็นต้น
สื่อ ในสังคมโลกาภิวัฒน์และความก้าวหน้าของระบบสื่อสารโทรคมนาคมสื่อมีบทบาทอย่างมากต่อค่านิยม ทัศนคติและการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่การบริโภคสื่อต่างๆ มักมุ่งเน้นไปเพื่อความบันเทิง และการให้บริการสื่อยังมุ่งเน้นเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขณะนี้แนวนโยบายของรัฐได้ปรากฏค่อนข้างชัดเจน ที่จะปฏิรูปสื่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาแต่ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้น หากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนจะหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษา หรือบันเทิงที่เป็นสาระ(Edutainment) ก็จะช่วยให้โอกาสแห่งการจัด หรือการส่งเสริมศึกษาตามอัธยาศัยมีความหลากหลายและกว้างขวาง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งในเชิงสาระเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริม การดำเนินงานที่เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐอันจะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมที่เข้มแข็ง
โรงเรียน จะต้องไม่เป็นแค่สถาบัน หรือสถานที่ที่เด็กไปเรียนหนังสือแต่จะต้องมีบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและพื้นฐานชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้เป็นทั้งคนเก่ง ดี และมีความสุข ซึ่งการที่เด็กจะเป็นเช่นนี้ได้ ควรต้องมีการบูรณาการการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมทั้งวิชาการ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่างๆ ตลอดจนการปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่น สถาบันทางสังคมทั้ง 6 สถาบันจะมีบทบาทดังกล่าวได้ นอกจากความตระหนักและสำเหนียก ในบทบาทและหน้าที่แห่งสถาบันแล้ว นโยบายแห่งรัฐและการสนับสนุนที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรได้รับการพิจารณา เพราะการศึกษาตามอัธยาศัยนั้น มีทั้งส่วนที่สามารถเรียนรู้จากสภาพจริง หรือสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือบางสิ่งบางอย่างอาจต้องจัดขึ้นมา อาจเป็นการจัดบรรยากาศ จัดสถานการณ์ จัดสื่อ
โดยในการจัดจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในประเด็นเกี่ยวกับ ความเชี่ยวชาญ (ความถูกต้อง) ประสิทธิผล (ความสามารถที่จะสื่อหรือถ่ายทอดเนื้อหา หรือองค์ความรู้) มาตรฐาน (ความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ) และความทันสมัย (เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์) แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ก็คือความกระหายใคร่รู้ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของตัวบุคคล ซึ่งเราจะต้องปลูกฝังกันในครอบครัวและระบบการศึกษาที่เป็นทางการตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อเป็นพื้นฐานและเครื่องมือในอันที่จะศึกษาและเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นการศึกษาและเรียนรู้ที่เป็นวิถีแห่งชีวิต
โดย เชาวลิต ตนานนท์ชัย ศูนย์การศึกษาทางไกลไทยคม

 

การศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่มีรูปแบบที่หลากหลาย และไม่เป็นทางการ ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงลักษณะของการศึกษาตามอัธยาศัย พึงทำความเข้าใจว่า แม้ว่าเราไม่สามารถจับตัวตนของการศึกษาตามอัธยาศัยได้ชัดเจนแน่นอน แต่เราก็รู้ว่ามีการศึกษาชนิดหนึ่งอยู่จริงที่ทำให้

บุคคลเกิดการเรียนรู้ การที่เราไม่สามารถจัดการให้การศึกษาตามอัธยาศัย มีรูปแบบชัดเจนแน่นอน เพราะธรรมชาติของการศึกษาชนิดนี้เป็นลักษณะที่ไม่ชัดเจนแน่นอน และยิ่งเมื่อเอากรอบความคิดเรื่องการศึกษาที่จะต้องมีความชัดเจนในเรื่องวัตถุประสงค์ หรือเป้าประสงค์ของการศึกษา หลักสูตรวิธีการเรียนการสอน ครู สื่อ วิธีการวัดผลประเมินผล ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ทางการศึกษาที่ ปลูกฝังกันมาช้านาน โดยระบบการศึกษาจะทำให้เราไม่สามารถตอบคำถามเรื่องการศึกษาตามอัธยาศัย โดยใช้กรอบของการศึกษาทั่ว ๆ ไปได้เลย เพราะทุกคำตอบจะมีแต่ความกำกวม ไม่ชัดเจน แน่นอน ดังนั้นการทำความเข้าใจการศึกษาตามอัธยาศัย จึงต้องไปให้พ้นจากกรอบของการศึกษาทั่ว ๆ ไป

 

การทำความเข้าใจการศึกษาตามอัธยาศัย ควรจะได้พิจารณาประเด็นต่อไปนี้ คือ

1. การศึกษาตามอัธยาศัยเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่งตามแต่สถานการณ์ จะพาไป

สถานการณ์แห่งการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ไม่จำกัดสถานที่ อายุ กลุ่ม รูปแบบ หรือวิธีการเรียนรู้

2. การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ จะเป็น

บุคคล วัตถุ สิ่งของ สถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เช่น เรียนจากพ่อแม่ เรียนจากการทดลองทำ เรียนจากการพาตนเองเข้าไปสู่เหตุการณ์ เรียนจากการสัมผัสวัสดุสิ่งของ สื่อ ฯลฯ การเรียนรู้ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งภายในใจของบุคคลเป็นจุด รุจิที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการภายใน

3. ลักษณะของการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาตามอัธยาศัย โดยทั่วไปมีลักษณะ

เฉพาะที่

- เป็นการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานของการสนทนา (Conversation Base)

- ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเอง นับแต่เลือกที่จะเรียนหรือไม่

เรียน จะเรียนเรื่องใด และพอเพียงแล้วหรือยัง

- การเรียนรู้คาดหมายล่วงหน้าไม่ได้ (Unpredictable) บางสถานการณ์

เกิดการเรียนรู้ แต่บางสถานการณ์ไม่เกิดการเรียนรู้ บางคนเกิดการเรียนรู้ แต่ในสถานการณ์เดียวกัน บางคนไม่เกิดการเรียนรู้

- การประเมินผลอยู่ที่ตัวผู้เรียนเองเป็นสำคัญ แต่บางกรณีขึ้นอยู่กับบุคคล

ที่เกี่ยวข้องด้วยที่จะยอมรับความรู้ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีรูปแบบการประเมินที่ชัดเจนแน่นอน

4. ผลของการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาตามอัธยาศัยนั้นมีอยู่โดยไม่รู้ตัว เพราะเป็น

การสั่งสมมาทีละเล็กละน้อย ไม่อาจคาดหวังได้ว่าผลของการเรียนรู้เป็นอย่างไรจนกว่าจะนำมาใช้ใน

ชีวิตจริง การประเมินจึงทำได้ไม่ง่าย เพราะคุณค่าของผลการเรียนรู้ตามอัธยาศัยไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปสู่การเรียนต่อได้มากเท่ากับการนำไปใช้ในชีวิตจริง

5. การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นเพียงการจัดการให้บุคคลเรียนรู้อย่างไม่เป็น

ทางการ ในรูปแบบที่หลากหลาย โดยการจัดสภาพแวดล้อม ปัจจัยเกื้อหนุน บรรยากาศ สถานการณ์ ให้บุคคลได้เรียนรู้

 

นักการศึกษาตามอัธยาศัย

การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย บางครั้งอาจต้องใช้นักการศึกษาตามอัธยาศัย

(Informal Education) ซึ่งเป็นผู้ที่รู้จักใช้โอกาส สถานการณ์ในการจูงใจ ตะล่อมโน้มน้าว หรือกระตุ้นให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ หรือเป็นผู้ที่ให้คำตอบบางอย่าง หรือให้ข้อมูล คำแนะนำ หรือเป็นผู้ชี้แหล่งความรู้ที่บุคคลจะไปเรียนรู้

 

 

นักการศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นใครก็ได้ที่มีคุณลักษณะดังกล่าว อาจจะอยู่รอบ ๆ

ตัวเรา หรือบางทีตัวเราเองก็อาจเป็นนักการศึกษาตามอัธยาศัยในตัวเราเอง ความสำคัญของการ

ศึกษาตามอัธยาศัย จึงอยู่ที่ความเป็นผู้รู้จักใช้โอกาสในการช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้มากกว่าเป็น

ผู้ถ่ายทอดความรู้เอง ภูมิปัญญาบางท่านก็เป็นผู้ให้ความรู้ แต่ในบางขณะก็อาจเป็นนักการศึกษาตาม

อัธยาศัยได้ด้วย

 

แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อหันไปมองรอบ ๆ ตัวเรา จะเห็นได้ว่าสถานที่ต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเรา เป็นสถานที่ที่จะให้ความรู้แก่เราได้ตลอดเวลา เป็นแหล่งที่มีความรู้อย่างมหาศาล อยู่ที่ว่าเราจะมีโอกาสได้เข้าไปสู่สถานที่ที่จะให้เราได้เรียนรู้อย่างไร

แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นแหล่งที่บุคคลสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจ ตามศักยภาพและโอกาส ตามความสามารถ โดยจะเรียนรู้ได้อย่างไม่เป็นทางการ

แหล่งการเรียนรู้จึงเป็นที่เรียนของการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสังคม หากจะกำหนดลักษณะของแหล่งการเรียนรู้ตามนัยของมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะพบว่าแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์กีฬาและนันทนาการ แหล่ง ข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งอาจจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้ไว้กว้าง ๆ 2 ประเภท คือ

- แหล่งการเรียนรู้ที่จัดกระทำไว้เพื่อวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น ห้อง

สมุด ประชาชน พิพิธภัณฑ์ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น

- แหล่งการเรียนรู้ที่จัดกระทำไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นเป็นหลัก โดยมีหรือ

ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ เช่น หอศิลป์ ศูนย์กีฬาและนันทนาการ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ เป็นต้น

 

องค์ประกอบของแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีองค์ประกอบที่ควรพิจารณา คือ

1. ตัวแหล่งการเรียนรู้ซึ่งเน้นไปที่สถานที่ที่จัดเป็นแหล่งการเรียนรู้

2. กิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการจัดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง

- คน กับ คน

- คน กับ กลุ่ม

- คน กับ สื่อ

- กลุ่ม กับ กลุ่ม

- กลุ่ม กับ สื่อ

- คน กับ เหตุการณ์

- กลุ่ม กับ เหตุการณ์

 

ความสัมพันธ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยลำพังเฉพาะตัว เฉพาะกลุ่ม โดยไม่สัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ

ก็ได้ ในขณะเดียวกันเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนการสนทนา (Conversation Base) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อาจจะเป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ อาจจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะพาไป

3. นักการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งจะเป็นผู้จัดการให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้น

4. การบริหารจัดการแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อม

บรรยากาศของการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

ในแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตแต่ละแห่งจะมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติของแหล่งนั้น ๆ

อยู่ การจัดการจึงเป็นการจัดแบบไม่จัด โดยให้คงสภาพการเป็นแหล่งการเรียนรู้ จะโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ หรือมีวัตถุประสงค์หลักอย่างอื่นก็ตาม ควรให้เป็นไปตามธรรมชาติของแหล่งน้น ๆ การจัดการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เป็นเพียงการเพิ่มเติม โดยไม่ทำให้เกิดความแปลกแยกกับธรรมชาติของแหล่งการเรียนรู้นั้น ๆ โดยจัดให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในแหล่งการเรียนรู้นั้น ๆ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ตื่นตาตื่นใจ รู้สึกว่าคุ้มค่า และเป็นสิ่งที่บุคคลสร้างการเรียนรู้ของตนเองขึ้นเอง โดยอาจมีนักศึกษาตามอัธยาศัยเป็น

ผู้คอยกระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ควรให้ชุมชนเข้ามามี

ส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อจะไม่ทำให้การศึกษาเป็นสิ่งที่แปลกแยกออกจากชีวิตจริง และเป็นการศึกษาที่จะหยั่งรากลงในภูมิปัญญาของแต่ละคน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องมีการจัดการมากมายเป็นพิเศษ แม้เป็นเพียงสถานที่ที่บุคคลจะได้มานั่งสนทนากัน ก็ถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ขึ้นได้ จากนั้นค่อยพัฒนาไปสู่การนำสาระในแหล่งการเรียนรู้มาเป็นบทสนทนา และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างไม่เป็นทางการ ก็จะทำให้การจัดกิจกรรมแหล่งการเรียนรู้มีชีวิตขึ้นได้

 

การส่งเสริมการดำเนินงานของแหล่งการเรียนรู้

บทบาทของรัฐในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการศึกษาของแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดำเนินการได้หลายวิธีการ ซึ่งขอเสนอแนะคือ

1. การสนับสนุนด้านงบประมาณในการจัดกิจกรรม โดยตั้งเป็นกองทุนส่งเสริมการ

เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ทุนเบื้องต้นสำหรับแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ใช้จัดกิจกรรม

2. การสนับสนุนด้านวิชาการ ได้แก่ การจัดทำแนวทางการดำเนินงานเพื่อชี้แนะให้

ผู้รับผิดชอบแหล่งการเรียนรู้นั้นมีแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งอาจรวมไปถึงการร่วมกันพัฒนามาตรฐานคุณภาพการให้บริการด้วย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน

3. การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากร เพื่อร่วมกันสร้างนักการศึกษาตามอัธยาศัย

ให้กระจายอยู่ในทุกแหล่งการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้บุคคลที่เข้ามาในแหล่งการเรียนรู้ได้เกิดการเรียนรู้ที่สะดวกขึ้น

4. การสนับสนุนโดยการสร้างเครือข่ายการให้บริการร่วมกัน ระหว่างแหล่งการ

เรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อกระจายการบริหารให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และเสริมประสิทธิภาพการบริการซึ่งกันและกัน

 

การศึกษาตามอัธยาศัย

คำว่า"การศึกษาตามอัธยาศัย"เกิดขึ้นเนื่องจากการแบ่งการศึกษาเป็นสามรูปแบบคือการ

ศึกษาในระบบ(Formal Education) การศึกษานอกระบบ(Non-Formal Education) และการศึกษาตามอัธยาศัย(Informal Education) อันเป็นการมองความแตกต่างของการศึกษาที่รูปแบบวิธีการจัดหรือการจัดกระทำเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามที่เราได้กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้การศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบอาจเป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไปมีความเข้าใจอยู่บ้างเพราะมีความคุ้นเคยกับการศึกษาทั้งสองรูปแบบนี้อยู่แล้วกล่าวคือได้ถือเอาการศึกษาในระบบโรงเรียนเช่นการศึกษาตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524 (ฉบับปรังปรุง พ.ศ. 2533) คือการศึกษาในระบบ และการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนเป็นการศึกษานอกระบบ สำหรับการศึกษาตามอัธยาศัยแม้มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่บุคคลทั่วไปยังไม่คุ้นเคยจึงขาดความเข้าใจและมีข้อสงสัยว่ามันเป็นอย่างไร ซึ่งความจริงแล้วการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาตามอัธยาศัยไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ประการแรกเราต้องพึงระลึกว่าการศึกษาตามอัธยาศัย ก็เป็น "การศึกษา" เช่นเดียวกับการศึกษาในระบบ" และ"การศึกษานอกระบบ" มันไม่ใช่การเรียนรู้ทางสังคมโดยทั่วไปมันต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีทิศทาง" และ "การจัดกระทำ" ตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ความแตกต่างระหว่างการศึกษาตามอัธยาศัยกับการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบนอกจากความชัดเจนในด้านรูปแบบวิธีการจัดแล้วส่วนที่จะต้องสร้างความเข้าใจได้เกี่ยวกับความแตกต่างก็คือ การศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบจะมีความมุ่งหมายและการจัดกระทำที่มาจากสังคมเช่นหลักสูตรต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วส่วนการศึกษาตามอัธยาศัยนั้น"ความมุ่งหมาย" และ"การจัดกระทำ"มักอยู่ในระดับปัจเจกบุคคล ดังนั้นการเรียนรู้จากการศึกษาตามอัธยาศัยจึงยังขาดความชอบธรรมและสิทธิทางสังคม เช่นอาจได้รับการยกย่องในฐานะผู้รู้แต่ยังไสามารถนำผลการเรียนรู้ไปใช้ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพ เช่นบุคคลมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและทำการศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดีทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องนั้น แต่ก็ไม่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการสมัครเข้าทำงานหรือศึกษาต่อในรูปแบบอื่นได้

เราอาจสรุปความสัมพันธ์ระหว่าง "การเรียนรู้ทางสังคม" "การเรียนรู้ทางสังคมที่ไม่เป็นการศึกษา" กับ "การเรียนรู้ทางสังคมที่จัดเป็นการศึกษา" "การศึกษาในระบบ" "การศึกษานอกระบบ" และ"การศึกษาตามอัธยาศัย" ดังนี้

อย่างไรก็ตามนับแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯกำหนดให้การศึกษาตามอัธยาศัยเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกับการศึกษารูปแบบอื่น โดย ผลการเรียนรู้ของมันนำไปใช้กับการจัดการศึกษารูปแบบอื่นได้ การเรียนรู้จากการศึกษาตามอัธยาศัยจึงมีลักษณะ

เขียน:

ความเห็น (0)