อนุทิน #28837

พี่ ภูสุภา @28832 

กล้วยไม้ในดงดอน                     บานสลอนในดวงใจ
กลีบขาวแข็งเคียงใบ                   ขอบริมหวานเกินคาดฝัน
น้ำคำส่อสกุล                            ดอกสวยคุ้นส่อสายพันธุ์
ดอกนิดผลิบานพลัน                    สวรรค์สร้างสิ่งแสนงาม

ตัวอักษรสีแดง อ่านแล้วทำไมเนื้อหาไม่เข้ากะบริบท :) อย่างนี้เขาเรียก กลอนพาไป (กวีที่ดีต้องไม่ให้กลอนพาไป แต่เราต้องพากลอนไป เพราะกวีเป็นนายของกาพย์กลอน) เหมือนชีวิตของเรา เราเป็นนายของใจ หรือใจเป็นนายของเรา ถ้าเราบังคับใจเราได้เราก็เป็นนายของใจเรา

เลยถือโอกาสร่วม จีม (จีม เป็นคำไทย ส่วนฝรั่งใช้ jam แปลว่าแทรกเข้าไป จึงทำให้แออัด เบียดเสียด) อ่านแล้วคงไม่ อึดอัดเพราะการ จีม หรือ แจม นะครับ

กายม้วยกล้วยไม้พาด    บนโรง
พระผูกสายสิญจน์โยง-    ยึดไว้
ดีเลวซื่อหรือโกง           เหลือแต่  ชื่อเอย
ชีพดั่งดอกกล้วยไม้-       เหี่ยวแล้วฤาสวย?

บริบทของโคลง
สังขารนี้ไม่เที่ยงหนอ อุปมาเหมือนดังดอกกล้วยไม้ ชูช่อไสวไม่นานก็เหี่ยวเฉา โรยรา ไฉนยังมัวเมาเฝ้าลุ่มหลงพะวงใน สังขารนี้เล่า? คนดี คนเลว (ถึงจะสวย หรือทรามรูปอย่างไร) ตายแล้วก็แล้วกันที่เหลือน่ะคือ ชื่อเสียงความดีที่เคยทำไว้ (ตอนยังอยู่ก็ทำดีเข้าไว้ ตายแล้วคนจะได้ลือชื่อในทางที่ดี อย่าให้คนลือชื่อในทางที่ชั่วเลย) พระท่านเอาด้ายสายสิญจน์ มัดอสุภศพไว้นั้นเล่า  ด้ายสามเส้นมัดที่คอ ที่มือ ที่เท้า นั้นเป็นปริศนาธรรมสอนคนที่ยังมีชีวิตว่า ทุกคนล้วนถูกบ่วงบุตร บ่วงทรัพย์สินเงินทอง บ่วงคู่ชีวิต ผูกมัดไว้ให้จมปลักเป็นความทุกข์ตลอดไป ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะไม่ถูกบ่วงทั้งสามผูกมัดรัดตรึงไว้ ชีวิตเขาย่อมพบแต่ความเป็นอิสระ อันว่าซากอสุภศพแม้นปกปิดโดยโลงไม้จันทน์/ไม้กฤษณา  โลยลาดด้วย ดวงดอกไม้ หรือ กล้วยไม้ อันมีกลิ่นหอมกรุ่น ก็เพื่อปกปิดความอุจาด และสภาวะอันไม่น่านิยมชม นั้นๆ ด้วยเหตุนี้จึงว่า เมื่อ กายม้วยกล้วยไม้พาดบนโรง  เหตุไฉนยังจะมองว่าสังขารเป็นสิ่งซึ่งควรอภิรมย์ใจ  สังขารไม่เที่ยงหนอ ดอกกล้วยไม้นี้ก็ไม่เที่ยงหนอ ง่วงนอนแล้วไปนอนดีกว่าหนอ

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)