อนุทิน #25835

พี่ Sasinand  @25832  ข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณทุกข์สุข โดย นันทยา จงใจเทศ อ้างอิงเกี่ยวกับการรับประทานผัก ซึ่งมีสาร oxalate (สารก่อนิ่ว) ไว้ดังนี้

Oxalic acid  เกิดขึ้นภายในร่างกายได้เองโดยมาจากขบวนการ metabolism ของ glyoxylic และ (unused)ascorbic acid ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป (megadosers) เป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้มี Oxalic acid เพิ่มขึ้นและมีผลให้เกิด ก้อนนิ่ว calcium oxalate ในไตและกระเพาะปัสสาวะได้ Oxalic acid ที่ได้รับจากภายนอก โดยรับประทานอาหารที่มี Oxalic acid เช่น (หน่อไม้ก็มี calcium oxalate สูงผักต่างๆ โดยเฉพาะใบ ยอด และ ต้นอ่อน ปริมาณ Oxalic acid ในผักต่างๆจากการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของกลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการ และรวบรวมจากผลวิเคราะห์ของต่างประเทศพบว่า ผักของไทยที่มีOxalic acid ได้แก่ ใบชะพลู (1088 มก./100กรัม) ยอดพริกชี้ฟ้า (761.7 มก./100กรัม) ใบยอ (387.6มก./100กรัม) ผักปัง (385.3มก./100กรัม) และ ใบกระเจี๊ยบ (389.5มก./100กรัม) ส่วนผักจากต่างประเทศพบว่ากลุ่ม ผักโขม (Amaranth และ Spinach) มีกรดออกซาลิกค่อนข้างสูง (970-1090 มก./100กรัม) ผักอื่นๆ ที่มี  Oxalic acid มากได้แก่ parsley(1700มก./100กรัม) cassava (1260มก./100กรัม) carrot (500มก./100กรัม) และ radish (480มก./100กรัม)

กวินคิดว่า (ทารก) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความชุกของโรคนิ่วระบบทางเดินปัสสาวะสูงที่สุดในโลก ก็เพราะพฤติกรรมการกิน (ผัก ในมารดา)  นั่นเองนะครับ (แต่ถ้าไม่กินผักแล้วจะกินอะไร?) การกินอย่างไรจึงจะปลอดภัยจากนิ่ว? คงต้องรอ(คุณพี่)หมอ+อาจารย์(วิบุล)(+นักพัฒนากร+นักสังคมสงเคราะห์) มาช่วยกันหาคำตอบให้ มวลชนผู้กำลังทุกข์ยาก แล้วล่ะกระมัง? ครับ

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)