อนุทิน #25732

สวัสดีครับ wwibul @25250@25254  ที่อาจารย์กล่าวอ้างว่า "วอร์เรน (เอดเวิร์ด) บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) เขาเคยเล่าไว้ว่า มีนักลงทุนบางคน ชอบไปยุ่งกับหุ้นของบริษัทที่เน่า เข้าไปฟื้นฟูกิจการแล้วภายหลัง ก็ได้ผลตอบแทนนับสิบ ๆ เท่าจากราคาตอนต้น เขาเปรียบเทียบว่า เหมือนนิทาน ที่เจ้าหญิงจุมพิตกบ แล้วกบก็กลายเป็นเจ้าชาย เพราะที่แท้ เจ้าชายโดนสาปมาจุมพิตกบส่วนใหญ่ มักสูญเปล่า และนักลงทุนประเภทที่ว่า ก็มักสูญเงินเปล่า"

อาจารย์ต้องอย่าลืมนะครับว่านาย Warren Buffett ร่ำรวยขึ้นมาก็เพราะ กิจการรับซื้อของเก่า (มีขวด กระดาษ เศษเหล็กก็นำมาขายจ้า!) ฉะนั้นเมื่อมีคนที่คิดจะทำ กิจการรับซื้อของเก่า แข่งกะนาย Warren Buffett เขาก็ต้องออกมาพูดทำนองนี้เป็นธรรมดา?

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงเป็น persona non grata  ในสายตาของเหล่า เดรถีย์ (รวมถึงในสายตาของเหล่า ลัทธิครูทั้ง 6) ฉะนั้น การมี สัมมาทิฐฐิ และการรู้จักเลือกคบ คนดี จึงมีความสำคัญและถือเป็นมงคลแก่ชีวิต นะครับ

ทว่าคำว่า persona non grata นี้มันเป็นภาษาฝรั่งต่างด้าว กวินไม่ค่อยชอบเดินตามก้นฝรั่ง แต่ชอบเดินตาม รอยเท้า แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้กวินจึงขอตั้งศัพท์ใหม่ ขึ้นมาสักคำหนึ่งนั่นคือ persona non tagra (ตะกร้า) แปลว่า คนไม่มีตระกร้า อันว่า มรรคผล+นิพพาน นั้นมีไว้สำหรับผู้ที่มี สัมมาทิฐฐิ (เห็นถูก) เมื่อเห็นถูกแล้วก็ย่อมเดินไปตาม มรรค มีองค์ 8 เพื่อเก็บเกี่ยว มรรคผลนิพพาน ที่มุ่งหวัง (อนึ่งการที่จะเก็บเกี่ยว ผลหมากรากไม้ แต่ไม่มีตระกร้า ก็ย่อมเก็บได้จำนวนน้อยเต็มที) ตระกร้าในที่นี้ก็คือ ปัญญา นะครับเพราะฉะนั้นคำศัพท์ที่ว่า persona non tagra (ตะกร้า) นี้จึงอาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า "คนไร้ตระกร้าแห่งปัญญา" ด้วยก็ได้  

และที่อาจารย์กล่าวว่า "ซาดิสต์ ที่คิดเข้าข้างตัวเอง สามารถเอาตำนานรินไซไปใช้ได้ในทุกกรณีเลยนะครับแต่ไม่ใช่ซาดิสต์ทุกคน ที่จะกลายเป็นรินไซ" คำกล่าวนี้ถูกต้องแล้วครับ แต่กวินจะขอเสริมไว้อีก เพียงนิดหน่อย ว่า

บุคคลอย่างพระอาจารย์รินไซ ซึ่งชอบเอาไม้ไล่ตีลูกศิษย์หัวดื้อ ที่คิดเข้าข้างตัวเอง ก็ย่อมไม่ได้เป็นคน ซาดิสต์ ไปเสียทุกคนนะครับ (ฉะนั้นเราจึงมิควรรีบด่วนตัดสินผู้หนึ่งผู้ใด ว่า ซาดิสต์  เพียงเพราะเขานิยมที่จะยกไม้ขึ้นไล่ตีผู้อื่นให้ได้รับความเจ็บปวดนะครับ)

สำหรับที่อาจารย์กล่าวพาดพิงเกี่ยวกับเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน ในภาษา นักรัฐศาสตร์ ท่านใช้คำว่า กลุ่มผลประโยชน์ (Group Benefit) นั่นคือ กลุ่มชน ผู้ซึ่งมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน ส่งผลทำให้เกิดปรากฎการณ์ มะนาวหวาน และ องุ่นเปรี้ยว ดังนั้นการที่จะมองให้ออกว่า ผู้ใดมีผลประโยชน์ร่วมกับผู้ใด จึงจะถือว่า ว่ามีผลประโยชน์ร่วมกัน (Group Benefit) ท่านก็ให้มองถึง สาเหตุแห่งความเชื่อ ที่ทำให้ มะนาวเปรี้ยวกลายเป็นมะนาวหวาน องุ่นหวานกลายเป็นองุ่นเปรี้ยว ว่าผู้ที่มีความเชื่อเช่นนั้น เชื่อเช่นนั้นเพราะผลประโยชน์ตอบแทนที่จะได้รับจากกลุ่ม หรือเชื่อเพราะ มะนาวนั้นหวาน หรือองุ่นนั้นเปรี้ยวอย่างแท้จริง ว่ามั้ยครับ ถ้าผู้ใดก็ตาม ชิมดูแล้วรู้ว่า มะนาวนี้หวาน และชิมดูแล้วรู้ว่า องุ่นนี้เปรี้ยว จึงพูดออกไปตามความจริง โดยมิมีผลประโยชน์แอบแฝงเช่นนี้จึงจะถือว่า เขามิได้จัดอยู่ในกลุ่มผลประโยชน์ (Group Benefit) และ การพูดตามความสัตย์ นั้นย่อมถือว่า มิใช่ การ คิด+พูด เข้าข้างตนเอง (rationalization) กระมังครับ   

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)