อนุทิน #22188

                     

                       ต้นไม้มี่พ่อปลูก ความสุขที่แบ่งปัน

 

 “ถ้าเราหว่านเมล็ดพืชชนิดใด.. ก็จะได้ผลของพืชชนิดนั้น” เราสี่คนพี่น้องไม่คิดจะโทษพ่อว่าเลี้ยงดูเราไม่ดี เพราะพ่อย่อมมีเหตุผลของพ่อ แม่ก็ย่อมมีเหตุผลของแม่เช่นกัน และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอย่างไรเราก็เชื่อมั่นว่าพวกเราได้รับในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่พ่อกับแม่จะสามารถให้เราได้ แต่ก็อยากให้พ่อกับแม่เข้าใจว่าถึงแม่จะพยายามที่จะทำดีแค่ไหนแต่เราก็เป็น “ เมล็ดพันธ์ที่พ่อกับแม่ให้ชีวิตและดูแลเรามา”

  

   ใจแคบ... ทางก็แคบนะลุงหลวย...ทางแคน... เราก็ยิ่งเดินไม่สะดวก

   ถ้าทางเส้นนี้เป็นทางที่ใช้รเดินเข้า – ออ

. สวนหมาขี้..ที่ท้ายซอย  .

สามปีหลังไฟไหม้ ชาวบ้านใช้ที่นี่เป็นที่วางของชั่วคราว เด็กใช้เป็นที่วิ่งเล่น หมา แมวใช้เป็นที่ขี้ที่เยี่ยว

เหตุการณ์ต่อมา : ลุงชราชื่อ ฉลวน ที่ว่างเว้นจากการทำงานเข้ามาเก็บหินและเศษขยะทีละชิ้นสองชิ้นด้วยมือเปล่า และพลิกฟื้นผืนดินจากสวนขี้หมาท้ายซอยจนกลายเป็นพื้นที่สีเขียวแปลงน้อยๆให้คนในซอได้ชื่นชม มีแปลงผักเล็กๆให้เห็นประโยชน์ของผืนดิน กระถางดอกไม้น้อยใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนให้ได้รับความรู้สึกที่ไม่เกิดความจำเจกับผู้พบเห็น และไม้ยืนต้นที่ค่อยๆโต้ขึ้นจนกลายเป็นทั้งแหล่งอาหารและล่มเงาสดชื่นล่มเย็น

ผืนดินแปลงเล็กๆไม่กี่ตะรางวาถูกจัดเป็นสัดส่วน บางส่วนจะเป็นไม้กระถางพวกชวนชมและไม้มงคลประเภทว่าน ไม้ใบสวย ไม้ดอกสีสันสดใสสะดุจตาอย่างหางนกยูง เข็มหอมที่ออกดอกทั้งปีที่ลุงหลวยต้องการปลูกไว้บูชาพระ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นแปลงถาวรปลูกพลิก กระเพรา โหระพา ตะไคร้ มะเขือเทศซึ่งเมื่อออกผลแล้วดูน่าจะเป็นทั้งไม้ผลและไม้ประดับ ล่องดินเล็กๆสองแปลงขนาด 1 x 2 เมตร เริ่มต้นจากแปลงคุณนายตื่นสายสลับสีสวยงาน แมงตัวเล็กตัวน้อยบินว่อน พวกเราได้เห็นฝูงผีเสื้อบ้างถึงแม้จะไม่มากนักแต่เป็นเวลานานที่ซอยของเราไม่มีที่ให้แมลงเหล่านั้นได้อยู่อาศัย หลังจากที่เหล่าแมลงผสมเกสรจนคุณนายตื่นสายที่มีกลีบดอกเพียงห้ากลีบบางๆเกสรเล็กๆกลายเป็นกลีบดอกที่หนาแน่นจนคุณนายตื่นตั้งวันทั้งคืนและดอกก็เล็กลงจนแทบไม่มีดอกลุงหลวยก็กัดแปลงคุณนายตื่นสายเป็นปุ๋ยชีวภาพ

ในที่สุดคนในซอยก็ได้เห็นต้นกวางตุ้งค่อยชูยอดขึ้นมาจากพื้นดิน..ลังจากกวางตุ้งหมดไปคะน้าก็ชูยอกขึ้นมาแทน และตามด้วยผักกาดขาว.. ในลุงหลวยยกินผักที่ลุงหลวยปลูกลุ่นแล้วลุ่นเล่าต้นแคพันเล็ก (แคตอแหล)สามต้นก็ชูยอกขึ้นมาได้ประมาณครึ่งเมตรยอดแคก็ถูกแปลรูปเป็นอาหาร และเมื่อต้นสูงขึ้นมาประมาณหนึ่งเมตรยอดแคก็ผลิดอกออกมาจนกินแทบไม่ทัน

ถ้าจะนับดัชนีของความสุขของคนเรานั้นย่อมแตกต่างกัน ไม่สามารถคิดแทนทำแทนกันได้ขึ้นอยู่ว่าคนคนนั้นมีสิ่งใดและขาดสิ่งใด บางครั้งการมีมากไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรามีความสุขมาก ยิ่งถ้าเราไม่รู้สึกพอเพียง การสักแต่ว่าให้โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของผู้รับก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบุญเป็นคุณเสมอไปหากไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อความต้องการของผู้รับหรือผู้รับมิได้ต้องการ การขาดในสิ่งที่ต้องการก็ทำให้เป็นทุกข์ มีผู้กล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครหว่านพืชโดยไม่หวังผล” นั้นทุกคนย่อมมีความเห็นด้วย แต่ผลตอบแทนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ เกียติยศ ชื่อเสียง คำเยินยอเท่านั้นเพราะเมื่อได้มาแล้วต้องเป็นภาระแบกรับต่อจะหยุดจะระทิ้งก็กลัวจะเสื่อมเสีย คนนั้นจะว่า คนนี้จะนินทา

บางครั้งความสุขก็หาได้โดยไม่ยุ่งยากอย่างที่เราคิด เพียงแต่เรารู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น และรู้จักคำว่าพอเพียงในสิ่งที่เรามีไม่อยากได้ของคนอื่นมาเป็นของเรา เมื่อเห็นคนมีแล้วเราไม่มี เห็นคนอื่นโชคดีแต่เราไม่โชคดีเหมือนเขา ก็..ไม่ใช่ความผิดของเขา

รู้จักเป็นผู้ให้ เพราะการให้ในสิ่งที่ผู้รับมีประโยชน์และความสุขสักวันหนึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเราก็จะรู้สึกในน้ำใจและคิดตอบแทนเราบ้าง เหมือนต้นไม้ที่เกิดขึ้นมาจากดินและผลิดอกออกผลให้เราเก็บกินโดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อเราได้เก็บดอกเก็บผลมากินก็ตอบแทนโดยการรดน้ำพลวนดินให้ จนในที่สุดทั้งต้นไม้และคนก็เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

มนุษย์เรามีพื้นฐานความต้องการ ในเรื่องของความปลอดภัย การยอมรับในสังคม การมีทรัพย์ ความสัมพันธ์ หน้าที่การงานมั่นคง แต่เมื่อมนุษย์ไม่เคยหยุด...ความต้องการ กิเลส ความอยากมีอยากเป็น (ไม่เคยหยุดหรือไม่คิดที่จะหยุด...) จึงไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นภาพของสังคมบริโภคนิยมที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในสังคมปัจจุบัน บริโภคนิยมกำลังต้อนให้เราตกอยู่ในสภาวะของความต้องการที่ไม่จบสิ้น เป็นการบริโภคที่เกินความจำเป็นต่อชีวิต เพื่อให้เราดูเป็นคนที่คุณค่าในสังคม ดูมีรสนิยม ดูทันสมัย และเป็นที่ยอมรับนับถือ มีชื่อเสียงเกียรติยศ มีความมั่นคงทางการงาน มีทรัพย์ที่เกินเลยจนทำให้เราต้องเสียสุขภาพ ต้องศึกษาให้สูงๆเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวขาดหายไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของชีวิตที่แท้ คือ การเสพสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ดูคล้ายกับว่า คุณค่าของความเป็นมนุษย์ คือภาพลักษณ์ภายนอกอันฉาบฉวยและเป็นสิ่งที่บอกถึง ความหมายของการมีชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข (จริงหรือ...)

สังคมบริโภคนิยมจะมาเปลี่ยนทัศนคติของเราทำให้มีทัศนคติในแบบผิดๆ โดยการมีสิ่งของเกินความจำเป็นในชีวิต ทำให้เกิดทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องคอยหาสิ่งใหม่ๆเพื่อมาเติมเต็มอยู่เสมอๆ ความจริงแล้ว เรามักทุกข์มากกว่าสุขเมื่อเรามีความต้องการ และยิ่งเมื่อได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว ก็กลายเป็นภาระที่เราต้องดูแล
ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มการติดยึดให้สะสมมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเป็นของมันมากกว่ามันเป็นของเรา เมื่อเกิดสภาวะอารมณ์ที่อยากมีอยากเป็น สติปัญญาก็จะถูกปิดกั้นทำให้ไม่สามารถคลี่คลายความทุกข์ได้ คล้ายกับว่าถ้าเรายิ่งหาความสุขจากภายนอกเท่าใดความสุขจะก็ยิ่งลดลง การจะหาความหมายของชีวิตที่ดีงามก็ยิ่งลดลงไปด้วย รวมทั้งขาดการพัฒนาในด้านของจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กีดขวางเส้นทางที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข....มีคำกล่าวไว้น่าสนใจอยู่ประโยคหนึ่งว่า “ถ้าเราไม่รู้จักที่จะดูแลต้นเองให้ดีแล้วเราจะไปดูแลใครอื่นให้ดีได้”ดีในที่นี้ไม้ได้หมายถึงมีมากกว่าใครแต่น่าจะหมายถึงสุขภาพกาย สุขภาพจิต

ชีวิตจะดีงามและเป็นสุข อาจเริ่มต้นจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย โดยมองที่เหตุผลหรือประโยชน์ที่จะนำไปใช้ และเหมาะสมกับคุณค่าของสิ่งของนั้น และเป็นผู้เริ่มต้นปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยการน้อมนำเอา ศีล สมาธิ ปัญญา มาปฏิบัติ และจะทำให้เรามีโอกาสได้รับรู้ถึง สติปัญญาปัญญาจะช่วยให้เรามองเห็นคุณ มองเห็นโทษและทางออก การรับมือกับทุกข์จึงเป็นการแสดงถึงการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบัน (ปัจจุบัน...คือสิ่งที่มีอยู่จริง.) เมื่อเราได้ก้าวผ่านชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขมากได้แล้ว การได้รับอิสระจึงเกิดขึ้นตามมา (หลุดจากการยึดมั่นถือมั่น) ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆแต่งดงามอยู่ภายในจิตใจของเรา และหลุดจากความผันผวนปรวนแปรทั้งหลายทั้งมวลในสรรพสิ่ง เข้าใจในความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง ทำให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงอย่างยั่งยืน....

...แค่เพียงหนึ่งคนที่เริ่มคิดจะเปลี่ยน
...แค่เพียงหนึ่งคนที่ลงมือทำ
...และเข้าใจความเป็นเช่นนั้นเอง

เขียน:

ความเห็น (0)