อนุทิน 169039 - อาจารย์ต้น

เราได้ตรวจสอบการประท้วงในรอบ 100 ปีใน 150 ประเทศ นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับกรรมกรและประชาธิปไตย ตอนที่ 2

แต่แนวโน้มที่แตกต่างกันสำหรับประเทศที่แตกต่างกันหลังอาหรับสปริง ลองเปรียบเทียบประชาธิปไตยแบบตูนิเซียกับระบบอำนาจสูงสุดในอียิปต์ แสดงให้เราเห็นว่าลำพังแค่การขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตย บ่อยครั้งการประท้วงเหล่านั้นไม่ได้นำไปสู่การจบสิ้นของเผด็จการทหาร เช่นอิหร่าน ดังจะมีขบวนการสีเขียว ปี 2009 ในการต่อต้านรัฐบาล ทำไมขบวนการเหล่านี้จึงประสบผลสำเร็จ ในขณะที่หลายขบวนการกลับล้มเหลว?

ในการศึกษาของเรา โดยมาจากการเปรียบเทียบขบวนการที่ต่อต้านระบอบการปกครองที่เป็นหลักทั่วโลกจากปี 1900 ถึงปัจจุบัน พวกเราค้นพบว่าไม่ว่าขบวนการรูปแบบใดมีแนวโน้มในการสร้างระบอบประชาธิปไตยย่อมขึ้นอยู่กับผู้ประท้วงด้วย ถ้าจะให้แน่ชัดเข้าไปอีก มันขึ้นกับพื้นฐานทางสังคมของผู้ประท้วง ผู้ประท้วงที่ประกอบด้วยชนชั้นกลางในเมือง หรือเป็นกรรมกรโรงงานอุตสาหกรรม, เจ้าหน้าที่ของรัฐ, และชาวนาในการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยดี?

ขบวนการประท้วงย่อมมาจากคนหลากหลาย ลองพิจารณาขบวนการอาหรับสปริงของตูนีเซียและอียิปต์ดู ในปี 2015 Nobel Prize ด้านสันติภาพให้รางวัลแก่ “กลุ่มสานเสวนาสี่ฝ่ายแห่งชาติตูนีเซีย” ในการช่วยเหลือให้มีการเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอย่างสันติ การสานเสวนานี้ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลากหลายชั้น รวมทั้งกรรมกรด้วย ในอียิปต์ ขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตยมีพื้นฐานทางสังคมแคบกว่าตูนีเซีย โดยมีแค่อาชีพชนชั้นกลางในเมืองเท่านั้น

ศตวรรษที่ 20 มีประสบการณ์กับขบวนการประท้วงแบบหลากหลาย และการปฏิวัติที่นำโดยกลุ่มชาวนา ตามข้อมูลที่เรามี ขบวนการประท้วงที่นำโดยชาวนาเหล่านี้แทบจะไม่เกิดให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยได้ สิ่งนี้เนื่องมาจากว่ากลุ่มนี้ขาดอำนาจในการเปลี่ยนระบอบ หรือแรงจูงใจในการสร้างระบอบประชาธิปไตย มันเรื่องที่ต่างกันออกไป เมื่อกรรมกรโรงงานเข้ามาในขบวนการ

แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก

Sirianne Dahlum, Carl Henrik Knutsen และ Tore Wig. We checked 100 years of protests in 150 countries. Here’s what we learned about the working class and democracy

เขียน 17 Aug 2020 @ 19:03 ()


ความเห็น (0)