อนุทิน #16339

สรุปอีกครั้ง:

จิตประภัสสร คือ จิตแท้ ถ้าวันไหนได้รู้ขึ้นมาจริงๆถึงเสี้ยววินาทีที่ "จุดของจิตที่ปรากฏตัวอยู่ขณะเวลานั้นเป็นจิตที่ผ่องใส  มีความองอาจกล้าหาญ ความสุข " ณ เสี้ยววินาทีนั้น อย่าหยุด อย่าหลง ไปยึดว่าจิตเป็นเรา ผู้รู้เป็นเรา ให้พิจารณาต่อว่า ทำไมจึงรัก ทำไมจึงอยากรักษา สงวนไว้

จะเป็นอวิชชาจริงหรือไม่ไม่รู้ ("เพราะเราไม่เคยเห็นนี่ว่าวิชชาที่แท้จริงกับอวิชชามันต่างกันอย่างไร วิมุตติกับสมมุติมันต่างกันอย่างไร") แต่ให้พิจารณาต่อด้วยปัญญาที่ควรสงสัยว่า "ทำไม่จะต้องรักษากัน ความรักษานี่มันก็เป็นภาระ ถ้าอย่างนั้นอันนี้มันก็ต้องเป็นภัยอันหนึ่งหรือเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าไว้ใจ" 

"สรุปกันทีเดียวว่า อันใดที่ปรากฎตัวขึ้นมาให้พิจารณาอันนั้น สิ่งที่ปรากฎตัวขึ้นมานั้นเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น" เราจะถือว่าเป็นเราเป็นของเราไม่ได้

"แม้ที่สุดจุดที่มีความสว่างไสวอยู่นั้นแลคือจุดอวิชชาแท้"

"ให้กำหนดลงไปที่นั่นด้วยปัญญา"

"...เวลาอันนี้จะดับ มันไม่เหมือนสิ่งทั้งหลายดับ สิ่งทั้งหลายดับเป็นความรู้สึกของเราว่าเข้าใจแล้วในสิ่งนี้ แต่อันนี้ดับมันไม่เป็นอย่างนั้น มันดับแบบสลายลงไปทันทีเหมือนฟ้าแลบ คือมันเป็นขณะอันหนึ่งที่ทำงานของตัวเอง หรือว่ามันพลิกก็ได้ มันพลิกคว่ำแล้วหายไปเลย พออันนี้หายไปแล้วถึงจะทราบว่า นี้คืออวิชชาแท้ละที่นี่ เพราะเหตุว่าอันนี้หายไปแล้วมันไม่มีอะไรปรากฎขึ้นมาให้เป็นข้อสงสัย

สิ่งที่เหลืออยู่ก็ไม่เป็นอย่างนี้ แต่เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์และไม่เคยเห็น (สุญญตา) เวลาปรากฎในขณะนั้นมันก็ไม่มีอะไรเป็นที่น่าสงสัย "นั่นละภาระมันถึงหมด" [ตัดตอนคำสอนของหลวงตามา]

แต่กว่าจะไปถึงขณะจิตนั้น ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปปฏิบัติไปตามลำดับ (ไม่รู้กี่ชาติ) เราจะใช้ปัญญาระดับสัญญานี้เป็นเพียงแนวร่องไม่ให้หลงตกรางไปเมื่อมีสิ่งมากระแทก เป็นมุมมองชีวิต ให้ทำกรรมดี ละบาป ทำลายตัวเองไปทีละน้อยละน้อย ค่อยๆเป็นค่อยไป ค่อยๆสร้างสมปัญญาระดับสูงให้เกิดในจิต ค่อยๆฝึกให้ศีลบริสุทธิขึ้น สมาธิแข็งขึ้น

ทางยาวไกล แต่ค่อยๆเดินก็จะไม่ท้อ อย่าไปคิดว่ายากเกินไป เดินตามหลังพระพุทธไปเรื่อยๆ

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)