อนุทิน #137102

                                                      

วัดนี้มีนามเดิมว่า “วัดทำนบ” ตามทะเบียนของกรมศาสนาต่อมาเรียกว่า“วัดหัวไผ่” มีพระอุโบสถหลังเก่าสร้างด้วยไม้สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๙๕ต่อมาได้ปฏิสังขรณ์เป็นพระอุโบสถปูน ซึ่งอยู่บริเวณศาลาการเปรียญในปัจจุบันต่อมา พ.ศ.๒๕๐๘ ได้เปลี่ยนนามใหม่เป็นทางการว่า “วัดศรีบุญเรือง” อันเนื่องมาจากคณะกรรมการวัดได้ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ (หลังปัจจุบัน) แทนหลังเดิมตามสำเนาประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดศรีบุญเรืองประกาศ ณ วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๘

สำหรับประวัติของวัด ตามหลักฐานปรากฏว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๓รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๓)แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สืบเนื่องมาจาก พ.ศ.๒๓๖๗ ได้มีข่าวไทยลือไปถึงลาวว่า ไทยวิวาทกับอังกฤษทางอังกฤษจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯเจ้าอนุวงศ์จึงฉวยโอกาสสั่งให้พระโอรส หรือเจ้าราชบุตรโย้ผู้ครองนครจำปาศักดิ์ยกทัพไปตีอุบลราชธานี และให้เจ้าอุปราชติสสน้องชายเจ้าราชบุตรโย้ยกมาตีเมืองร้อยเอ็ดส่วนเจ้าอนุวงศ์ได้ยกทัพจากเวียงจันทร์ลงมาตีเมืองนครราชสีมาได้ให้เจ้าราชวงศ์เง่าซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งเป็นแม่ทัพที่ ๑ ส่วนตนเองกับเจ้าสุทธิโป้บุตรคนใหญ่ยกทัพหลวงมาตีซ้ำขณะยกทัพเข้ามาตีในเขตไทยนั้นเจ้าอนุวงศ์ได้หลอกลวงเจ้าเมืองรายทางของไทยที่ผ่านมาว่าตนยกทัพมาช่วยไทยที่กรุงเทพฯเพราะอังกฤษจะยกทัพมาตีบรรดาเจ้าเมืองรายทางหลงเชื่อและให้การสนับสนุนเรื่องเสบียงคลังบังเอิญขณะนั้นเจ้าพระยาราชสีมาเจ้าเมืองราชสีมากับพระปลัดเมืองไม่อยู่ไปราชการเมืองที่ขุขันธ์ (ศรีษะเกษ)เจ้าอนุวงศ์จึงยึดเมืองโคราชได้โดยง่ายและตั้งทัพใหญ่อยู่ที่นั่นและให้เจ้าราชวงศ์แม่ทัพที่ ๑ล่วงหน้ายกมาตีสระบุรีส่วนทางกรุงเทพฯ เมื่อรู้ว่าลาวเป็นกบฏจึงยกมาตั้งที่สระบุรีพระเจ้าอยู่หัวจัดทัพใหญ่เตรียมรับศึกลาวทันทีในกรุงเทพฯ มีการจัดการป้องกันพระนครอย่างแข็งขันมีกำลังทหารรายล้อมรอบเมืองตั้งแต่ทุ่งสามเสนจนถึงทุ่งหัวลำโพงโปรดให้กรมหมื่นพระราชวังบวร (กรมหมื่นศักดิพลเสพ)พระมหาอุปราชยกทัพไปรับเจ้าราชวงศ์ที่สระบุรีเจ้าราชวงศ์ทราบจึงถอยหนีไปตั้งทัพที่โคราชส่วนเจ้าอนุวงศ์ที่ตั้งทัพอยู่ที่โคราชก็กวาดต้อนผู้คนไทยแถบนั้นออกไปที่เวียงจันทุกวันในระหว่างนั้นคุณหญิงโมภรรยาพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาถูกกวาดต้อนไปอยู่ในขบวนนั้นด้วยได้คิดกลอุบายลวงฝ่ายลาวให้ชะลอกวาดต้อนคนไปลาวช้า ๆ เพื่อจะได้คนมาก ๆขณะถูกคุมตัวอยู่ที่ทุ่งสัมริดมีคนไทยเป็นเชลยมากขึ้นโดยเชลยชายถูกจองจำอยู่คุณหญิงโมจึงวางแผนให้เชลยหญิงมอมเหล้าพวกผู้คุมให้เมามายหลับใหลแล้วปล่อยเชลยชายพากันไล่ตีฆ่าพวกลาวตายเป็นอันมากเกือบ ๒,๐๐๐ คนชาวบ้านรู้ข่าวก็มาสมทบรวมกำลังต่อสู้ครั้นพระยาปลัดเมืองกลับจากราชการก็ลงมาช่วย เมื่อเจ้าอนุวงศ์ทราบข่าวก็ยกทัพไปตีเข้าตีไม่แตกก็พอดีทัพจากกรุงเทพมหานครยกขึ้นไปช่วยเจ้าอนุวงศ์จึงยกทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำโขงไปเวียงจันทร์โดยมอบให้เจ้าราชวงศ์ไปยึดเมืองหล่มเก่า และเจ้าสุทธิสารไปยึดเมืองภูเขียวคอยต้านไทยที่จะยกไปตีเมืองเวียงจันทร์ในการยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ในครั้งนี้โปรดให้กรมพระราชวังบวรเป็นแม่ทัพใหญ่ที่๒พร้อมด้วยพระนรินทรราชาและเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย) ยกทัพข้ามไปโคราชแล้วเลยไปตีเมืองเวียงจันทร์สายหนึ่งอีกสายหนึ่งให้กรมหมื่นสุรินทร์เป็นแม่ทัพใหญ่ที่ ๒ยกไปตีลาวที่มายึดอุบลราชธานีและร้อยเอ็ดแล้วไปรวมกับทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์โดยมีเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต (สิงห์สิงห์เสนี) และสมเด็จพระเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์เป็นกองหน้าส่วนอีกสายหนึ่งให้เจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นแม่ทัพน้อยไปตีลาวที่หล่มสักแล้วมุ่งไปรวมทัพที่เมืองเวียจันทร์การปราบกบฏเวียงจันทร์แตก จนจับเจ้าอนุวงศ์ในที่สุดในปี พ.ศ.๒๓๗๑ด้วยเหตุการณ์ศึกสงครามครั้งนี้เจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิตได้ยกทัพออกจากกรุงเทพฯผ่านมาหยุดพักตรงวัดศรีบุญเรืองในปัจจุบันได้ให้ทหารบุกล้างถางพงตั้งค่ายเนื่องจากกรุงเทพฯต้องใช้น้ำดื่มน้ำใช้จึงให้ขุดสำโหรกเป็นทำนบกั้นเป็นแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ในกองทัพเมื่อเดินทัพต่อไปที่ตรงนี้จึงเป็นที่ว่างชาวบ้านก็มาจัดเป็นที่ทำกินเมื่อมาอยู่กันมากๆขึ้นในฐานะชาวพุทธจึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาบำเพ็ญกุศลตามฐานะเพื่อความสุขความเจริญต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๗๓ หลังจากเสร็จศึกสงครามจึงสร้างเป็นวัดขึ้นชื่อว่าวัดทำนบ (ชื่อตามทำนบที่กั้นน้ำในคลองแสนแสบ) และชื่อวัดหัวไผ่ตามชนชาวลาวหมู่ใหญ่ที่ตามมากับทัพและตั้งบ้านเรือนอยู่แหลมไผ่หรือหัวไผ่ซึ่งอยู่ติดกับวัดศรีบุญเรืองเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทางการว่า “วัดศรีบุญเรือง”

วัดศรีบุญเรืองในปัจจุบัน

นับตั้งแต่ก่อสร้างวัดมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓จนถึงปัจจุบัน วัดศรีบุญเรืองมีเจ้าอาวาสปกครองดูแล รวมทั้งสิ้น ๑๓ รูป เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือ พระครูสุนทรวีรวงศ์ (จันดา รวิวํโส) ซึ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑และในช่วงพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๔ นี้ มีพระสงฆ์จำพรรษาในวัดทั้งสิ้น ๒๓๘ รูปแยกเป็นพระภิกษุ ๘๙ รูป และสามเณร ๑๓๙รูป

๑. พระมหาจันดา รวิวํโส เจ้าอาวาส

๒. พระอาจารย์ประดิษฐ์ ขนฺติเสฏโฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะใน

๓. พระมหาธวัช ธมฺมธโช ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้ากุฏิเหลือง

๔. พระครูสังฆรักษ์ชิษณุพงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ ๑

๕. พระอาจารย์วิรัตน์ พิรตโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ ๒

๖. พระมหาชวลิต มหาวีโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ ๔

๗. พระมหานันท์ ปวรนนฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ ๕

๘. พระไกรยะ วิโรจนธมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และครูใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

๙. พระมหาวีรภัทร ภัททวีโร ครูใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกบาลีศึกษา

๑๐. พระครูใบฎีการุ่งแสง ฐิติญาโณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเจ้าคณะ ๓ / ครูใหญโรงเรียนพระปริยัติธรรม

  อนึ่ง เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมานมัสการหลวงปู่สุโขทัยเป็นการส่วนพระองค์ ได้ทรงปฏิบัติธรรม ณ อุโบสถ และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย นับเป็นเกียรติประวัติแก่วัดศรีบุญเรืองเป็นอย่างยิ่ง

การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์วัดศรีบุญเรือง


นับตั้งแต่พระมหาจันดา รวิวํโส ได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสของวัดศรีบุญเรือง เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นมา ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงวัดศรีบุญเรือง ให้มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ ท่านสาธุชนทั้งหลายที่มาร่วมงานในวันนี้ ท่านจะสังเกตเห็นว่า ภายในวัดมีความเป็นระเบียบ สะอาด และมีภูมิทัศน์ดีขึ้นกว่าเดิม แม้เจ้าอาวาสรูปนี้เพิ่งจะมารับหน้าที่นี้ได้ไม่ครบ ๑ ปี ท่านสามารถดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุใหม่ ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงถาวรวัตถุเก่าภายในวัด ให้มีสภาพดีขึ้น จนเห็นได้เป็นรูปธรรมหลายรายการ ดังนี้

๑. ด้านการก่อสร้างถาวรวัตถุใหม่

๑.๑ ท่านได้สร้างศาลาเล็ก ๆ ข้างศาลาการเปรียญ ทางด้านซ้ายมือ เรียกกันว่าศาลาสุขใจเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองสำคัญ ๆ หลายองค์ นอกจากนั้น ยังประดิษฐานพระพุทธรูปประจำปีเกิด และพระพุทธรูปประจำวันเกิด เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาสมากราบไหว้บูชา ปิดทอง และทำบุญสร้างกุศล เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ตนเองและครอบครัว อาคารนี้เพิ่งแล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ บาท๑.๒ ที่ท่านเห็นเป็นศาลาแบบจีน มีมังกรขดรอบเสา บริเวณหน้าวัด ใกล้ท่าเทียบเรือ คือศาลาที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือท่านเจ้าแม่กวนอิมซึ่งขณะนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากนี้ จะอัญเชิญรูปปั้นองค์เทพเจ้าระดับสูง ที่ชาวจีนเคารพบูชา ที่เรียกว่าเซียนอีกหลายองค์ มาประดิษฐานร่วมด้วย คาดว่าจะสิ้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ถึง ๙๐๐,๐๐๐ บาท การอัญเชิญท่านเทพเจ้า หรือ เซียน มาประดิษฐานนี้ จะช่วยให้คนไทยเชื้อสายจีน ที่มีความเคารพและศรัทธาในพระองค์ท่าน เข้ามาร่วมกิจกรรม และร่วมทำบุญกับทางวัดศรีบุญเรืองมากขึ้น

๒. ด้านการปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัดขณะนี้ทางวัดศรีบุญเรืองได้ทำการปรับปรุงถาวรวัตถุของวัดหลายรายการ ให้ดูสวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ในงานของวัดได้ดีขึ้นกว่าเดิม จนเห็นเป็นรูปธรรมหลายรายการ ดังนี้

๑) ปรับปรุงกุฏิหอไตร เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท๒) ปรับปรุงห้องปฏิบัติธรรมชั้นล่างของศาลาการเปรียญ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๕๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมกันนั้นได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศใหม่อีก ๑๕ เครื่อง๓) ปรับปรุงพื้นที่รอบกุฏิหอไตร เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาทนอกจากนั้น ทางวัดยังมีโครงการที่จะปรับปรุงถาวรวัตถุที่สำคัญ ๆ ของวัดในเร็ว ๆ นี้ อีกหลายรายการ คือ

๑) จะปรับปรุงอาคารกุฏิ (แฟลต) ๔ ชั้น ซึ่งเป็นที่พำนักของพระภิกษุและสามเณร เนื่องจากขณะนี้มีสภาพทรุดโทรมมาก เพราะก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ คาดว่าจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๗๐๐,๐๐๐ บาท๒) จะทำการขัดพื้นศาลาการเปรียญชั้น ๒ ใหม่ ทาแลคเกอร์พื้นใหม่ เปลี่ยนประตูและหน้าต่างใหม่ พร้อมกับทาสีใหม่ คาดว่าจะเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท

๓) จะปรับปรุงหลังคาอุโบสถใหม่ โดยจะติดกระจกช่อฟ้าและหน้าบรรณ ปรับปรุงใบระกาใหม่ ทาสีหลังคาใหม่ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ ในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยจะใช้เวลาปรับปรุงประมาณ ๒ เดือน สำหรับค่าใช้จ่ายคาดว่าจะประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ บาท๔) จะปรับปรุงฌาปนสถานใหม่ รวม ๒ รายการที่สำคัญ คือ

๑) รื้อปล่องเมรุเก่า และทำปล่องเมรุใหม่ โดยจะเริ่มงานประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า๒)ปรับปรุงพื้นที่โดยรอบฌาปนสถานใหม่ จะเริ่มงานในเดือนธันวาคมปีนี้ ทั้งสองรายการนี้คาดว่าจะสิ้นค่าใช้จ่ายกว่า ๒ ล้านบาท

ผมเชื่อว่า หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติ และภูมิหลังของท่านเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรืองรูปปัจจุบัน ผมจึงขอถือโอกาสแจ้งให้ท่านทราบพอเป็นสังเขปดังนี้ ท่านชื่อพระมหาจันดาฉายารวิวํโสนามสกุลเดิมพงษ์วิเศษท่านเป็นชาวอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ท่านอายุ ๕๐ ปี พรรษา ๓๒ เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านอุปสมบทที่วัดเชิงกระบือ ต. บางกรวย อ. บางกรวย จ. นนทบุรีท่านสอบได้นักธรรมชั้นตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖สอบได้นักธรรมชั้นโทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘สอบได้นักธรรมชั้นเอกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑สอบได้เปรียญธรรม ๓ประโยคเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐จบปริญญาตรีคณะครุศาสตร์สาขาวิชาภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ และจบปริญญาโทสาขาการวิเคราะห์และการวางแผนทางสังคม คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดศรีบุญเรืองท่านได้เข้ามาพำนักที่วัดนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ ครั้งที่ยังเป็นสามเณร ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดเชิงกระบือ อ. บางกรวย จ. นนทบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ และได้มาพำนักที่วัดศรีบุญเรืองอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนในโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมศึกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นครูสอนในโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๐ และท้ายสุดท่านได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรืองเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ นี้เอง ท่านสาธุชนทั้งหลาย โปรดรับทราบเถิดว่า ท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทะนุบำรุง และสรรสร้างวัดศรีบุญเรืองของพวกเรา ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่นเดียวกับที่เคยรุ่งเรืองมาในอดีต โดยท่านได้ยึดเอาหลวงปู่สุโขทัย องค์พระปฏิมาผู้เป็นที่เคารพบูชาของพวกเราเป็นหลักชัย และเป็นกำลังใจในการปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายที่ท่านได้ตั้งไว้ ในโอกาสนี้ ผมจึงขอวิงวอน พร้อมกับเชิญชวนทุกท่าน ได้โปรดให้การสนับสนุนและให้การอุปถัมภ์กิจกรรมต่าง ๆ ของวัดศรีบุญเรืองด้วย ส่วนทางวัดเอง ก็จะพยายามดำเนินการทุกอย่าง ให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายโดยส่วนรวม หากท่านมีสิ่งใดที่จะชี้แนะ เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามแนวทางที่ตั้งไว้นี้ ทางวัดก็พร้อมที่จะรับพิจารณาด้วยความยินดี

เขียน:

ความเห็น (0)