อนุทิน #136763

http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/984/334/original_images_(17).jpg?1388672895" target="_blank">http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/984/334/default_images_(17).jpg?1388672895">

แวะ.......มารัก

ครูเล็ก น่ารัก

ดลยา สาวใหญ่วัย 38 ปีปลายๆ เธอตามหาความรักความฝังใจในวัยเด็กวัยรุ่น ครั้งนั้นเธอขี้อายเกินกว่าจะเอ่ยคำว่า “รัก” จนต้องพลาดโอกาสดีๆ ในความรักไป แต่ความรักในวัยรุ่นครั้งนั้นมันยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอมา คอยหลอกหลอนให้ครุ่นคิดตลอดมา เธอจึงพยายามตามหา เขาคนนั้นเพื่อจะบอกความในใจที่เก็บไว้เมื่อตอนวัยรุ่นคราวนั้น เพื่อจะได้สบายใจและไม่อึดอัดอีกต่อไป เธอเริ่มต้นค้นหาในอินเตอร์เน็ต เฟชบุ๊ค สิ่งที่พบคือ ความว่างเปล่าและผิดคน ช่างน่าขันเป็นบ้าทำไมเพิ่งมาคิดที่จะตามหาตอนนี้นะ เมื่อตอนนั้นทำไมไม่พูดไม่คุยหรือบอกออกไป ป่านนี้เขาไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ก็ช่างเถอะขอให้ได้เจอได้พูดในสิ่งที่คลั่งค้างในใจก็พอ ดลยาบอกกับตัวเองเบาๆ นึกขำตัวเองอยู่เหมือนกัน

เมื่อหาในโลกโซเซียลไม่เจอดลยาจึงคิดหาที่เริ่มต้นในการตามหาครั้งใหม่ ที่บ้านเราไงบ้านก็ไม่ได้อยู่ห่างกันมากมายแค่ 20 กิโลเศษๆ เท่านั้น ดลยาเดินทางกลับบ้านทันทียิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัวได้กลับบ้านไปเยี่ยมแม่ด้วย ได้หาข่าวด้วยถึงแม้ว่าเข้าเขตบ้านแล้วหนทางที่จะออกบ้านไปตะแหลดแต๊ดแต๋นั่นแสนจะยากก็ตามเหอะ แต่ความตั้งใจมีมากจนล้นอกไม่มีอะไรมากั้นขวางได้อีกต่อไป ดลยารีบรุดไปที่สถานีรถไฟเพื่อกลับบ้านและตามข่าว “ความรักในวัยเด็ก” ทันทีดลยาใช้เวลาไม่นานในการเดินทางชั่วโมงกว่าๆ เธอก็เดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย เมื่อถึงบ้านสาวใหญ่ได้คิดแผนการในหัวทันที นอนเล่นพลางๆ อยู่บ้านสัก 2 วัน แล้วค่อยหาเรื่องออกไปตลาดเพื่อหาข้อมูลหรือหาทางติดต่อ “ความรักในวัยเด็ก”

เมื่อยี่สิบที่ผ่านมาดลยาจำได้ว่า เธอได้พบเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งขณะที่ไปทำงานพิเศษในช่วงที่ปิดเทอมที่ร้านแห่งหนึ่งในตลาดใกล้บ้าน แต่ที่ร้านมีที่พักให้ดลยาจึงไม่ต้องเทียวไปเทียวมากินอยู่ที่ร้านนั่นเลยเสร็จสรรพ ดลยาทำงานอยู่ที่นั่นทุกวันจนวันหนึ่งพลันสายตาก็เหลือบไปพบกับใครบางคนที่จ้องอยู่ฝั่งตรงข้ามดลยามองเงาสะท้อนที่กระจกไม่กล้ามองไปที่เขาตรงๆ เพราะกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเธอก็แอบมองเหมือนและสงสัยว่า เขามองทำไม สงสัยเราจะตัวเตี้ยมั้ง ดลยาคิดเพราะเธอเป็นคนที่ขี้เหร่ที่สุดในร้าน ตัวเล็กที่สุดด้วยพี่ๆ ในร้านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยายขี้เหร่ดีแต่ว่ามีความขาวเยอะหน่อยไม่งั้นดูไม่ได้เลย แถมยังหัวเราะใส่อีกต่างหาก เฮ้อ!!! ดลยาหาได้สนใจไม่เธอก้มหน้าก้มตาทำงานทำหน้าที่ของตัวเองและเก็บสตางค์เพื่อที่จะนำไปเรียน นั่นคือ ความใฝ่ฝันของตัวเธอเอง ครั้งนั้นนั่นเองความรักที่ก่อตัวเล็กๆ ขึ้นในใจของเธอเอง

ยังจำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาลสาดน้ำสงกรานต์ที่สนุกกว่าทุกครั้ง เรากรอกน้ำใส่ถังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน หนุ่มน้อยวัยรุ่นก็เข้ามาร่วมเล่นน้ำมือชนมือ ดลยาชะงักแต่ก็ทำเนียนเล่นน้ำต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั่นเป็นชนวนของสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ความรัก ได้ก่อตัวขึ้นจากความชอบ....ค่อยๆ เป็นความรัก โดยที่ทั้งสองไม่รู้ตัวเลยแต่มีความสุขทั้งครั้งที่คุยกันส่งภาษามือให้กัน อมยิ้มให้แก่กัน จากที่มองกันไปมองกันมาส่งสายตาคุยกัน ในบางครั้งก็ใช้มือช่วยเหมือนคนใบ้ก็ไม่ปานบางครั้งก็เข้าใจบางครั้งก็ไม่เข้าใจ แต่ก็มีความสุขที่ได้คุยมีพัฒนาการจากที่นั่งจ้องข้ามฟากส่งสายตา ส่งภาษาใบ้คุยกัน ต่อมาจึงได้ส่งภาษามือชวนกันไปกินก๋วยเตี๋ยว ดลยาทำภาษามือตอบตกลงทั้งๆ ที่ใจเต้นตุ๊บๆ เอิ่มนี่คือการออกเดทครั้งแรกใช่มั้ย ก๋วยเตี๋ยววันนั้นอร่อยที่สุดอร่อยกว่าทุกวันที่เคยกินแต่ทำไมกินได้ไม่เยอะเพราะเขินมากๆ เขินเพราะหนุ่มน้อยที่นั่งตรงข้ามจ้องหน้าและชวนคุย แต่ก็ยอมเดินตามหลังอย่างว่าง่ายไม่รู้เพราะอะไร ราวกับถูกมนต์สะกดก็ไม่ปาน

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ดลยาก็คิดได้ว่าต้องหาทางหาเบอร์โทรของเขาให้ได้ก่อน ดลยาออกไปตลาดเพื่อสืบหาญาติๆ ของเขาเหมือนฟ้าเข้าข้างเธอ ดลยาเผอิญได้พบกับน้าสาวของเด็กวัยรุ่นคนนั้นโดนบังเอิญ เขาจำเธอได้เพราะเคยเข้าไปที่ร้านบ่อยๆ ความหวังจากจุดเล็กๆ ที่จะค้นหาเพื่อที่จะพบ คน คนนั้นใกล้เข้ามาทุกที แสงสว่างวาบแสงเข้ามาในโสตประสาททันที ดลยายิ้มน้อยๆ ให้กับตัวเองความเต็มเปี่ยมเธอตัดสินใจตรงเข้าไปทักทายทันที ชวนคุยเหมือนรู้จักมานานปีแผนนี้เธอทำได้เนียนทีเดียวแล้วเธอก็ขอเบอร์เพื่อนคนนี้ทันที น้าก็ไม่ได้สงสัยอะไรค้นหาให้ทันที ดลยาดีใจแทบแย่มือสั่นในขณะที่จดเบอร์นั้นมา อยากจะโทรเดี๋ยวนั้นก็ว่าได้แต่ก็ได้หักห้ามใจเอาไว้ เมื่อกลับถึงบ้านเธอจึงโทรทันทีปรากฏว่าเบอร์นี้ไม่ใช่แต่เป็นเบอร์ใครก็ไม่รู้ ดลยาหน้าถอดสี ตายละ นี่มันความหวังของเราเลยนะ เฮ้อ เอาไงดี อืม ยังมีเบอร์พี่สาวเขาอยู่นี่น่า ดลยาตัดสินใจโทรหาพี่สาวของเขาทันทีคราวนี้ไม่พลาดแน่ๆ ดลยาบอกตนเองพลางกดหมายเลขอย่างตั้งใจและแอบลุ้นในใจ พี่สาวใจดีมากเมื่อสนทนากันได้พักใหญ่เมื่อทราบว่าเธอเป็นมีความต้องการอะไร พี่สาวก็ให้เบอร์มาทันทีเมื่อบันทึกเบอร์ลงเครื่องสิ่งที่ได้ขึ้นมาคือ ไลน์ของคนที่ดลยาต้องการพบนักหนาก็ขึ้นตามมาด้วย เธอยิ้มอย่างสมหวังความหวังที่ส่องสว่างในใจตลอดมา ความหวังที่ทำให้เธอก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ อย่างสบายๆ

ความสุขของคนที่มีความหวัง คือ การได้หวังเมื่อมีความหวังก็ความใฝ่ฝันที่จะเดินตามความฝันเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝัน ดลยาเองก็เป็นเฉกเช่นนั้นเหมือนกันเมื่อความพยายามเพิ่มเติมเข้าไปในความฝันแฝงอยู่ในความหวังจึงทำให้มีความมานะบากบั่นที่จะตามหา...ตามหาหัวใจตัวเอง บ่อยครั้งที่ดลยาต้องพบกับความผิดหวังเสมอ แต่ครั้งนี้ทุกอย่างมันลงตัวไปหมด เธอไม่ได้คาดหวังที่จะต้องเป็นแฟนกันเหมือนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น เธอต้องแค่บอกความในใจที่มีให้เขาคนนั้นได้รับฟังเธอต้องการทราบเพียงว่าเขาคิดแบบเดียวกับเธอไหมก็เท่านั้น แล้วช่วงเวลาต่อจากนั้นทำไมหายไป ถ้ามีใครรู้คงหัวเราะเยาะในความคิดอันโง่เขลาเช่นนี้เป็นแน่แท้ แต่สำหรับเธอหาได้มีความคิดเช่นนั้นไม่ การที่เราชอบพอหรือรักใครสักคนไม่ใช่สิ่งผิด แต่เพราะเหตุผลกลใดมิทราบที่ไม่อาจจะบอกกันได้ ถามว่ามาบอกตอนนี้มันไม่สายไปรึ ดลยาตอบตัวเองว่าไม่หรอก เพราะว่าเมื่อยังมีโอกาสได้บอกดีกว่าไม่ได้บอกเลย ดังนั้นเธอจึงคิดที่จะตามหาและพูดในสิ่งต้องพูดจะดีกว่าส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ช่าง

ดลยาตัดสินใจโทรหาทันที “ฮัลโล....เอิ่มเราเองนะ จำเราได้ไหม” ความตื่นเต้นทำให้ถามคำถามที่ไม่น่าถามออกไป “เอ่อ..เราๆ เรา ดลยานะ” ปลายสายงง และถามกลับมาว่า “ดลยาไหนครับ อืม ใครหรือครับ” ใจของดลยาห่อเหี่ยวลงทันทีเขาจำเราไม่ได้ ดลยาพยายามอธิบายปลายนิ่งนึกอยู่นานพอสมควร ก่อนจะตอบกลับมาว่า “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ชื่อนี้ครับ” อุ๊ย!! เราโทรผิดเบอร์แต่ไม่เป็นไร ดลยาจึงคุยไลน์กับพี่ภัทรและขอเบอร์อีกครั้งพี่ภัทรขำในความเปิ่นของหญิงสาวแต่ก็ให้โดยไม่ได้ถามอะไร ดลยาจึงโทใหม่อีกครั้ง คราวนี้ปลายสายนานมากกว่าจะรับแต่ในที่สุดก็รับสายแต่คำแรกที่ได้ยินคือ “เอิ่ม..เราต้องรีบนอนน่ะ พรุ่งนี้เราต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวแต่เช้า” ดลยาได้ยินเสียงผู้หญิงดังมาตามสายว่า ใครหรือค่ะ คุณ เพื่อนที่ไหนค่ะ ดลยาอึ้งครู่ใหญ่นี่เราทำอะไรลงไป ดลยาแค่นเสียงลงไปว่า “งั้นเรารบกวนแค่นี้ล่ะ เราไม่รบกวนล่ะ สวัสดี” นายมีครอบครัวแล้วเราดีใจกับนายจริงๆ นะ เราแค่อยากบอกในสิ่งที่นายเคยทำให้เมื่อคราวนั้นก็แค่นั้นเอง และเราก็อยากรู้ว่านายคิดอย่างไรกับเรา เรากะนายคิดตรงกันไหมก็เท่านั้น ที่เราอยากทำแค่นั้นจริงๆ ธรรม์ ชื่อนี้จะอยู่ในใจเราเสมอไม่ว่าจะอย่างไรนายก็เป็นคนดีในใจเราเสมอ เราขอให้ครอบครัวขอนายมีความสุขมากๆ นะ ธรรม์

อึดอัดใจเหลือเกิน ที่ทำหมางเธออย่างวันนี้

ทั้งที่ความเป็นจริง คำว่ารักเธอมันจนล้นใจ

อยากจะมีสักวันที่มันกล้าพอ ทำให้เธอรู้ ฉันรักเธอแค่ไหน

แต่ต้องทำเป็นคนที่มันไม่รักเธอ คำตอบมากมาย อยากมีให้เธอ

ไม่อยากเห็นเธอวุ่นวายและสับสน ฉันก็เสียใจ

อยู่อย่างทุกข์ทน ทนที่ต้องทำไม่แคร์ ไม่ใส่ใจ

ทนเก็บความคิดถึง ทนเก็บความซึ้งใจ

สั่งตัวเองให้ดึงหัวใจมาอยู่ที่เดิมตรงจุดนี้

ในเมื่อเรารอมาได้ตลอด รอเพื่อบอกสิ่งนี้ มันคงสายไปแล้วไม่ทันแล้วดลยา รู้สึกเศร้าสลดลงอย่างบอกไม่ถูก ในครั้งนั้นเรามัวทำอะไรอยู่ไม่ยอมบอกไม่ยอมพูดความในใจออกไป เมื่อครั้นจะพูดก็สายจนเกินที่จะกล่าวเสียแล้ว ดลยาครุ่นคิดทบทวนการที่จะเข้าไปคุยถึงแม้จะเป็นฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ก็ไม่สมควรเพราะ ณ ตอนนี้ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ก้าวเข้ามาแล้วทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ธรรม์กลายเป็นผู้ใหญ่ เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นพ่อที่ดี ดลยาไม่อยากเป็นคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมือที่สองที่สามเข้ามาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนั่น เธอยิ้มให้กับตัวเองเชื่อมั่นในความคิดใฝ่ดีของตัวเอง อย่างน้อยๆ นรกก็ไม่ต้องอ้าแขนต้อนรับคนอย่างเธอ แต่เธอกลับภาคภูมิใจที่มีความคิดที่ดีมีคุณธรรมและจริยธรรมของตนเองซะมากกว่า อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีกับครอบครัวของใคร ในที่สุดดลยาก็ละ ความคิดที่จะบอกหรือคุยกับธรรม์ เธอไม่โทรไปหาไม่ทักในแชทวางตัวเป็นปกติทำงานตามปกติ เมื่อคิดได้ดังนั่นดลยาก็ยิ้มให้กับตนเอง แต่พลันหูก็แว่วเสียงเพลงนี้ดังขึ้นมาในโสตประสาท เพลงนี้ช่างตรงกับเราในสภาวะนี้เหลือเกิน

ดลยาคิดในใจแล้วร้องตามเพลงเบาๆ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดลยาต้องยอมรับว่ามันสายเกินไปสายเกินที่จะเยียวยาเวลามันเนิ่นนานเหลือเกินไป ทุกสรรพสิ่งได้หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามกาลเวลาทั้งนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะยืนยงได้ตราบนานเท่านานเป็นแน่

เธอไม่ต้องรักหรือมีฉันอยู่ในสายตา
เธอไม่ต้องมองลงมาเวลาที่เจอฉัน
แค่ให้ฉันรักเธอแค่ฝ่ายเดียว
ไม่จำเป็นต้องคิดถึงกัน

ความรักในวัยเด็กของเธอนั้นก็เช่นกันไม่ยาวนานหรือยาวไกลได้

แต่แล้วทุกอย่างก็ได้หาเป็นดั่งที่เธอคิดไม่ วันหนึ่งขณะที่ดลยานั่งทำงานอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้นพลันได้ยินเสียงไลน์ดังขึ้น ดลยาหันไปมองแล้วต้องตกใจเขาส่งข้อความทักมาว่า

“ดลยา สบายดีมั้ย เราเพิ่งเห็นไลน์เธอ” โอ๊ะโอ!! ดลยามองที่หน้าจอโทรศัพท์อย่างงงงวย จะเอายังไงดีตอนนั้นทำอย่างกะไม่อยากจะคุยด้วย แต่วันนี้ทักซะดิบดี เธอจึงพิมพ์ข้อความตอบไปว่า “เราสบายดี มีไรให้รับใช้ค่ะ” ปลายทางตอบมาว่า “ไม่มี เพิ่งเห็นไลน์ของเธอเลยทักมา” ดลยาจึงตอบไปว่า “อ้อ จ๊ะ” จากนั้นทั้งสองคนก็สนทนากันอย่างออกรสออกชาติเลยทีเดียว ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบอย่างคนที่ไม่เคยได้พบกันมานาน 20 แล้วนะที่ไม่เคยได้เจอหน้าค่าตากันเลย เขาเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ มีครอบครัวที่อบอุ่น ดลยามีความตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องการที่จะบอกกล่าวเรื่องราวของความรู้สึกที่มีต่อกันเมื่อในช่วงเวลาของวันวานที่ผ่านมาเท่านั้นไม่ได้มาทวงสิทธิ์หรือคิดไม่ดีต่อครอบครัวของเขาแต่อย่างใด จากการสนทนาเบื้องต้นทำให้ดลยาทราบว่า ในช่วงเวลานั้นเขาก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเธอ แต่เหตุผลกลใดไม่ทราบที่ทำให้เราทั้งสองได้ห่างจากกันไปจนไม่เหลือร่องรอยของความรู้สึกนั้นอีก แต่แล้ววันหนึ่งก็มีความรู้สึกที่อยากจะตามหาเพื่อบอกมันออกไปให้หายค้างคาในใจ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แปลกดีดลยาเองก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอ

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเธอและเขาก็ได้สนทนาพูดคุยกันเสมอ มีหลายเรื่องที่พูดคุยและความคิดเห็นตรงกัน แต่ในสถานภาพแบบนี้เธอจึงทำได้เพียงรับทราบเท่านั้นไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความรักความผูกพันธ์ต่างๆ ให้เปลี่ยนเป็นสถานะอื่นได้เลย แต่ทั้งสองก็มีความสุขที่ได้พูดคุยกัน กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแก่กันและที่สำคัญดลยาได้เพื่อนรักที่จากกันมานานแสนนานคืนกลับมาอีกคนนั่นเอง ดลยามีความสุขกับการได้ตามหาความรักเมื่อ 20 ที่ผ่านมาจนเจอเธอเชื่อว่า พรหมลิขิตไม่มีจริงแต่สิ่งที่มีจริงคือ ความจริงใจความมั่นคงมากกว่า คนคนนี้เธอเป็นคนที่เธอคิดว่าเป็นคนดีที่สุด เป็นผู้ชายอบอุ่นที่ไม่เคยพูดหรือทำในสิ่งที่เธอต้องรู้สึกเสียใจหรือพูดให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังแต่เขาคนนี้ คือ คนที่ให้กำลังใจและยังสอนเรื่องราวดีๆ ในอดีตที่ผ่านให้เธออีกด้วยมิหนำซ้ำยังเคยผจญภัยมาด้วยกันด้วยซ้ำไป เช่นการตกรถเพราะความเปิ่นเชยของตัวเธอเองนั่นเองก็มีอย่างที่ไหนล่ะ รถไฟจอดให้คนลงที่สถานีแต่ละที นางกลับวิ่งลงไปซื้อซาลาเปา

ซะงั้นสุดท้าย รถไฟวิ่งออกไปนางก็เลยขึ้นรถไฟไม่ทัน เป็นเหตุให้เขาต้องขอลงรถเพื่อมารับนางไปด้วยในขณะนั้นนางกำลังอึ้งจะทำอย่างไรดี ทั้งกระเป๋าเป้ เสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ อยู่บนรถไฟหมดเลย แต่แล้วเขาก็นั่งวินมาที่สถานีที่นางกำลังขวัญเสียอยู่ พร้อมกับแบกเป้ของนางมาด้วย นางยิ้มน้อยๆ แบบว่า เขินในความเปิ่นของตัวเอง แต่เขาทำหน้าขรึมพานางไปขึ้นรถทัวร์แทนสรุปว่าวันนั้นนางและเขาต้องผจญภัยหลายอย่างทั้งตกรถไฟ ทั้งเดินจนขาลากเพื่อไปที่ บ.ข.ส. รถทัวร์เพราะความเปิ่นของนางคนเดียว เมื่อได้รถทัวร์ที่จะไปยังจุดหมายปลายทางแล้ว นางก็ขึ้นไปนั่งบนรถข้างๆ เขาพร้อมกับทำตัวลีบๆ จนเขาต้องบอกกับนางว่า “นี่ นั่งตามสบายเหอะ เราไม่ทำอะไรหรอก ง่วงก็นอนตักเราว่างหนุนได้” นางมองหน้าเขาเขินๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนหนุนตักเขาอย่างว่าง่ายครู่เดียวนางก็หลับไป โดยมีเขานั่งเป็นยามในยามที่นางหลับนั่นเอง มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อรถเลี้ยวเข้า บ.ข.ส. เขาปลุกแล้วพานางขึ้นรถสองแถวเพื่อไปหาอะไรทานที่ห้างมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก นับเป็นครั้งแรกที่นางได้เข้าไปเยียบร้านพิซซ่า ให้ตายเหอะ “เขาสั่งกันยังไงหว่า” แต่นางก็เดินตามเขาไปเขาเลือกโต๊ะมุมหนึ่งของร้าน เขาจัดแจงส่งเมนูให้แล้วบอกว่า “สั่งเลยนะ อยากกินอะไร วันนี้ตังค์เราเยอะ กินให้อิ่มเลยนะ” นางได้แต่มองหน้าแหยๆ แล้วก้มมองที่เมนู มันสั่งยังไงหว่า แล้วมันอร่อยมั้ย มันกินยังไง เฮ้อ!!! ข้าน้อยบ่เคยกินเด้ นางรำพึงในใจ สุดท้ายเขาจึงบอกว่า “งั้นเดียวเราสั่งให้ เอาถาดกลางนะ กินหมดมั้ย” นางยิ้มแล้วบอกว่า “ไม่หมดหรอกถาดเล็กก็พอ” เขาจึงสั่งตามที่นางบอก เมื่ออาหารมาส่งนางก็ทำตามเขาเขาตักเขาหยิบอะไร นางก็ทำตามสุดท้ายนางก็กินไม่หมดแต่ได้เวลากลับบ้านแล้วเขาจึงพานางมาส่งขึ้นรถ เขาและนางล่ำลากันก่อนที่นางจะก้าวขึ้นรถกลับบ้านอย่างปลอดภัย

นี่จึงเป็นความฝังใจในความเป็นคนดีของเขา เขาเป็นฮีโร่ในใจของนางมาตลอด ด้วยเหตุนี้นางจึงตามหาเขา เมื่อนางมาเรียนเขาก็ฝากรุ่นพี่ในโรงเรียนช่วยดูแลนาง หาหนังสือให้นางสิ่งเหล่านี้นางถือว่าเป็นบุญคุณที่นางไม่ควรลืม เพราะถ้าไม่มีหนังสือเหล่านั้นก็คงไม่มีนางในวันนี้ และนางก็คงไม่มีหน้าที่การงานที่ดีๆ แบบนี้ทำถึงแม้ว่าชีวิตคู่ของนางจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่สิ่งหนึ่งที่นางถือว่านางประสบความสำเร็จกับชีวิตคือ นางถูกแวดล้อมด้วยเพื่อนที่ดีๆ ร่ำรวยน้ำใจคอยให้ความช่วยเหลือนางอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าในวันนี้นางตามหา “ฮีโร่” ในใจของนางเจอและนางได้บอกความรู้สึกที่มีให้รับทราบแล้วนั้น นางรู้สึกมีความสุขมากส่วนตัวเขานั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากนางมากนักแต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขาและนางมีมากกว่าที่จะทลายกำแพงความคิดนอกรีตได้ นางจึงขอเก็บเขาคนนี้เอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจและมันจะเป็นความลับในใจของนางตลอดไปตราบนานเท่านาน ถึงแม้นางจะดีใจสักเพียงไหนที่รู้ว่าเขาเองก็มีใจ แต่เขาและนางเดินทางมาไกลเกินกว่า ที่จะกลับไปใช้ช่วงชีวิตแบบนั้นได้อีก แต่ความทรงจำที่ดีของนางและเขาจะยังคงตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของคนทั้งสองตลอดไป

คงเป็นเพียงเพราะเขาตั้งใจที่จะแวะ....มารักกับนางเพียงแค่นั้นเหตุการณ์เหล่านั้น จึงฝังใจนางตลอดมา และโชคชะตาก็นำพาให้นางมาเจอเขาอีกจนได้ และในยุคปัจจุบันการติดตามค้นหาใครสักคนนั้นง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ โลกทั้งโลกเหมือนถูกย่อให้อยู่ในอุ้งมือฉะนั้นการตามหาใครสักคนจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขอให้นายมีความสุขนะ “ฮีโร่” ของฉัน ดลยา ปรมัติเมธากุล

เขียน:

ความเห็น (2)

Wasawat Deemarn
เขียนเมื่อ | ขอบคุณเมื่อ

เขียนเป็น “บันทึก” ดีกว่าครับ คุณครู ;)…

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ พอเอาไปลงทีไร ลงผิดทุกทีเลยค่ะ