อนุทิน #135405

เรียนให้เป็นเรียน อย่างไรในยุค 3G

อดีตสักเมื่อประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาในประเทศไทยแต่ก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก ยังคงจำกัดใช้ในสถานศึกษาเท่านั้น ในช่วงเวลานั้นหากเราต้องการที่จะค้นคว้าหาความรู้อะไรสักอย่างช่างเป็นเรื่องที่ลำบากยากเข็ญมาก เพราะจะต้องเข้าไปศึกษาและค้นคว้าจากห้องสมุด ที่มีหนังสือมากมายก่ายกอง ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาจะไม่ทันสมัย เพราะหนังสือบางเล่มก็ตีพิมพ์มานานแล้ว ซึ่งในความจริงแล้วข้อมูลต่าง ๆ ได้มีเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน หรือหากต้องการจะติดต่อกับบุคคลอื่นก็จะต้องใช้จดหมายหรือโทรศัพท์ ซึ่งก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป เช่นถ้าเป็นการติดต่อกันด้วยจดหมายก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมากแต่ก็ช้ามาก อาจจะใช้เวลาถึง 3 – 7 วันกว่าจดหมายในแต่ละฉบับจะส่งถึงมือผู้รับและในบางครั้งจดหมายก็อาจจะไม่ถึงผู้รับเพราะสูญหายระหว่างทางเช่นกัน และสำหรับโทรศัพท์ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วที่สุดในสมัยนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมากเช่นกัน โดยจะคิดเป็นนาที 3 – 21 บาทต่อนาทีเลยทีเดียว และในก่อนสมัยที่ข้อมูลข่าวสารยังได้รับการถ่ายทอดเป็นกระดาษ และหากพิจารณาภาษาที่ใช้ของทั้งโลกพบว่า การกระจายของภาษาต่าง ๆ มีมาก แต่ในปัจจุบันการกระจายของภาษาเริ่มลดน้อยลงไปมากจนในปัจจุบันเรากำลังก้าวสู่การเรียนรู้แบบสากลที่ใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารมากขึ้น

ระยะเวลาเพียง 30 ปีนับจากที่อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาในประเทศไทย ผนวกกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้ในติดต่อสื่อสารระหว่างกันไม่ว่าจะเป็นในเรื่องธุรกิจ การค้า บันเทิง หรือในเรื่องของการศึกษาก็ตาม สามารถทำทุกอย่างได้ง่ายมากขึ้น การค้นคว้าหาความรู้ การหาประสบการณ์ ในปัจจุบันหากต้องการ ซื้อสินค้า บริการ หรือต้องการติดต่อสื่อสารกับใคร ก็คงจะต้องเปิดหาจากเว็บ เรียกค้นหาผ่าน Google หรือโปรแกรมค้นหาอื่น ๆ เช่น Yahoo, Bing ฯ ซึ่งทำให้ขีดความสามารถการเรียนรู้ของผู้คนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มีมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การสร้างข้อมูลดิจิตอลก็สามารถทำได้ง่ายมากขึ้นตั้งแต่การถ่ายภาพนิ่งด้วยกล้องดิจิตอล การถ่ายคลิปวิดีโดด้วยโทรศัพท์มือถือ การตัดต่อ และการนำไปเผยแพร่ อีกทั้งมีการตั้งและรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายสังคม ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมาก ก่อให้เกิดการเพิ่มปริมาณของข้อมูลดิจิตอลเป็นอย่างมากสิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การใช้ดิจิตอลอย่างมีคุณภาพ การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่รูปแบบใหม่ เพราะทุกวันนี้เราเห็นได้ชัดว่า การใช้อินเทอร์เน็ตและดิจิตอลในกลุ่มเยาวชน ยังใช้เพื่อการบันเทิงและใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่เน้นในเรื่องเพื่อการเรียนรู้หรือการใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ การเพิ่มคุณค่าจากโลกดิจิตอลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งรีบดำเนินการ

เมื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้คนเริ่มมากขึ้น ปริมาณการใช้พลังงานจากการดำเนินการของอุปกรณ์เหล่านี้มีมากขึ้นจนในปัจจุบันมีการใช้พลังงานเพื่อการทำงานด้วยไอซีทีเหล่านี้ก็มีมากขึ้น จนปัจจุบันมีการใช้พลังงานเพื่อการทำงานด้วยไอซีทีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการขนส่งและมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกมาก นั่นหมายถึงว่าเราเริ่มสร้างปัญหากับสิ่งแวดล้อมทางกอ้อมจากการใช้พลังงานมากขึ้นนี่เอง กระแสการใช้ไอซีทีแบบกรีนจึงเป็นกระแสหนึ่ง ที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ สังคมอยากให้ผู้คนสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อม หันมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และการทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การใช้คอมพิวเตอร์และการสื่อสารที่ยังขยายตัวอีกมากในอนาคตจะไม่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมมากเกินไป

จากการคาดคะเนแนวโน้มในการใช้ไอซีทีที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ การใช้โน้ตบุ๊ก ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กมีจำนวนมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ นั่นหมายความว่า ผู้ใช้มีความคล่องตัวและใช้แบบติดกับตัว หรือให้เวลากับการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น อีกทั้งความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปตามกฏของมัวร์ กล่าวคือมีการพัฒนาให้ก้าวหน้าเป็นสองเท่าทุก ๆ สิบแปดเดือน ดังกราฟการพัฒนาเทคโนโลยีซีพียูของอินเทลตลอดกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา

ที่มา : http://www.carthrottle.com/

นอกจากนี้จากข้อมูลของ Gartner (http://www.gartner.com/)">http://www.gartner.com/) บริษัทผู้ทำวิจัยพบว่า แนวโน้มทางเทคโนโลยีอัตราการเพิ่มแบบเอ็กซ์โพแนนเชียล กล่าวว่า ภายในปี 2013 การเรียกค้นหรือการดูข้อมูลข่าวสารบนเว็บ ผู้คนจะเรียกดูข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือมากกว่าที่จะเรียกดูจากคอมพิวเตอร์ นั้นก็หมายความว่าอุปกรณ์มือถือที่ใช้โทรศัพท์พูดคุยจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์และจะแพร่หลายมาก มีผู้ใช้งานอย่างแพร่หลายซึ่งหากเรามองไปรอบ ๆ ตัว สิ่งที่เกือบทุกคนจะมีอยู่ก็คือโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มักจะใช้โทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart Phone ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ยิ่งในตอนนี้ระบบการสื่อสารเป็นแบบ 3G การสื่อสารข้อมูลจะยิ่งแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

การจัดการความรู้

ปัจจุบันในสถานศึกษาต่าง ๆ จะมีข้อมูลอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับการบริหารการศึกษา ข้อมูลของหลักสูตร ข้อมูลวิชาการ ทะเบียนนักเรียน ผลการเรียน ดังนั้น การจัดการความรู้จึงมิได้กำหนดเฉพาะในห้องสมุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นแหล่งความรู้จากทุกรูปแบบ ภายในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ดังนั้นสถานศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

แหล่งความรู้ในโรงเรียนในปัจจุบันมาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากหนังสือ บทความ รูปภาพ วิดีโอ สื่อ ข้อมูล ข่าวสาร จากผู้บริหาร จากผู้เชี่ยวชาญ จากภูมิปัญญา ท้องถิ่นต่าง ๆ ดังนั้นการทำงานของโรงเรียนในแนวใหม่จึงเกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อจะเป็นเครื่องมือในการใช้จัดการความรู้ การเข้าถึง การเรียกค้น และการใช้ประโยชน์จากแหล่งความรู้เหล่านั้น ดังนั้นโรงเรียนจะต้องปรับทัศนคติและกระบวนการคิดในเรื่องการบริหารและการจัดการความรอบรู้ เพื่อเปิดมิติใหม่สำหรับการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่นับวันจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น และสร้างฐานของสังคมความรอบรู้ต่อไป

การเรียนที่เปลี่ยนไป

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าการเรียนการสอนในยุคนี้ ต่างจากอดีตมาก การสื่อสารที่มีเครือข่ายความเร็วสูงทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ ได้มากและรวดเร็ว การค้นคว้าต่าง ๆ ก็คงจะไม่ต้องไปห้องสมุดเหมือนเมื่อก่อน จนเด็กและคนรุ่นใหม่พูดกันติดปากว่า อยากรู้อะไรให้ถาม อากู๋ อากู๋ บอกได้ทุกอย่าง จนมีคำที่คนรุ่นใหม่รับรู้ว่า ปัจจุบันมีครูเหลืออยู่เพียงสามคน คนแรกคือ Google คนที่สองคือ Wikipedia และคนที่สามก็คือ Youtube การเรียนรู้สมัยนี้ต้องพึ่งเทคโนโลยีไอซีที ต้องเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาใหญ่ในการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย ทำให้เด็กในสมัยนี้ติดนิสัย C&P หรือที่เรียกกันเล่นว่า Cut (หรือ Copy) และ Paste (วาง) ทำให้ครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่านเกิดความกังวลว่าเด็กจะได้อะไรจากการทำแบบนี้ เพราะเด็กได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการคัดลอกซึ่งสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้หลาย ๆ แห่งเริ่มมีการต่อต้านและไม่อยากให้นักเรียนใช้เทคโนโลยี โดยคิดว่าจะทำให้นักเรียนคิดและไม่สามารถเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้

ดังนั้นรูปแบบของการศึกษาในยุคนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก เราใช้สมองแก้ปัญหา เราสามารถคิดวิเคราะห์และส่งเคราะห์ได้ เราไม่จำเป็นต้องจำ ถ้าสามารถเก็บและเรียกค้นได้ง่ายและรวดเร็ว สมองจึงต้องมีไว้คิด ไว้แก้ปัญหา ไม่ได้มีไว้เพื่อจดจำ ดังนั้นความรู้ที่ถ่ายทอดออกมาได้ และจดบันทึกได้ หรือที่เรียกว่า explicit knowledge จึงเป็นความรู้ที่เราจะเรียกหามาใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว แต่การสร้างประสบการณ์ชีวิตหลายอย่าง เราจะต้องผ่านการฝึกฝน และการเรียนรู้ การเรียนรู้ในเรื่องชีวิต การแก้ปัญหา และหาทางริเริ่มที่สร้างสรรค์ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น การสร้างเยาวชนรุ่นใหม่จึงต้องเน้นในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น

พัฒนาการอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีเซิร์ฟเวอร์ต่ออยู่บนอินเทอร์เน็ตกว่าเจ็ดร้อยล้านเซิร์ฟเวอร์ จากข้อมูลของ www.isc.org พบว่าอัตราการเติบโตยังเป็นแบบอัตราที่ก้าวหน้า และมีแนวโน้มถึงพันล้านในอีกสองสามปีข้างหน้า ซึ่งนั่นหมายถึงปริมาณข้อมูลข่าวสารในรูปแบบดิจิตอลจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล

การเพิ่มขึ้นของข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ตเป็นผลมาจากการพัฒนาเว็บสองจุดศูนย์ที่ทุกคนเป็นผู้ให้ข่าวสารและข้อมูล แทนที่จะเป็นผู้เรียกดูข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียว ทุกวันนี้มีคนโพสพล๊อก หรือเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ให้คนอื่นอ่านมากมาย มีการอัพโหลดวิดีโอ ให้คนอื่นเรียกดูได้มากกว่าแสนเรื่องต่อวัน มีการเรียกใช้เครื่องมือค้นหา เช่น Google กว่าสิบล้านครั้งต่อวัน ปริมาณการเพิ่มขึ้นของข้อมูลดิจิตอลมีมากจนอาจจะบอกได้ว่าข้อมูลที่เพิ่มขึ้นใน 1 วัน อาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษาหรือดูถึง 1 ปีก็เป็นได้


ไอซีทีกับการเรียนยุคใหม่

จากการที่อินเทอร์เน็ตได้เกิดการขยายตัวขึ้นอย่างมากและเป็นแหล่งข้อมูล ขุมความรู้อันยิ่งใหญ่ ในฐานที่เราเป็นครู เราจึงน่าที่จะใช้แหล่งเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ตนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด กับเด็กและเยาวชนไทยแต่น่าเสียดายที่ นักเรียนและเยาวชนไทยใช้เพื่อการบันเทิงทำให้เกิดปัญหาเยาวชนกับเทคโนโลยี ทั้งเรื่องเด็กติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต ติดแชด และการใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนไม่สนใจในกิจกรรมรอบตัวที่เกิดขึ้น ไปทำอะไรที่ไหนก็จะต้องถ่ายภาพ ไปเที่ยว ทานอาหารกับเพื่อน แต่กลับคุยกับเพื่อนอีกคนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ครู อาจารย์ บ่นว่าลูกศิษย์ให้ความสนใจในการเรียนน้อยลง

หากมองดูปัญหานี้ ก็จะพบถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไปมาก หากมองมาที่ครูอาจารย์ ก็พบว่าทุกวันนี้เราก็เช่นเดียวกันกับเด็กยุคนี้เหมือนกัน ทุกวันนี้ ครูจะต้องมานั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และใช้เวลากับทำงานกับหน้าจอมากขึ้น ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน เริ่มมีการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ปากกาเขียนลงบนกระดาษ มาเป็นการใช้แป้นพิมพ์ เขียนลงไปบนหน้าจอ เริ่มมีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เริ่มให้นักเรียนค้นหาข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ต แทนที่การบอกและให้นักเรียนไปอ่านจากหนังสือ

จึงไม่น่าแปลกที่เด็กรุ่นใหม่จะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจับโทรศัพท์มือถือนั่งทำกิจกรรมต่าง ๆ คุ้นเคยกับแป้นพิมพ์ เขียนอ่านบนหน้าจอ สื่อสารกับผู้คนและสร้างสังคมกับผ่านทางโซเชียลมีเดีย ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จนคล้ายกับเป็นอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นการเรียนการสอนในยุคใหม่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยในนี้ จากที่อดีตเราให้ความสำคัญกับการสร้างครู สร้างวิธีการสอน จุดศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ต่าง ๆ จะอยู่กับครูผู้สอน ในปัจจุบันจุดศูนย์กลางจะมาอยู่ที่นักเรียน ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเรียน ไม่ใช่การสอน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นและเร็วมากขึ้น องค์ความรู้มีมากมาย จนครูไม่สามารถบอกและสอนได้หมด ผู้เรียนจะต้องแสวงหาและเรียนรู้และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วจนไม่มีความจำเป็นที่นักเรียนจะต้องจดจำแบบในอดีต อยากได้ความรู้ในเรื่องใดก็แสวงหาผ่านทางหน้าจอได้อย่างสะดวก และแสวงหาได้ทุกเรื่องจนทำให้พฤติกรรมการแสวงหาความรู้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ

จนมีผู้กล่าวว่า ปัจจุบันนี้นักเรียนทั้งโลกมีครูที่สำคัญสามคนที่ช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่เหมือนในปัจจุบันนี้

ครูคนแรก ที่ช่วยคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้คือ ครู Google จนมีผู้กล่าวว่าอยากรู้อะไรให้ถามครู Google ครู Google สามารถตอบได้เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ถ้ามีจะต้องมีใน Google ด้วย แม้แต่การหาตัวบุคคล หากป้อนชื่อถามครู Google ครู Google ก็จะสามารถตอบได้อย่างรวดเร็วว่าเป็นใคร จนในปัจจุบันขุมความรู้ทั้งโลกครู Google จะไปค้นหาคำตอบมาให้

ครูคนที่สอง ก็คือครู Wikipedia ซึ่งเป็นแหล่งหาความรู้ได้ดีมาก ซึ่งได้จากคนทั้งโลกช่วยกันสร้างขุมความรู้ และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีทุกภาษา จนในปัจจุบันมีมากกว่าสามสิบล้านเรื่อง (ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Special:Statistics">http://en.wikipedia.org/wiki/Special:Statistics ข้อมูล ณ วันที่ 25 เม.ย. 57) เฉพาะภาษาอังกฤษมีมากที่สุด การเพิ่มเติมความรู้สามารถทำได้ตลอดเวลา มีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ครู Wikipedia จึงเป็นครูที่มีผู้ใช้จากทั่วโลก และจะเป็นขุมความรู้ที่จะอยู่คู่กับมวลมนุษย์ ไปอีกนาน จนครู Wikipedia สามารถให้ความรู้กับเราได้ทุกเรื่องที่เราอยากรู้

ครูคนที่สาม นับว่าเป็นครูทันสมัยที่สุดโดยจะให้ข้อมูลในรูปแบบคลิปวิดีโอ ครูคนนี้ชื่อ Youtube ปัจจุบันคลิปวิดีโอมีมากมายที่จะหาดูได้ และมีเนื้อหาหลากหลายโดยเกิดจากผู้คนนำมาใส่เก็บไว้

การศึกษา 2.0 (Education 2.0)

การศึกษาของประเทศไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศพัฒนามาถึงในยุคอุตสาหกรรม ที่มีการผลิตแบบอุตสาหกรรม แนวความคิดหลากหลายอย่างจึงได้ฝังรากลึกลงในการศึกษา เน้นโรงเรียนเหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการผลิตแบบจำนวนมาก นักเรียนที่ผลิตออกมาก็เน้นที่จำนวน นักเรียนจึงเหมือนสินค้าที่ต้องมีสเปค หรือหลักสูตร มีการวางกรอบไว้อย่างชัดเจน มีการทดสอบ ให้ใบรับรองหรือปริญญากับผู้เรียน ซึ่งเหมือนกับการประกันสินค้า ระบบการศึกษา 2.0 น่าจะเหมือนกับการพัฒนาโปรแกรมที่ก้าวหน้าและพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษา 2.0 เป็นการศึกษาที่พัฒนามาจากเวอร์ชั่นเดิมคือ 1.0 แนวคิดหลักคือ การศึกษาระบบนี้ต้องยังคงให้เข้ากับของเดิมได้ การศึกษา 2.0 จะเป็นการเสริมระบบการเรียนรู้การเรียนรู้แบบเก่า (ที่มา : http://cubiccreative.org/blog)

การศึกษา 2.0 จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องต่อไปนี้

  • 1.เป็นการศึกษาที่ต้องคำนึงถึงความเฉพาะตัวตน เพราะทุกคนมีพื้นฐาน และความรู้ ภูมิหลัง ความสนใจ ความคิด ความฉลาด วัฒนธรรม ภาษา หรือแม้แต่ระดับทางสังคมที่แตกต่างกัน การศึกษาตามแนวคิดใหม่นี้จึงต้องปรับให้เข้ากับตัวตน และความเหมาะสมของบุคคล
  • 2.เป็นการศึกษาที่ต้องคำนึงถึงความสามารถ และพรสวรรค์ ความเก่งเฉพาะด้านของผู้เรียน โดยไม่เน้นเฉพาะด้านวิชา ความรู้ แต่ต้องให้ความสำคัญของจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์
  • 3.เป็นการศึกษาที่ต้องคำนึงถึงบรรยากาศทางดิจิตอลที่อยู่รอบ ๆ ตัวข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบใหม่ต้องไม่มุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดความรู้เข้าสู่ผู้เรียน แต่ให้ความสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ
  • 4.เป็นการศึกษาที่ต้องคำนึงว่า ความรู้จะไม่มีประโยชน์เลยถ้านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้
  • 5.การศึกษาแบบใหม่นี้มีส่วนที่ดำเนินการร่วมกับระบบเก่าได้
  • 6.การศึกษาแบบใหม่ต้องทำให้มีประสิทธิภาพเช้งการลงทุน มีต้นทุนต่ำ ระบบการศึกษาเดิมมีราคาค่อนข้างแพง ระบบการศึกษาใหม่ต้องมีต้นทุนที่ถูกจนใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ หรือคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ เรียนได้
  • 7.การศึกษาแบบใหม่ต้องได้รับการกำหนดให้ชัดเจนที่เกี่ยวกับการเกี่ยงโยง หรือสัมพันธ์กับระบบสังคม โดยต้องเป็นระบบที่ทำงานร่วมกับระบบการจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้การเรียนการสอน และการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตไปอย่างมาก จากที่ครู ผู้ที่คอยบอก ชี้แนะ แสดงตัวอย่างให้นักเรียน กลับกลายเป็นว่า นักเรียนสนใจศึกษาเรื่องใดสามารถศึกษาและค้นคว้าในเรื่องที่ตนเองสนใจ โดยไม่ต้องอ่านหนังแต่สามารถสืบค้นได้จากแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ที่รวบรวมความรู้ทั้งโลกเอาไว้ โดยเก็บข้อมูล ความรู้ไว้ในลักษณะของสื่อดิจิตอลซึ่งมีขนาดเล็กลง จากในอดีตเราจะต้องหอบหนังสือเป็นตั้ง ๆ เพื่อมาเรียนหนังสือแต่ในปัจจุบันนักเรียนอาจจะถือ Tablet เพียงเครื่องเดียวแต่สามารถเก็บหนังสือที่เรียนทั้งหมดไว้ใน Tablet เครื่องนั้นได้ทั้งหมด สงสัยใคร่รู้เรื่องใดก็สามารถสืบค้นได้ทันที

ดังนั้นบทบาทของครูผู้สอนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยน และเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากผู้รอบรู้ กลายเป็นผู้ชี้แนะหรือแนะแนวทางให้กับผู้เรียน

ผู้เขียน ดร.ยืน ภู่วรวรรณ

เรียบเรียงใหม่ โดยนายไพโรจน์   เดชะรัตนางกูร

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)