อนุทิน #134666

เรื่องเล่าเล็กๆ ... ของชายคนนี้ ... 

ฟื้นความคิดคน ฟื้นชีวิตดิน

ธรรมชาติ คือ ชีวิตของมนุษย์  “เราจำเป็นต้องพึ่งธรรมชาติในการดำเนินชีวิต  แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งเราในการดำเนินชีวิต”  เป็นบทความที่ผมมองว่า ถ้ามนุษย์เรานั้นไม่มีธรรมชาติจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไร  ปัจจัยในการดำเนินชีวิตทั้ง 4 อย่างคือ อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ล้วนต้องพึ่งธรรมชาติทั้งสิ้น  ในขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์พึ่งพาธรรมชาติมากๆนั้นก็ต้องส่งกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติเอง  โดยการบั่นทอนทรัพยากรให้ลดลงไปทุกวัน   ดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ไม่มีภูเขา แต่มีแม่น้ำ มีพื้นดินอันกว้างใหญ่ มีป่าอยู่เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก  เป็นสะดืออีสานที่เรียกว่ามหาสารคาม  ธรรมชาติบ้านของเรานี้มีความสวยงามของตัวมันเอง   

ท้องฟ้ายามตะวันตกดินที่สวยงาม ตะวันส่องแสงมายังทุ่งนา จนทอประกายระยิบระยับสวยงาม บ้านเกิดของเรานี้มองมุมนี้ก็แสนจะอบอุ่น มีทุ่งนาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ใช้ขีวิตอยู่อย่างคนชนบทที่แสนเรียบง่าย  อรุณเบิกฟ้า  พาดผ่านตาให้ชวนเห็น  ลมร้อนเเละลมหนาวสลับสับเปลี่ยนผ่านเป็นฤดูกาลใหม่ เสียงดังสงัดเริ่มขึ้นก้องในหู บ่งบอกถึงเวลาที่สมควร  เวลาที่ต้องเข้าอีกสังคมหนึ่งที่สำคัญ "ถึงเวลาเเล้วหลังจากการพักผ่อนมานานเเรมเดือน" ชายคนหนึ่งพูดกับตนเองด้วยถ้อยคำง่ายๆเเล้วลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อเตรียมเดินทางไปโรงเรียนโดยรถรับจ้างรายเดือน ขมุกขมัวอยู่ในการทำภารกิจส่วนตัวก่อนไปโรงเรียนอยู่ครู่ใหญ่ๆ อยู่ในกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว "สายเเล้วหรือนี่" เขาหันมามองดูนาฬิกาอยู่ครู่หนึ่งเเล้วรีบจัดของเพื่อไปโรงเรียนโดยรถยนต์รับจ้างประจำเดือน  พอเดินทางมาถึงรถยนต์ที่นั่ง ก็ถูกรายรอบไปด้วยสายตาที่เป็นอวัจนภาษาที่สื่อสารได้ชัดเจน ที่สื่อสารออกมาว่า "เขามาสาย" หลังจากนั้นจึงขึ้นรถเเล้วออกเดินทางสู่โรงเรียน "วันนี้เป็นวันลงทะเบียนเรียนเป็นครั้งเเรก เเล้ววันนี้เราจะได้ขึ้นชั้นม.๔อย่างเต็มตัว เราจะได้ขึ้นม.ปลายเเล้วนะ" เขาบอกกับตนเอง "วันนี้ได้อยู่ห้องใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆจะมีใครบ้างนะ" ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ! 

เดินๆไปรอบโรงเรียนเห็นป้ายปิดประกาศประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานแห่งหนึ่งที่เขาสนับสนุนการตั้งกลุ่มเยาวชนขึ้นมารักษาสิ่งแวดล้อมบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งผมเองก็เมินเฉยอยู่หลายวันพอสมควร แล้ววันหนึ่งก็เดินมาอ่านอีกครั้ง มีเพื่อนๆมีดูด้วย ด้วยความเป็นช่วงวัยที่อยากพบเจอกับสิ่งใหม่ๆและโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทาย จึงชวนเพื่อนๆตั้งกลุ่มแล้วลองส่งไปดู  ลองโทรศัพท์ไปสอบถามว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงจับกลุ่มมาพูดคุยกัน ว่าจุดประสงค์ของการตั้งกลุ่มของเรานี้ คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เมื่อเราตั้งกลุ่มแบบเด็กๆแล้ว ว่าจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัญหา คือ แล้วสิ่งแวดล้อมที่เราจะรักษานั้น คือ อะไร จึงต้องกลับไปทบทวนบ้านเกิดของตนเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จึงได้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืน  พอทุกคนมาคิดทบทวนบ้านเกิดของตนเองก็มีประเด็นหนึ่งที่น่ารักษาไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น คือ ปัญหาน้ำเน่าเสียที่ชุมชนแห่งหนึ่ง แล้วมานั่งคิดกันแบบเด็กๆว่าเราจะทำอย่างไรดี  แล้วจึงสรุปได้ว่าเราจะต้องลงไปดูปัญหาร่วมกันก่อนเพราะเราจะได้มองเห็นภาพร่วมกัน  พอได้ไปเห็นก็น้ำก็เสียจริงๆ เลยระดมสมองคิดวิธีการว่าเราจะทำอย่างไรดีจะสามารถพัฒนาน้ำให้ดีขึ้น  แล้วได้ข้อสรุป คือ เราจะต้องทำกระชังผักตบชวาเพื่อบำบัดน้ำเสียจึงได้ชื่อโครงการว่า “บำบัดน้ำบำรุงสุข” ก่อนที่จะส่งโครงการนี้ไป เราเองก็นึกพึมพำในใจอยู่ว่าความรู้สึกและการกระทำของเรานี้อยู่ในระดับของคนที่สิ้นเปลือง ใช้เงินเปลืองมาก ใช้ชีวิตวัยรุ่น สนุกสนานไปกับการเรียน และเสียงหัวเราะไปวันๆ อยู่โรงเรียนก็มาเรียนแล้วก็กลับ อยู่ในกรอบที่ตนเองตีไว้ให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี  เริ่มต้นด้วยความอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร  เราเคยแต่ทำโครงงานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่เราไม่เคยมาทำโครงการที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย “คิดอยู่ในใจพักใหญ่ๆ” แล้วจึงส่งโครงการนี้ไป

ตึ๊กๆ เสียงอีเมลล์เข้า ถึงเวลาที่ต้องรอฟังผล ผลออกมาปรากฏว่าเราก็ได้เหมือนกัน ทุกๆคนดีใจเป็นการใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ใจดีที่ได้ชื่อ มูลนิธิกองทุนไทยและมูลนิธิสยามกัมมาจลได้มอบโอกาสให้เราแล้ว  เตรียมตัวเข้าปรับการพัฒนาโครงการอย่างชัดเจน  การทำงานเพื่อชุมชนเริ่มขึ้นหลังจากนั้นเพียงมานาน

ปีแรกเริ่ม

 จากที่ได้ประเด็นปัญหาในเรื่องของ "น้ำท่วมขัง" ถ้าลองมาวิเคราะห์ดูจริงๆเเล้ว เป็นปัญหาในส่วนบุคคลเพราะเป็นพื้นที่ของบุคคลเดียว ไม่ใช่เป็นพื้นที่ของชุมชนโดยส่วนรวม จึงถือว่าประเด็นนี้ที่ได้เลือกนั้นเป็นปัญหาส่วนบุคคลเเต่ไม่ได้เป็นปัญหาในชุมชน ทำให้เเกนนำที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ กลับได้มาย้อนมองดูประเด็นของตนเองกันใหม่ตั้งเเต่เริ่มต้นจนถึงขั้น "ปวดหัวไปตามๆกัน" เนื่องเพราะการกำหนดประเด็นปัญหาส่วนย่อย มิใช่ส่วนรวม จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่ได้เรียนรู้สำคัญๆ คือ ในการตั้งประเด็นหรือเลือกประเด็นปัญหาในครั้งใดใด ควรย้อนมองดูอย่างใคร่ครวญว่าปัญหาที่ได้เลือกนั้นเป็นส่วนย่อยหรือส่วนรวม.      

หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดการระดมสมอง  ทุกคนมาคุยกันอีกครั้งให้ได้ประเด็นปัญหาที่จะทำ ทุกคนถกประเด็นเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่พักใหญ่ๆ ในตอนนั้นมีคนนึงพูดขึ้นในเรื่องของหมู่บ้านเเบก ทำให้เด็กอีกหลายคนนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนของตนเองชอบหลับในเวลาเรียนมีภูมิลำนำอยู่ในหมู่บ้านเเบก  ข้อสังเกตุ คือ ยามเรียนเพื่อนนอนหลับในเวลาเรียนเเละเพื่อนๆพูดคุยกัน ที่ด้วยความเป็นเพื่อนจึงสนใจมากขึ้นที่จะเลือกประเด็นนี้เพื่อพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นด้วยโครงการ  เราเองรู้อยู่ว่าชุมชนนี้ทำการเกษตร แต่ต้องลงไปสำรวจดูให้นุ่มลึกในเวลาถัดมาเพียงไม่นาน  

ลงพื้นที่ดูความจริง

ประเด็นปัญหาที่ได้มาจากการเเลกเปลี่ยนเเละพูดคุยกันในช่วงระยะเวลาที่ถือว่าพอสมควร จึงได้ประเด็นปัญหาที่ใกล้ตัว คือ ปัญหาของเพื่อนในห้องเรียนที่เขาเรียนอยู่ในชุมชนที่ "ใช้สารเคมีในการเกษตรเป็นส่วนใหญ่" เมื่อถกประเด็นเเล้วจึงได้ปัญหาจากชุมชน  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "การมองดูความจริง" มองดูชุมชนจริง โดยการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลจากชุมชน ว่าที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกนั้น เป็นอย่างไรบ้าง  เขาปลูกอย่างไรบ้าง ฯ   ซึ่งในวันศุกร์หลังเลิกเรียนฮักนะเชียงยืนทุกคนได้นัดหมายกันเพื่อสอบถามชาวบ้านในความเป็นมาเเละเป็นไป ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร โดยที่ตั้งคำถามอย่างง่ายๆ เเบบเด็กๆที่คิดประเด็นคำถามขึ้นเอง ได้เเก่ ปลูกอะไร  ปลูกอย่างไร  ใช้สารเคมีอย่างไร เเล้วสารเคมีเข้ามาตอนไหน ฯ ซึ่งในครั้งนั้นคุณยายท่านหนึ่งให้ข้อมูลกับฮักนะเชียงยืนว่า "ปลูกมาตั้งนานเเล้วล่ะลูก  ตั้งเเต่สมัยที่เเม่เป็นสาวโน้นล่ะ สิ่งที่ปลูกเป็นส่วนมากเเล้วเป็นส่วนมากของหมู่บ้านของเรา คือ แตงต่างๆ มีบริษัทเข้ามารับซื้อนะ  สารเคมีก็ได้มาจากบริษัทน่ะ" เเล้วคุณยายทิ้งประโยคท้ายว่า "ใช้สารเคมีตั้งเเต่คลุกเมล็ดถึงส่งออกขายเลยล่ะ" จากคำตอบดังกล่าวข้างต้นจะสามารถสังเกตุได้อย่างชัดเจนว่า สารเคมีนี้เเต่ก่อนไม่มีเริ่มมีเข้ามาตั้งเเต่ในสมัยช่วงวัยกลางคนของคุณยาย เเล้วส่วนมากที่ปลูกเป็นการเพาะปลูกพืชประเภทเเตง โดยลงสำรวจเเล้วส่วนใหญ่จะเป็นเเตงประเภทเเตงเเคนตาลุป เเตงโม เเละเเตงอื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าเป็นอาชีพที่ฝังเเน่นกับชาวบ้าน โดยการเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นส่วนใหญ่นี้มีบริษัทนายทุนเข้ามาตั้งเเต่ประมาณ 30 กว่าปีที่เเล้ว ทางบริษัทให้สารเคมีเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้เพื่อเร่งผลผลิตทุกขั้นตอน มีการควบคุมเเละเเจกเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน "นายทุนให้ทุกอย่าง" ทำให้ชาวบ้านใช้อย่างเต็มที่ อาทิ ปุ๋ยปรับหน้าดิน  ปุ๋ยเร่งผลผลิต ปุ๋ยทางใบ ปุ๋ยสูตรต่างๆที่ช่วยให้อาหารกับดินที่ปลูก ตลอดไปจนยาฆ่าเเมลงต่างๆนานา หรือที่เราเรียกว่า “เกษตรพันธะสัญญา” นั่นเอง ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับตนเอง เพิ่มรายได้ให้กับตนเองในการหาเลี้ยงดูครอบครัว เเล้วยังทำให้ครอบครัวอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน พ่อกับเเม่ไม่ได้จากไปทำงานในเมืองกรุงเหมือนชุมชนอื่นๆ จึงกลายเป็นวิถีในการดำเนินชีวิตในมิติของครอบครัวที่ถือว่าอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา   ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนในชุมชนแต่เราก็เหมือนเป็นลูกหลาน  ที่นี่ก็ถิ่นเกิด ที่นี่ก็บ้านของเรา สิ่งที่เราพอจะรักษาได้ก็รักษากันไปตามบริบท  สำหรับการลงพื้นที่เป็นครั้งเเรกเเละครั้งต่อๆมา เป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้นในชุมชนโดยมีทุนสำคัญในครั้งนั้น คือ ความเป็นเด็ก ความเป็นลูกเป็นหลาน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ตนเองจะปลอดภัย เเละไม่ระเเวง 

ระดมสมอง

จากที่ได้ลงสำรวจดูความจริง จากนั้นมาระดมสมอง  วางทิศทางของงานนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะหากเราวางเเผนขางงาน หรือ กำหนดทิศทางของงานไม่ดีอาจทำให้ "ลำบากพอสมควรที่จะขับเคลื่อนงานเเละลำบากพอสมควรที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี" การวางทิศทางของงานจึงเป็นสิ่งสำคัญเเล้วเป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในมิติของโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน ในครั้งเเรกที่ได้วางทิศทางของงานนั้น หลายคนที่รู้ดีว่าสิ่งที่เราได้รับข้อมูลจากชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่เราจะมาขับเคลื่อนงานให้เดินต่อไปได้ มีสองสามคนพูดถึงในเรื่องของกิจกรรม "เราจะเดินด้วยกิจกรรม" ซึ่งตอนนั้นส่วนใหญ่ คิดเพียงว่าจะต้องมีกิจกรรม ที่เป็นกิจกรรมที่จะพัฒนาชุมชนขึ้นมา "เพราะเราผ่านกิจกรรมมาเยอะ" ทำให้คำว่า "กิจกรรมหรือค่าย" เป็นคำหลักๆที่พูดถึงเเละถกประเด็นกัน โดยคำนึงถึงเป้าหมายตลอดเวลาโดยที่เป้าหมายในตอนนั้นเป็นการสร้างความรู้   ความเข้าใจ  เเละความตระหนักให้เกิดขึ้นในชุมชน

กระบวนการทางโครงงานที่เคยได้ทำมามีหลักคิดสำคัญที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงการในระดับเยาวชนอยู่ 3 คำหลักๆ ด้วยกัน คือ ขั้นตอนในการเริ่มงาน  ขั้นตอนในการดำเนินงาน เเละขั้นตอนในการสรุปงาน    สักพักหนึ่งที่ได้ระดมความคิดมาวางเป็นขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อเเก้ไขปัญหาในชุมชนเร่มมีการคิดออกเรื่อยๆ โดยมีโจทย์เล็กที่ว่า "จะเริ่มอย่างไร" เเละ "ก่อนที่เราจะไปบอกเขาว่าสารเคมีนั้นไม่ดีเรารู้เเล้วหรือยัง" จึงเริ่มมีคนพูดว่าเราต้องศึกษาสิ่งนั้นให้ดีก่อนที่เราจะถ่ายทอดให้ชาวบ้าน "ฉะนั้นขั้นตอนเเรกเราต้องศึกษาให้ดีก่อน" เเล้วเมื่อได้ศึกษาดีเเล้วจะถ่ายทอดให้ใน "การอบรมชาวบ้านเเละการอบรมเพื่อนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้" เเล้วควรบอกกับชาวบ้านให้มีความรู้  ความเข้าใจ เเละความตระหนักเพิ่มมากขึ้นในการใช้สารเคมีในการเกษตร จึงเป็นจุดเริ่มต้นเเห่งประกายของความคิดในการทำโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน

การศึกษางาน  การดำเนินงาน และการสรุปงาน  โดยเรามีเป้าหมายร่วมกัน คือ ชาวบ้านลดใช้สารเคมีลง โดยวิเคราะห์ได้ว่า เราต้องเน้นที่กลุ่มเยาวชนเพราะผู้ใหญ่ นั้นเปลี่ยนแปลงยาก ถ้าจะให้คุ้มค่าเราต้องนำเยาวชนในหมู่บ้านมาพัฒนาแนวคิด แล้วให้ลูกหลานไปบอกผู้ปกครองของตนเองให้ตระหนักรู้ และเข้าใจถึงพิษภัยและผลกระทบของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร (แนวคิดในขณะนั้น) จนได้ชื่อว่าเป็นฟันเฟืองโมเดลที่มันจะหมุนไปด้วยกันอย่างมีส่วนร่วม

ฟันเฟืองตัวเเรกเริ่มทำงาน

เส้นทางของการทำโครงการที่ยึดหลักแบบเด็กๆที่ว่า "ก่อนที่เราจะถ่ายทอดให้เขารู้นั้น เราจะต้องรู้ก่อน" การศึกษาที่เป็นการค้นหาคำตอบเริ่มขึ้นด้วยเเรงพยายามของฮักนะเชียงยืนทุกๆคน เมื่อเราไม่รู้เราจะไม่สามารถบอกเขาได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร  เป็นมาอย่างไร ถึงต้องศึกษาเพื่อที่จะพัฒนาโครงการที่มีค่ายกิจกรรมเป็นหลักในการพัฒนาแบบเด็กเยาวชน  ถ้าศึกษาในอินเตอร์เน็ตนั้นสิ่งที่ได้อาจไม่เพียงพอ หรืออาจไม่ครอบคลุม จึงต้องมีการลงเข้าไปสัมผัสจริง จากผู้รู้จริง  ณ  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  นับได้ว่าเป็นการเดินตามทางตนเองโดยมองผู้รู้เป็นหลัก เพราะถ้าไม่รู้จะไม่สามารถทำได้เลย เหมือนกับสามเหลี่ยมเคลื่อนภูเขาที่มีผู้ให้ทุน  ผู้รู้ เเละผู้ทำงาน ซึ่งตอนนั้นผู้ให้ทุน คือ ทางมูลนิธิกองทุนไทย  ผู้รู้ คือ เเหล่งเรียนรู้ต่างๆ เเละผู้ทำ คือ ฮักนะเชียงยืน  การที่เราจะยกภูเขาปัญหาขึ้นได้เราต้องมีผู้ให้ทุน   ผู้รู้  เเละผู้ทำงาน "เราจะขาดผู้รู้ไม่ได้" ผู้รู้จึงเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะคอยส่งเสริมให้ผู้ทำงานดำเนินงานได้อย่างราบรื่นขึ้นไปอีกขั้น 

ถ้าลองมาศึกษาดูจริงๆแล้ว   ชาวบ้านรู้ดีว่าสารเคมีนั้นดี หรือไม่ดีอย่างไร หรืออาจรู้ดีกว่าฮักนะเชียงยืนในหลายๆครั้ง เเต่ยังต้องทำเพราะเป็นวิถีชีวิต เป็นอาชีพ  เป็นรายได้  เป็นสิ่งที่จะทำให้อยู่ได้พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว สิ่งที่ฮักนะเชียงยืนทำได้จึงเป็นเพียงการย้ำเตือน  คอยเฝ้าระวังให้เด็กในชุมชนตลอดทั้งชาวบ้านป้องกันตัวเองจากการใช้สารเคมีนี้เพิ่มากยิ่งขึ้น "อยากให้ชาวบ้านป้องกันมากยิ่งขึ้น" เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเขาเองเเละคนในครอบครัว  สิ่งที่ได้กำหนดการทำงานไว้ที่นำมาซึ่งการศึกษาต่างๆ ได้เเก่ ศึกษาดิน  สารเคมี  สารเคมีในดิน  ผลตรวจเลือด  ผลตรวจดิน เเละการสอบถามจากชาวบ้านในชุมชน เป็นเพียงข้อศึกษาในระยะเริ่มต้นที่ต้องปรับอยู่ตลอดเวลาเพื่อความเหมาะสม  เมื่อชาวบ้านรู้ดีแล้ว เราก็จำเป็นต้องตามชาวบ้านให้ทันว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง  เพื่อที่จะดำเนินงานขั้นต่อมา

ฟันเฟืองตัวที่สองเคลื่อนไหว

ครั้งนี้เราจะลงมือทำจริงด้วยตัวเราเอง กลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้เรา คือ เพื่อนๆในโรงเรียนและน้องๆให้เห็นจุดร่วมจุดเดียวกัน คือ การรักษ์บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

โจทย์ที่ใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนเป็นการจะถ่ายทอดให้กลุ่มเป้าหมายรู้ได้อย่างไร รู้ได้วิธีการอย่างไร ถึงจะสามารถทำให้เขาได้รับรู้ในสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารได้มากที่สุด ซึ่งถือว่า "เป็นโจทย์หิน" พอสมควรในสำคัญเยาวชนที่เริ่มทำค่ายกิจกรรมใหม่ "จะออกเเบบกิจกรรมอย่างไรห้เหมาะสม" ซึ่งครุ่นคิดไปในครั้งเมื่อเราได้อบรม  ได้ผ่านกระบวนการต่างๆ เมื่อครั้งที่เราเป็นเด็ก แล้วมาประมวลเเต่ละสิ่งเเต่ละกิจกรรมให้มีความเหมาะสมกับเด็กในระดับมัธยม ที่คิดเพียงว่า "จะทำอย่างไรให้เพื่อนได้เข้าใจ" กับสิ่งที่เรารู้ โดยอยากให้ออกมาจากความคิด อยากให้ออกมาจากภาย "ระเบิดออกมาจากด้านใน" มากที่สุด เพราะมีเพียงใจเท่านั้น การที่จะดึงใจเพื่อนให้ออกมาจึงเป็นขั้นตอนที่ถือว่ายากพอสมควรในกิจกรรมที่ได้ออกเเบบ การถ่ายทอดข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร ประกอบด้วยการสร้างกลุ่มเครือข่ายในชุมชน

กิจกรรมแรกชื่อว่า "เพื่อนบอกเพื่อน"  เพื่อนในที่นี้หมายถึงกลุ่มเพื่อนๆในโรงเรียนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านที่ประสบกับปัญหา โดยที่ชักชวนให้มาเรียนรู้ร่วมกัน พูดคุยเเลกเปลี่ยนกัน เเล้วจากกิจกรรมเน้นไปที่การดึงใจเขาให้ ตัวเขาเองออกมารักษ์บ้านเกิดด้วยตนเอง โดยที่เพื่อนบอกเพื่อน เน้นจุดที่ "การดึงความคิดเเล้วมาพูดคุยกัน" เมื่อได้ดึงความคิดเเล้วได้พูดคุยกันเเล้ว เขาก็รู้สึกว่า "มันเกิดอะไรขึ้น เเล้วควรจะทำอย่างไร" ซึ่ง ณ ช่วงเวลานี้เองที่จะรู้สึกว่า "เราจะต้องรักษ์" หมู่บ้านของเรา รักษาไว้ในนานที่สุด จากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้น มีการระดมความคิดเเล้วพูดคุยกัน ในกลุ่มคนที่ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน จึงทำให้ง่ายต่อการพุดคุยเเลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกัน หลายคนหลากมุมมอง ร่วมสะท้อนชุมชนของตนเองอย่างที่ตนเองเคยรู้จัก กิจกรรมเพื่อนบอกเพื่อนนี้ยังเน้นย้ำไปถึงการอยากให้กลุ่มเครือข่ายจำนวนนี้ ไปพูดคุยกันในครอบครัวของตนเองในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น  ไปพูดคุยกับพ่อ เเม่ เเละคนในครอบครัว ช่วยกันหาทางออก ให้รู้จักการป้องกันมากยิ่งขึ้นในการทำเกษตรกรรม

 เมื่อได้เพียงเด็กในระดับมัธยมจึงถือว่ามีพลังยังน้อย ต้องมีเด็กที่ต้องมาคอยเสริม มาคอยรักษ์ที่เป็นอีกเเรงหนึ่งที่จะคอยช่วยกันให้งานมีพลังมากยิ่งขึ้น   ในชุมชนมีทั้งเด็กโตเเละเด็กเล็ก เมื่อเราได้พัฒนาเด็กโตไปแล้วนั้นสิ่งสำคัญอีกประการ คือ เด็กเล็กๆที่เราจะต้องพัฒนา  "ถ้าได้มุ่งเป้าที่การพัฒนาเด็กก็ให้บริการที่จุดเดียว" ให้ได้หลักที่มั่นคงในการดำเนินงาน โดยมุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก ให้เด็กลุกขึ้นมารักษ์บ้านเกิดของตนเองให้มากที่สุด  ดึงความคิดสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้ออกมาให้มากที่สุด ค่ายนี้จึงจัดในรูปแบบของค่ายที่ผ่านมาเเต่จะปรับให้มีความเหมาะสมกับเด็ก เพราะบางสิ่งสามารถใช้กับวัยเด็กโตได้ผลเเต่บางสิ่งสามารถใช้กับเด็กเล็กไม่ได้ผล ซึ่งการปรับเพื่อความเหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการระดมความคิดกันของฮักนะเชียงยืน ที่อยากปลูกฝังให้เด็กลุกขึ้นมารักษาบ้านเกิด

ค่ายนี้จึงชื่อว่า ค่ายรักษ์บ้านเกิด เป็นค่ายที่จะคอยดึงใจให้รักษ์บ้านเกิดออกมาในเด็กระดับประถมศึกษาโดย ณ ครั้งนั้น เน้นไปที่กิจกรรมที่มองว่าจะสามารถทำให้เด็กสามารถลุกขึ้นมาเเสดงออกว่า "บ้านเกิดของตนเอง ตนเองต้องรักษา" โดยมีการชวนคิดจากฮักนะเชียงยืนเเล้วมีกลุ่มเครือข่ายเข้ามาช่วยในกิจกรรม ชวนคิดโดยเครื่องมือการคิด มีฐานความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ควรอนุกรักษ์ไว้ชั่วลูกหลาน นำมาสรรค์สร้างให้กลายเป็นกิจกรรมโดยมีหลักคิด คือ การนำวัฒนธรรมเดิมมาให้เด็กๆได้มองเห็น  นำประเด็นผลเสียเรื่องสารเคมีมาให้เด็กๆได้มองเห็น  เเล้วมีการลงเก็บตัวอย่างดินให้เด็กๆได้เห็น เพราะเมื่อได้เห็นเเล้วมักจะเข้าใจง่าย "เพราะมองเห็นภาพ" มองเห็นบริบทที่เเท้จริง

จากการดำเนินงานมาทั้งหมดทั้งกิจกรรม สิ่งที่ถือว่าได้รัรู้มากที่สุด คือ เด็กมีความเข้าใจในประเด็นเรื่องของการทำเกษตรของครอบครัวพอสมควรเพราะในหลายๆครั้งหรือในทุกๆครั้งเด็กๆมักจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ปกครองอยู่เป็นนิจเพราะนั่นเป็นอาชีพของครอบครัวเปรียบเหมือนกับธุรกิจในระดับครอบครัวที่ต้องช่วยกัน ฮักนะเชียงยืนเลือกที่จะพัฒนาความคิดตั้งเเต่เด็กๆ เพราะคาดหวังว่าเด็กจะป้องกันตนเองมากยิ่งขึ้น เด็กจะไปพูดคุยกับครอบครัวของตนเองมากยิ่งขึ้น กิจกรรมทั้งหมดนั้นเน้นเข้าไปที่การดึงใจให้รักษ์บ้านเกิด เมื่อมีใจรักษ์บ้านเกิดเเล้วนั้น ความตระหนักย่อมบังเกิดขึ้นในทัศนคติ  "เเววตาของเด็กๆที่น่าใคร่ครวญ" เเววตาที่เด็กคนหนึ่งในฮักนะเชียงยืนเชื่อว่าสักวันหนึ่งเด็กๆกลุ่มนี้จะต้องลุกขึ้นมารักษาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง  หวังว่าเขาจะลุกขึ้นมาอย่างเป็นต้นกล้าที่เข้มเเข็ง  หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อเขาได้ลุกขึ้นมาเเล้วนั้นเขาจะมองเห็นชุมชนเเล้วพัฒนาชุมชนของตนเองให้เหมาะสมจากภายใน ฟันเฟืองของฮักนะเชียงยืนยังคงดำเนินต่อไปตามกลไกของฟันเฟือง

 ฟันเฟืองตัวสุดท้ายเริ่มเคลื่อนที่

เดินมา เดินมา เดินไป เดินอยู่ในทางที่เเสนยาวไกล หลายครั้งก็เหมือนอยู่ในเขาวงกตที่ยากจะหาทางออก หลายครั้งก็เหมือนเดินอยู่ในที่โล่งเเจ้งที่มีเเต่เเสงสว่าง เเล้วอีกในหลายๆครั้งก็เหมือนเดินหลงทางกันให้วุ่นวายตลอดเส้นทาง เดินมาจนถึงหลักกิโลที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งเเต่การระดมสมอง วางเเผนงาน เดินมาถึงฝั่งเเรกของเส้นทางในฮักนะเชียงยืนรุ่นที่ ๑ "ค่ายกิจกรรมปลูกรักษ์บ้านเกิด" ถือกำเนิดขึ้นอย่างมีความผสมสานวิธีการที่จะสื่อสารกับชุมชน จากกิจกรรมเเรกที่ได้ทำ สิ่งที่ได้ศึกษาเเรกๆที่ได้ศึกษา รวบรวมมาถ่ายทอดให้ชุมชน โดยมีความหวังว่าชุมชนจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นในสิ่งที่ฮักนะเชียงยืนได้ทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ออกมาเป็นรูปแบบของกิจกรรมที่มีทั้งการเเสดงละคร  กิจกรรมฐาน การเดินรณรงค์ เวทีเสวนา  นิทรรศการ เเละเอกสารเเจ้งผลการตรวจดินที่ฮักนะเชียงยืนได้ตรวจเเก่ชาวบ้านในกลุ่มตัวอย่างในชุมชน เป็นค่ายสรุปโครงการลดมลพิษฟื้นชีวิตดิน ณ โรงเรียนบ้านเเบกสมบูรณ์วิทย์ ในกิจกรรมนี้มีน้องฮักนะเชียงยืนรุ่นที่ ๒ เข้ามาช่วย มีพี่กลุ่มเครือข่ายเข้ามาช่วย อีกทางหนึ่งเพื่อให้งานออกมาได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ในฮักนะเชียงยืนปีเเรกที่จัดทำค่ายสรุปโครงการนี้มีสิ่งที่ได้เรียนรู้สำคัญ คือ ชาวบ้านไม่สามารถเลิกได้ เเต่ชาวบ้านสามารถลดได้ ด้วยการลดนี้เองจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้บรรลุเป้าหมายต่อไปในฮักนะเชียงยืนรุ่นที่ ๒ ความฝันของรุ่นที่ ๑ ซึ่งถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย คือ ตลาดเขียว ซึ่งคาดหวังว่าฮักนะเชียงยืนรุ่นต่อไปจะเข้ามาพัฒนางานต่อไป 

 ในช่วงเวลาของกิจกรรมมีคนอาสาต่างๆเข้ามาช่วยทำให้งานสามารถเคลื่อนไปได้อย่างยืดหยุ่น ทุกๆคนมีบทบาทมีหน้าที่ เเต่ไม่ยึดติดกับบทบาทหน้าที่ของตนเองจนเกินไป "รอยยิ้ม" ที่ได้เห็นจากพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เป็นรอยยิ้ม "ที่วิเศษที่สุด" เป็นรอยยิ้มเเห่งนักพัฒนา เเววตาของน้องทำให้พี่มีเเรงบันดาลใจต่อไป  ๑ ปีเต็มที่ได้เคลื่อนฟันเฟืองมา ระยะเวลาไม่ใช่เครื่องกำหนดเพียงอย่างเดียวยังมีสิ่งหนึ่งที่กำหนด คือ ระยะทางเเห่งการเดินทาง  การเดินทางที่ถึงหลักกิโลนี้เป็นเพียงหลักกิโลเเรกที่ถึง เป็นเเพียงประตูเเรกที่ถึง เเต่งานอาสาต้องมีประตูถัดไป มีหลักกิโลต่อไป อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ผลแห่งการทำงาน พบว่าจากที่เราได้ดำเนินมาตลอดระยะเวลา ปีเศษๆนั้น ชาวบ้านยังไม่ลดใช้สารเคมี เพราะเรายังไม่ไม่เห็นทุน ผลเลือดของชาวบ้านอยู่ในระดับเสี่ยง แมลงดื้อยา และผลผลิตถูกดัดแปลงพันธุกรรม  และสุขภาพไม่ดี ซึ่งก็เป็นข้อสังเกตุที่ได้เห็น   ชาวบ้านรู้ทุกอย่าง  หลายคนๆคนรู้ดีกว่าเราเสียอีก  แต่ไม่มีทางเลือก  เพราะเป็นอาชีพ เป็นรายได้  แต่ภายใต้ปัญหาที่ร้อนระอุ ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งเตรียมที่จะลุกขึ้นมาช่วยฮักนะเชียงยืน คือ เด็กในชุมชน ซึ่งต่อมาก็ได้เข้ามาเป็นฮักนะเชียงยืนรุ่นหลัง  ชาวบ้านยังไม่ลดใช้สารเคมีเป็นโจทย์หลักให้เราทุกคนก็ต้องคิดกันต่อไป

ปีสองส่องแสง

            ในปีแรกเราเดินด้วยคนนอกชุมชน แต่ในคราวนี้ปีที่สอง เราจะเดินด้วยเด็กในชุมชนลงอดูว่าจะเกิดผลอย่างไรขึ้น ปีที่สองนี้ สมาชิกฮักนะเชียงยืนส่วนใหญ่เป็นเด้กในชุมชนทั้งหมดซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นผลผลิต หรือเขาเข้ามาสนใจรักษ์บ้านเกิดของตนเองด้วยการพาตนเอง มาเรียนรู้บ้านตนเอง  มาในครั้งนี้มีแนวคิด ด้วยว่าการถ่ายทอดข้อมูลลงสู่ชุมชนของรุ่นแรกนั้น ยังไม่เข้าถึง ทำให้ยังไม่เกิดผลอะไรต่อชุมชนมากมาย ปีนี้เราจะนำศิลปะมาใช้ร่วมกับการดำเนินงานของเรา จากข้อค้นพบปีแรก เราจะเดินด้วยการมองตนเองโดยมองผู้รู้ โดยจะนำสิ่งที่ฮักนะเชียงยืนรุ่นที่ หนึ่ง ได้ค้นพบมาสร้างเป็นละครเร่ เพื่อที่จะให้ชาวบ้านมีความสนใจมากยิ่งขึ้น แล้วจะจัดค่ายเน้นพัฒนาเด็กในชุมชนให้ลุกขึ้นมารักษาบ้านเกิดของตนเอง แล้วจะให้ผู้ปกครองมาร่วมกับค่ายสุดท้าย คือ วันแห่งการเรียนรู้บ้านของตนเอง ที่ได้กำหนดไว้ในแผนงานที่ได้จากการระดมสมองกัน  ภาพฝันของเราคือ อยากให้ชาวบ้านมาปลูกเกษตรปลอดภัย ที่ใช้สารเคมีน้อยที่สุด ความฝันสูงสุด คือ มีตลาดเขียวเกิดขึ้นในชุมชน

เรียนในห้องเกษตร

ระดมสมองกันพักหนึ่งที่ว่าอยากให้ชาวบ้านอยู่กับเกษตรพันธะสัญญาได้โดยไม่ต้องเลิกใช้สารเคมี  ก็มาถึงการศึกษางาน  สิ่งเเรกๆที่ต้องคิดคือ เรารู้หรือยัง รู้สิ่งที่เราต้องพัฒนาเขาหรือยัง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำคัญของทุกๆสิ่งที่ต้องทำก่อนดำเนินงานหรือทำในขณะทำเนินงานหรือหลังดำเนินงาน จากโมเดลที่ได้ตั้งไว้ร่วมกันเเล้วนั้นนำมาสู่การดำเนินงานโดยขั้นเเรกๆเป็นการเรียนรู้เพื่อไปถ่ายทอด ศึกษาเพื่อนำข้อมูลคืนลงสู่ชุมชน โดยโมเดลที่ได้ตั้งไว้ฮักนะเชียงยืนเดินอยู่ในวิถีของเกษตรที่ไฃใช้สารเคมีน้อยที่สุด โดยที่เราไม่สามารถดันประตูหิน "เกษตรพันธะสัญญา" ออกไปได้ ก็ต้องอยู่ร่วมกัน โดยที่วีธีในการอยู่ร่วมกันนี้มุ่งเป้าให้ใช้สารเคมีน้อยที่สุดในการทำเกษตร โดยใช้วิธีการทางเกษตรอินทรีย์เข้ามาผสมผสาน เเล้วค่อยๆลดการใช้สารเคมีลง โดยเน้นที่กลุ่มเป้าหมายก่อนในชุมชน  เมื่อมุ่งหวังให้ชาวบ้านให้เกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น เมื่อเรายังไม่รู้ สิ่งที่เราต้องทำจึงเป็นการศึกษาเรียนรู้ ณ เเหล่งที่สามารถให้ความรู้ได้อย่างชัดเจน ตรงกับวัตุประสงค์ที่อยากศึกษา  ฮักนะเชียงยืนจึงต้องสรรหาหน่วยงานที่สามารถให้ความรู้ได้ โดยในครั้งนี้หน่วยงานที่ถ่ายทอดความรู้ให้ คือ สำนักงานเกษตรจังหวัดขอนเเก่น โดยก่อนที่จะไปศึกษานั้น พี่เลี้ยงฝึกหัดเเละครู พากันไปติดต่อประสานงานด้วยตนเองเพราะ เป็นมารยาทที่พึงปฏิบัติในการประสานงาน เเล้วยังเป็นเครื่องย้ำเตือนด้วยว่า เรามีตัวตน เเล้วเราจะมาเรียนรู้จริงๆ  พอหลังจากนั้นไม่นานที่ประสานงานนัดวันที่จะไปเรียนรู้ ฮักนะเชียงยืน ทั้งกลุ่มก็เดินไปเรียนรู้ซึ่งก็ถือว่าไม่ไกลนักจากโรงเรียน  เดินทางมาถึงสำนักงาน ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ฮักนะเชียงยืนยิ้มเเย้มอย่างมีกำลังใจ

ฟังการบรรยายอย่างเป็นกันเองของ"ครู"คนหนึ่ง ท่านบอกว่าทุกวันนี้ชาวบ้านเราใช้สารเคมีกันเยอะมาก ซึ่งสารเคมีที่เราใช้กันในทุกๆวันเหล่านี้จะไปทำให้ธรรมชาติที่เกิดความสมดุลในตัวมันเองอยู่เเล้ว ขาดความสมดุลนั้นไป โดยสักเกตุว่า  เมื่อเเมลงตัวหนึ่งไปกัดกินพืชชนิดหนึ่ง เมื่อพืชชนิดหนึ่งนั้นถูกกัดกิน พืชต้นนี้เองก็จะสร้างสารบางสิ่งบางอย่างออกมา เมื่อเเมลงได้กินอีกครั้งก็จะรู้สึกว่า ไม่อยากกิน หรือ ไม่อร่อย ฯ ถ้าเราฉีดสารเคมีใส่ในเเปลงสวนของเราเอง ก็จะทำให้เเมลงที่เป็นทั้งเเมลงดีเเละเเมลงร้ายนั้นตายไปด้วยธรรมชาติถ้าอยู่เพียงตนเองจะมีระบบรักษาสมดุลของตนเอง ถ้าใช้สารเคมีลงไปจะทำให้สมดุลนั้นตัดขาดลงจนเกิดเป็นปัญหาต่างๆ เช่น แมลงศัตรูพืชมากัดกินผักในสวนจำนวนมาก  แมลงวันมีจำนวนมาก  ตั๊กแตนมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการทำเกษตรที่เกิดขึ้น เมื่อวิธีการของสารเคมีหลายๆสิ่งทำให้สมดุลของตัดขาดลงไป  วีถีอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่จะทำให้ธรรมชาติสมดุลมากยิ่งขึ้น  โดยมีปุ๋ยหมักชีวภาพ  น้ำหมักชีวภาพ  ปุ๋ยดินปลูก  สารสกัดจากธรรมชาติในการป้องกันศัตรูพืช ฯ   ฮักนะเชียงยืนมาเรียนรู้ในครานี้  หลายๆคนมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันออกไป แต่จุดร่วมของทุกคนที่เหมือนๆกัน คือ เกษตรอินทรีย์ วิธีการทำเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี  หลังจากฟังการบรรยายฟังใหญ่ ก็ถึงเวลามาลงมือปฏิบัติ  “ทำทันที” เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติ เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่สามารถนำมาถ่ายทอดให้กับชุมชน

 ละครเร่เปิดประเด็น

            จากที่ได้ศึกษาวิชาการและวิชาพื้นบ้าน  แล้วพบว่าในตอนนี้นั้นเราไม่สามารถผลักประตูนี้ออกไปได้ เพราะสิ่งนี้นั้นต้องใช้ระยะเวลา เเล้วเครื่องมือที่สำคัญพอสมควร เมื่อไม่สามารถดันออกได้ ก็ต้องอยู่กับสิ่งนั้น อยู่กับพันธะสัญญา จึงเป็นการอยู่ร่วมกันของชาวบ้านที่ทำเกษตรกับพันธะสัญญา โดยที่รุ่นที่สองได้มุ่งเป้าไปที่ ชาวบ้านกลุ่มเป้าหมายประมาณ ๒๐ คน ซึ่งต้องเริ่มมาจากจุดเล็กๆ เเล้วค่อนขยายขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือน "น้ำที่ซึมซับ" ฮักนะเชียงยืนใช้เเนวทางการซึมซับนี้ผ่านทางกิจกรรมค่ายซึ่งในรุ่นที่สองนี้นำผลจากรุ่นที่หนึ่งมาพัฒนาต่อ ที่เหมือนกับ "การต่อยอดไปอย่างไม่มีสิ้นสุด" จนกว่าจะทำให้ชาวบ้านอยู่กับเกษตรพันธะสัญญาได้   ละครเปิดประเด็นจึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาเข้าช่วยทำให้ลงชุมชนอย่างสบายใจขึ้นด้วยทุนของความเป็นเด็กในชุมชน  "งานละครเปิดประเด็น" ที่มีความคาดหวังหลัก คือ การได้พูดคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านร่วมมือ กับเด็กๆ เเล้วพัฒนาที่ชาวบ้านกลุ่มเป้าหมายเล็กๆเสียก่อนค่อยๆไปขยายเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น จากการพูดคุยกับชาวบ้านอย่างเปิดใจ พบว่า ชาวบ้านรู้ทุกอย่างแต่ไม่มีทางเลือก  มีคนได้รับผลกระทบในชุมชนชัดเจน  หลายๆคนเป็นหนี้  ฯ ซึ่งจากการเปิดประเด็นนี้ จะนำชาวบ้านที่สนใจและเด้กที่สนใจไปร่วมดูงานเกษตรอินทรีย์ เพื่อทำการ ริเริ่มการปลูกเกษตรปลอดภัยในชุมชนมากที่สุด  ทุนใดก็ไม่ยั่งยืนเท่าทุนในชุมชน หากเราหวังพึ่งแต่ชทุนภายนอกนั้น เราก็เหมือนว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย  การเปิดประเด็นในครั้งนี้ก่อเกิดเครือข่ายสำคัญ เราอยู่คนเดียวไม่ได้เราต้องมีเครือข่ายถึงจะเป็นโครงสร้างที่มั่นคง มีมหาวิยาลัย  มีอำเภอ มัเกษตรต้นแบบเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน

วกวน

พอเดินๆมาถึงจุดๆนี้ ตั้งแต่ปีแรกมายังปีสอง ปีแรกเราเป็นเยาวชนแกนนำส่วนปีที่สองนี้เราก้าวขึ้นมาเป็นพี่เลี้ยงโครงการ  ก็จำต้องมาทบทวนงานทบทวนเป้าหมายกันใหม่ หรืออาจเรียกว่า AAR กันใหม่ เมื่อมองเป้าหมายของตนเอง ที่ได้ตั้งเป้าเอาไว้นี้ในปีแรกคือ ชาวบ้านลดการใช้สารเคมี ปรากฏว่าชาวบ้านยังไม่ลด  มาถึงปีที่สอง เน้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย คือ ชาวบ้านกลุ่มเป้าหมาย 20 ครัวเรือนลดการใช้สารเคมี  ซึ่งในขณะนี้กำลังดำเนินอยู่ ปรากฏว่ายากมาก เราตั้งความคาดหวังสูงเกินไปตั้งแต่แรก การที่ชาวบ้าน1หรือ2คนลลดการใช้สารเคมีลงนั้นก็ถือว่าดีเกินคาดแล้ว   ต่อมาไม่นานก็ไดเห็นประเด็นอื่นๆ คือ ชาวบ้านไม่รู้วิธีการป้องกันตัว และ ไม่รู้วิธีในการใช้สารเคมี  ซึ่งทั้งหมดนี้มีประเด็นขึ้นมาเยอะมาก จากประเด็นสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรแบบเกษตรพันธะสัญญา  เมื่อเปิดประเด็นแล้วสิ่งสำคัญที่เราต้องมาใคร่ครวญกันก็ คือ มาวิเคราะห์ประเด็นแล้วจับประเด็นให้ได้  จากที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าชาวบ้านลดการใช้สารเคมีลง  เรากลับมาสร้างจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้กับเด็กๆเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้มองวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายของตนเอง  แล้วจึงเริ่มที่จะจับประเด็นของตนเองได้ โดยถ้าเราสามารถบอกชาวบ้านให้ใช้สารเคมีอย่างถึกวิธีได้ ชาวบ้านก็อาจลดการใช้สารเคมีลง และป้องกันตัวเองให้มากที่สุดก็เป็นได้ ข้อนี้เป็นข้อคิดที่เราต้องใคร่ครวญ คือ การจับประเด็นและชี้ชัดในประเด็นนั้น

 แสงสว่างแห่งกำลังใจ

หลังจากอยู่ในภาวะวกวนมาได้สักพัหนึ่ง หนทางก็เริ่มกระจ่างใจขึ้น จากการเริ่มที่จะจับประเด็นของตนเองได้ เป็นบทเรียนอีกครั้งว่า เราต้อง ทบทวนตนเอง AAR ตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเดินจมไปเมื่อไหร่ ทำงานกับชุมชน เรารักษาบ้านเกิดเมืองนอน นั้นไม่มีหลักสูตรบอกว่าต้องทำอย่างนี้ๆ แต่หลักสูตรเราสร้างขึ้นเอง จากการดูความจริงแล้วปฏิบัติ  ในการทำงานนั้นมีปัญหาหลายๆอย่างอาจไม่เข้าใจกันบ้างก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อมาเปิดใจกันแล้ว ก็ทำให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น งานที่เดิน ไม่ได้เดินด้วยกาย แต่เดินด้วยใจ ถ้าใจเดินไปได้งานก็เดินไปได้

งานสิ่งแวดล้อมเป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จเพราะเป็นงานที่มีพฤติกรรมของคนเราเป็นแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา  จากที่ได้เดินทางมาแรมปีเศษๆ บางครั้งก็มานั่งพักผ่อนอยู่คนเดียว มานั่งคิดเล่นๆอยู่คนเดียว หลายๆครั้งทำงานทำงานจนไม่มีเวลาได้พักแต่ก็พยายามให้ใจเราคิดว่า การทำงานคือการพักผ่อนอย่างหนึ่ง ในช่วงปีแรกเริ่มที่เข้ามาทำงานกับชุมชน ปัญหาที่เกิดขึ้นในภายนอก คือ ปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลาที่เวลาของชาวบ้านกับเวลาของนักเรียนอย่างเราไม่ค่อยตรงกัน จึงต้องมีความยืดหยุ่นบ้างเพื่องาน ปัญหาภายใน คือ ความไม่เข้าใจกันซึ่งก็ถือว่าเป็นธรรมดาของเด็กๆ แต่ก็ผ่านมาได้เพราะการเปิดใจให้กันรับฟัง จากปีแรกผ่านมาปีนี้มาเป็นบทบาทพี่เลี้ยงอย่างเราเขามีข้อห้ามด้วยว่า “ห้ามท้อ” เราก็เลยไม่เคยท้อให้คนเห็น หลายๆครั้งที่เราเริ่มหมดกำลังใจก็ให้มองคนที่เขาไม่มีโอกาสเหมือนอย่างเรา ให้มองคนที่มีความพยายามมากกว่าเรา มองคนรอบตัวเรา พลังใจของผมนั้นยังเต็มเปี่ยมอยู่ด้วยความฝันส่วนตัวของผมเอง คือ การเป็นนักพัฒนาคน แต่เด็กอาจท้อได้ง่าย แรงบันดาลใจอาจลดลงได้ง่ายๆหากรู้สึกว่าทำแล้วมันไม่ค่อยเกิดผลอะไร เพราะมันต้องใช้ระยะเวลาพอสมวครในการเปลี่ยนแปลง ผมเองก็พยามยามแต่งเพลงขึ้นมาหลายๆเพลงโดยเฉพาะแต่งเพลงในเด็กๆแต่ละคน เพื่อมีความหวังว่า สักวันหนึ่งซึ่งเมื่อเขาจะอยู่ในสถานะหรือบริบทใดก็ตาม เขาต้องมามองเพลงที่ผมเองให้กับเขา แล้วเขาอาจมีแรงบันดาลใจอันสักอย่างลุกขึ้นมารักษาบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งจะเกิดผลอยู่ในระยะยาวก็เป็นได้  มีคนเคยถามผมว่าผมจะหยุดเมื่อไร ผมเองก็ตอบเขาไปว่า จะหยุดเมื่อ ลาจากโลกนี้ เพราะสังคมนี้ยังต้องการโอกาส  และยังมีปัญหาอีกเยอะ เราต้องช่วยกัน เราต้องลุกขึ้นมา หากเรายังหลับอยู่เราก็จะอยู่อย่างนั้นไปตลอดชีวิต

วันนั้นถึงวันนี้

จากวันนั้นที่เราเคยทำตัวเหมือนกับคนทั้วๆไป ทำตัวตีกรอบให้กับตนเองในด้านการเรียน พอมาถึงวันนี้ ความคิดของผมนั้นเปลี่ยนไป จากที่เคยมองโลกวัตถุนิยมว่าสวยงาม มาในคราวนี้เริ่มมองใหม่ว่ามันเป็นเพียงวัตถุนิยมแล้ว  จากที่เคยมองว่าเราต้องเรียนๆ ต้องเน้นที่การเรียนให้ห้อง มาในคราวนี้ก็มานั่งนึกเล่นๆว่า เรามีเรียนรู้อยู่ให้ห้องเรียนแห่งชีวิตจริง ได้เรียนรู้เยอะกว่าเรียนอยู่ในห้องเรียนเสียอีก  ที่เขาว่ากันว่าเด็กกิจกรรมทำให้ความรู้ลดน้อยลง เกรดลดน้อยลง  ผมเองก็มองว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเพราะการเป็นเด็กกิจกรรมนี่ล่ะ ที่ทำให้เราขยันขึ้น

หลายๆครั้งที่มักพบเจอกับคำพูดที่คอยย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า "ทำไปทำไม ทำเเล้วได้อะไร" ซึ่งเป็นคำถามที่ถือว่า "กระเเทกใจ" ในความรู้สึกเเบบเด็กๆเป็นอย่างมาก ในขณะที่เรากำลังทำงานที่อยู่ในช่วงของกิจกรรรมอยู่นั้น มีครูหลายๆคนเข้ามาถามว่า "เธอทำอะไร ทำไปทำไม ทำเเล้วได้อะไร" เมื่อได้ฟังคำถามเหล่านี้เเล้วเราควรคิด ไปคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้น ถูกต้องไหม เราทำเหมาะสมไหม เเล้วทำเเล้วเราได้อะไร ซึ่งคำของครูดังกล่าวทำให้ได้ย้อนมองถึงตนเองอีกครั้ง ในที่สุดหลังจากพอได้คิดอย่างดีเเล้ว ทบทวนตนเองอย่างดีเเล้วก็ได้คำตอบที่เเท้จริงว่าเราทำไปทำไม เราทำเเล้วเราได้อะไร ซึ่งคำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน เเต่อยู่ที่เรา

คำถามดังกล่าวของผู้ใหญ่หลายคนที่ไม่ว่าจะเป็นครู หรือพ่อเเละเเม่ ล้วนเเต่ถามคำถามเดียวกัน ในบางครั้งบางทีความรู้สึกที่ได้จากการถามเช่นนี้ก้อาจทำให้เด็กบางคนร้องไห้ขึ้นมาได้เลยทีเดียว ในช่วงเวลาของโครงการที่ทำนั้น หลายครั้ง หลายทีที่ต้องมีการคุยงานกันที่ต้องประชุม อาจกลับค่ำบ้าง กลับช้าบ้าง หลายๆครั้งครอบครัวก็ไม่เข้าใจ เมื่อมาที่โรงเรียน ในหลายๆครั้งครูก็ไม่เข้าใจ จึงเป็นเเรงบีบทั้งครอบครัวเเละโรงเรียนที่ไม่เข้าใจจากภายนอก เเต่ภายในยังมีพลังใจที่จะทำ ยังมีจิตวิญญาณ ที่จะทำ ทุกครั้งก็ต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี ให้เหมาะสม ซึ่งเป็น "โจทย์หลัก" ของเด็กที่ทำงานจิตอาสาในเวลาเรียน  หลายช่วงเวลาที่ต้องหยุดบ้างให้มีเวลาได้อยู่บ้านกับครอบครัว  หลายช่วงเวลาที่ต้องบริหารในเรื่องเวลาเรียนให้ทันบ้าง เเละหลายช่วงเวลาก็ต้องคุยกับครูผู้สอนบางราบวิชาให้ท่านได้เข้าใจบ้าง มีหลายสิ่ง หลายอย่างที่ต้องทำให้มีความเหมาะสม   ส่งผลทำให้ครูหลายท่านเริ่มเข้าใจ ส่งผลทำให้ผู้ปกครองในครอบครัวได้เข้าใจ เมื่อทั้งสองปัจจัยได้เข้าใจเเล้วจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างสะดวก ด้วยเหตุ คือ สังคมนี้ บ้านเกิดเมืองนอนนี้ไม่ช่วยกันดูเเล เเล้วใครจะมาดูเเล 

จากวันนั้นที่เราชอบอยู่ในมุมแคบๆ แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเรากล้าเป็นผู้นำ เรากล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น เราคิดมากขึ้น เราเรียนรู้ เรายอมรับตัวตนของตนเองในแง่ลบที่คนอื่นวิจารณ์ได้ดี และพยายามแก้ไขแง่ลบนั้นให้ดีขึ้นตามความเป็นตัวของเรา การยอมรับและปรับตัวเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่เราควรกระทำอยู่เป็นนิจ แล้วนอกการการยอมรับกันและกันแล้วในการคุยกันแต่ละครั้งควรระงับอารมณ์ที่จะนำไปซึ่งความขัดแย้งหรือที่เรียกว่าการห้อยแชวนความรู้สึกไว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ชี้ชัดความฝันของผมเองให้ตนเองได้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ภาพฝันเล็กๆ

ภาพฝันเล็กๆที่อยู่ในใจ คือ การที่ชุมชน การที่ชาวบ้านลดการใช้สารเคมีลง เพื่อที่จะเกิดผลดีต่อสุขภาพและดิน ช่วยฟื้นฟูให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ความฝันสูงสุด คือ อยากให้ชาวบ้านหันมาปลูกผักปลอดภัยหรือปลอดสารเคมีเพื่อกินเอง ผู้ใหญ่จะได้อยู่กับลูกหลานไปนานๆ แต่ภายให้ความฝันนั้น เรายังต้องผ่านความจริงไปอีกเยอะที่ตอนนี้กำลัง สร้างความเข้าใจให้ชาวบ้านใช้สารเคมีอย่างถูกวิธีแล้วป้องกันอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งกำลังชวนลูกๆและพ่อๆแม่ๆในชุมชนหันมาทำเกษตรแบบปลอดภัย ปลูกผักปลอดสารกินเอง แต่กว่าจะถึงฝั่งฝันนั้นยากพอสมควร ทุนที่มีอยู่ในชุมชนนั้นจะช่วยให้งานเรายั่งยืนอยู่ได้มากกว่าทุนภายนอก  

งานสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นงานที่ไม่เสร็จเพราะเป็นงานที่ต้องต่อสู้กับทัศนคติของคน แต่ของเราไม่ได้ต่อสู้กับทัศนคติธรรมดา คราวนี้เรากำลังสู้กับอาชีพ สู้กับรายได้ของคน จึงเป็นโจทย์ชีวิตจริงที่ยากพอสมควรในมุมแบบเด็กๆ ฝันเล็กๆของเราอาจเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง อันนี้คนรุ่นหลัง น้องๆรุ่นต่อไปคงต้องมารับหน้าที่นี้ต่อไป น้องในชุมชนนี้เองยังต้องใคร่ครวญกันอีกต่อไป  

สิ่งที่เราต้องคิดเป็นหลัก คือ การฟื้นฟูความคิดคน เมื่อฟื้นฟูความคิดคนได้ เราก็จะฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ทั้งทางธรรมชาติ ทางสังวัฒนธรรม ทางเศรษฐกิจ ฯ เด็กๆและผู้ใหญ่ควรเห็นค่าในประเด็นนี้ เพราะเราล้วนเป็นคนบ้านเดียวกัน มาร่วมกันมอบโอกาส มาร่วมกันแก้ไขปัญหา มาร่วมกันเรียนรู้ในห้องเรียนของชีวิตจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขียน:

ความเห็น (2)

เขียนเป็น “บันทึก” น่าจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะมันยาวมาก

ถ้าเป็นบันทึกแล้วก็ดีมากครับ