อนุทิน 134666 - ธีระวุฒิ ศรีมังคละ

เรื่องเล่าเล็กๆ ... ของชายคนนี้ ... 

ฟื้นความคิดคน ฟื้นชีวิตดิน

ธรรมชาติ คือ ชีวิตของมนุษย์  “เราจำเป็นต้องพึ่งธรรมชาติในการดำเนินชีวิต  แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งเราในการดำเนินชีวิต”  เป็นบทความที่ผมมองว่า ถ้ามนุษย์เรานั้นไม่มีธรรมชาติจะดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไร  ปัจจัยในการดำเนินชีวิตทั้ง 4 อย่างคือ อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ล้วนต้องพึ่งธรรมชาติทั้งสิ้น  ในขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์พึ่งพาธรรมชาติมากๆนั้นก็ต้องส่งกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติเอง  โดยการบั่นทอนทรัพยากรให้ลดลงไปทุกวัน   ดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ไม่มีภูเขา แต่มีแม่น้ำ มีพื้นดินอันกว้างใหญ่ มีป่าอยู่เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก  เป็นสะดืออีสานที่เรียกว่ามหาสารคาม  ธรรมชาติบ้านของเรานี้มีความสวยงามของตัวมันเอง   

ท้องฟ้ายามตะวันตกดินที่สวยงาม ตะวันส่องแสงมายังทุ่งนา จนทอประกายระยิบระยับสวยงาม บ้านเกิดของเรานี้มองมุมนี้ก็แสนจะอบอุ่น มีทุ่งนาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ใช้ขีวิตอยู่อย่างคนชนบทที่แสนเรียบง่าย  อรุณเบิกฟ้า  พาดผ่านตาให้ชวนเห็น  ลมร้อนเเละลมหนาวสลับสับเปลี่ยนผ่านเป็นฤดูกาลใหม่ เสียงดังสงัดเริ่มขึ้นก้องในหู บ่งบอกถึงเวลาที่สมควร  เวลาที่ต้องเข้าอีกสังคมหนึ่งที่สำคัญ "ถึงเวลาเเล้วหลังจากการพักผ่อนมานานเเรมเดือน" ชายคนหนึ่งพูดกับตนเองด้วยถ้อยคำง่ายๆเเล้วลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อเตรียมเดินทางไปโรงเรียนโดยรถรับจ้างรายเดือน ขมุกขมัวอยู่ในการทำภารกิจส่วนตัวก่อนไปโรงเรียนอยู่ครู่ใหญ่ๆ อยู่ในกาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว "สายเเล้วหรือนี่" เขาหันมามองดูนาฬิกาอยู่ครู่หนึ่งเเล้วรีบจัดของเพื่อไปโรงเรียนโดยรถยนต์รับจ้างประจำเดือน  พอเดินทางมาถึงรถยนต์ที่นั่ง ก็ถูกรายรอบไปด้วยสายตาที่เป็นอวัจนภาษาที่สื่อสารได้ชัดเจน ที่สื่อสารออกมาว่า "เขามาสาย" หลังจากนั้นจึงขึ้นรถเเล้วออกเดินทางสู่โรงเรียน "วันนี้เป็นวันลงทะเบียนเรียนเป็นครั้งเเรก เเล้ววันนี้เราจะได้ขึ้นชั้นม.๔อย่างเต็มตัว เราจะได้ขึ้นม.ปลายเเล้วนะ" เขาบอกกับตนเอง "วันนี้ได้อยู่ห้องใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆจะมีใครบ้างนะ" ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ! 

เดินๆไปรอบโรงเรียนเห็นป้ายปิดประกาศประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานแห่งหนึ่งที่เขาสนับสนุนการตั้งกลุ่มเยาวชนขึ้นมารักษาสิ่งแวดล้อมบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งผมเองก็เมินเฉยอยู่หลายวันพอสมควร แล้ววันหนึ่งก็เดินมาอ่านอีกครั้ง มีเพื่อนๆมีดูด้วย ด้วยความเป็นช่วงวัยที่อยากพบเจอกับสิ่งใหม่ๆและโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทาย จึงชวนเพื่อนๆตั้งกลุ่มแล้วลองส่งไปดู  ลองโทรศัพท์ไปสอบถามว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงจับกลุ่มมาพูดคุยกัน ว่าจุดประสงค์ของการตั้งกลุ่มของเรานี้ คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เมื่อเราตั้งกลุ่มแบบเด็กๆแล้ว ว่าจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัญหา คือ แล้วสิ่งแวดล้อมที่เราจะรักษานั้น คือ อะไร จึงต้องกลับไปทบทวนบ้านเกิดของตนเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จึงได้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มเยาวชนฮักนะเชียงยืน  พอทุกคนมาคิดทบทวนบ้านเกิดของตนเองก็มีประเด็นหนึ่งที่น่ารักษาไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น คือ ปัญหาน้ำเน่าเสียที่ชุมชนแห่งหนึ่ง แล้วมานั่งคิดกันแบบเด็กๆว่าเราจะทำอย่างไรดี  แล้วจึงสรุปได้ว่าเราจะต้องลงไปดูปัญหาร่วมกันก่อนเพราะเราจะได้มองเห็นภาพร่วมกัน  พอได้ไปเห็นก็น้ำก็เสียจริงๆ เลยระดมสมองคิดวิธีการว่าเราจะทำอย่างไรดีจะสามารถพัฒนาน้ำให้ดีขึ้น  แล้วได้ข้อสรุป คือ เราจะต้องทำกระชังผักตบชวาเพื่อบำบัดน้ำเสียจึงได้ชื่อโครงการว่า “บำบัดน้ำบำรุงสุข” ก่อนที่จะส่งโครงการนี้ไป เราเองก็นึกพึมพำในใจอยู่ว่าความรู้สึกและการกระทำของเรานี้อยู่ในระดับของคนที่สิ้นเปลือง ใช้เงินเปลืองมาก ใช้ชีวิตวัยรุ่น สนุกสนานไปกับการเรียน และเสียงหัวเราะไปวันๆ อยู่โรงเรียนก็มาเรียนแล้วก็กลับ อยู่ในกรอบที่ตนเองตีไว้ให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี  เริ่มต้นด้วยความอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร  เราเคยแต่ทำโครงงานการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่เราไม่เคยมาทำโครงการที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย “คิดอยู่ในใจพักใหญ่ๆ” แล้วจึงส่งโครงการนี้ไป

ตึ๊กๆ เสียงอีเมลล์เข้า ถึงเวลาที่ต้องรอฟังผล ผลออกมาปรากฏว่าเราก็ได้เหมือนกัน ทุกๆคนดีใจเป็นการใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ใจดีที่ได้ชื่อ มูลนิธิกองทุนไทยและมูลนิธิสยามกัมมาจลได้มอบโอกาสให้เราแล้ว  เตรียมตัวเข้าปรับการพัฒนาโครงการอย่างชัดเจน  การทำงานเพื่อชุมชนเริ่มขึ้นหลังจากนั้นเพียงมานาน

ปีแรกเริ่ม

 จากที่ได้ประเด็นปัญหาในเรื่องของ "น้ำท่วมขัง" ถ้าลองมาวิเคราะห์ดูจริงๆเเล้ว เป็นปัญหาในส่วนบุคคลเพราะเป็นพื้นที่ของบุคคลเดียว ไม่ใช่เป็นพื้นที่ของชุมชนโดยส่วนรวม จึงถือว่าประเด็นนี้ที่ได้เลือกนั้นเป็นปัญหาส่วนบุคคลเเต่ไม่ได้เป็นปัญหาในชุมชน ทำให้เเกนนำที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ กลับได้มาย้อนมองดูประเด็นของตนเองกันใหม่ตั้งเเต่เริ่มต้นจนถึงขั้น "ปวดหัวไปตามๆกัน" เนื่องเพราะการกำหนดประเด็นปัญหาส่วนย่อย มิใช่ส่วนรวม จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่ได้เรียนรู้สำคัญๆ คือ ในการตั้งประเด็นหรือเลือกประเด็นปัญหาในครั้งใดใด ควรย้อนมองดูอย่างใคร่ครวญว่าปัญหาที่ได้เลือกนั้นเป็นส่วนย่อยหรือส่วนรวม.      

หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดการระดมสมอง  ทุกคนมาคุยกันอีกครั้งให้ได้ประเด็นปัญหาที่จะทำ ทุกคนถกประเด็นเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่พักใหญ่ๆ ในตอนนั้นมีคนนึงพูดขึ้นในเรื่องของหมู่บ้านเเบก ทำให้เด็กอีกหลายคนนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนของตนเองชอบหลับในเวลาเรียนมีภูมิลำนำอยู่ในหมู่บ้านเเบก  ข้อสังเกตุ คือ ยามเรียนเพื่อนนอนหลับในเวลาเรียนเเละเพื่อนๆพูดคุยกัน ที่ด้วยความเป็นเพื่อนจึงสนใจมากขึ้นที่จะเลือกประเด็นนี้เพื่อพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นด้วยโครงการ  เราเองรู้อยู่ว่าชุมชนนี้ทำการเกษตร แต่ต้องลงไปสำรวจดูให้นุ่มลึกในเวลาถัดมาเพียงไม่นาน  

ลงพื้นที่ดูความจริง

ประเด็นปัญหาที่ได้มาจากการเเลกเปลี่ยนเเละพูดคุยกันในช่วงระยะเวลาที่ถือว่าพอสมควร จึงได้ประเด็นปัญหาที่ใกล้ตัว คือ ปัญหาของเพื่อนในห้องเรียนที่เขาเรียนอยู่ในชุมชนที่ "ใช้สารเคมีในการเกษตรเป็นส่วนใหญ่" เมื่อถกประเด็นเเล้วจึงได้ปัญหาจากชุมชน  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "การมองดูความจริง" มองดูชุมชนจริง โดยการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลจากชุมชน ว่าที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกนั้น เป็นอย่างไรบ้าง  เขาปลูกอย่างไรบ้าง ฯ   ซึ่งในวันศุกร์หลังเลิกเรียนฮักนะเชียงยืนทุกคนได้นัดหมายกันเพื่อสอบถามชาวบ้านในความเป็นมาเเละเป็นไป ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างไร โดยที่ตั้งคำถามอย่างง่ายๆ เเบบเด็กๆที่คิดประเด็นคำถามขึ้นเอง ได้เเก่ ปลูกอะไร  ปลูกอย่างไร  ใช้สารเคมีอย่างไร เเล้วสารเคมีเข้ามาตอนไหน ฯ ซึ่งในครั้งนั้นคุณยายท่านหนึ่งให้ข้อมูลกับฮักนะเชียงยืนว่า "ปลูกมาตั้งนานเเล้วล่ะลูก  ตั้งเเต่สมัยที่เเม่เป็นสาวโน้นล่ะ สิ่งที่ปลูกเป็นส่วนมากเเล้วเป็นส่วนมากของหมู่บ้านของเรา คือ แตงต่างๆ มีบริษัทเข้ามารับซื้อนะ  สารเคมีก็ได้มาจากบริษัทน่ะ" เเล้วคุณยายทิ้งประโยคท้ายว่า "ใช้สารเคมีตั้งเเต่คลุกเมล็ดถึงส่งออกขายเลยล่ะ" จากคำตอบดังกล่าวข้างต้นจะสามารถสังเกตุได้อย่างชัดเจนว่า สารเคมีนี้เเต่ก่อนไม่มีเริ่มมีเข้ามาตั้งเเต่ในสมัยช่วงวัยกลางคนของคุณยาย เเล้วส่วนมากที่ปลูกเป็นการเพาะปลูกพืชประเภทเเตง โดยลงสำรวจเเล้วส่วนใหญ่จะเป็นเเตงประเภทเเตงเเคนตาลุป เเตงโม เเละเเตงอื่นๆ ซึ่งสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าเป็นอาชีพที่ฝังเเน่นกับชาวบ้าน โดยการเกษตรที่ใช้สารเคมีเป็นส่วนใหญ่นี้มีบริษัทนายทุนเข้ามาตั้งเเต่ประมาณ 30 กว่าปีที่เเล้ว ทางบริษัทให้สารเคมีเพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้เพื่อเร่งผลผลิตทุกขั้นตอน มีการควบคุมเเละเเจกเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้าน "นายทุนให้ทุกอย่าง" ทำให้ชาวบ้านใช้อย่างเต็มที่ อาทิ ปุ๋ยปรับหน้าดิน  ปุ๋ยเร่งผลผลิต ปุ๋ยทางใบ ปุ๋ยสูตรต่างๆที่ช่วยให้อาหารกับดินที่ปลูก ตลอดไปจนยาฆ่าเเมลงต่างๆนานา หรือที่เราเรียกว่า “เกษตรพันธะสัญญา” นั่นเอง ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับตนเอง เพิ่มรายได้ให้กับตนเองในการหาเลี้ยงดูครอบครัว เเล้วยังทำให้ครอบครัวอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน พ่อกับเเม่ไม่ได้จากไปทำงานในเมืองกรุงเหมือนชุมชนอื่นๆ จึงกลายเป็นวิถีในการดำเนินชีวิตในมิติของครอบครัวที่ถือว่าอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา   ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนในชุมชนแต่เราก็เหมือนเป็นลูกหลาน  ที่นี่ก็ถิ่นเกิด ที่นี่ก็บ้านของเรา สิ่งที่เราพอจะรักษาได้ก็รักษากันไปตามบริบท  สำหรับการลงพื้นที่เป็นครั้งเเรกเเละครั้งต่อๆมา เป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เกิดขึ้นในชุมชนโดยมีทุนสำคัญในครั้งนั้น คือ ความเป็นเด็ก ความเป็นลูกเป็นหลาน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ตนเองจะปลอดภัย เเละไม่ระเเวง 

ระดมสมอง

จากที่ได้ลงสำรวจดูความจริง จากนั้นมาระดมสมอง  วางทิศทางของงานนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะหากเราวางเเผนขางงาน หรือ กำหนดทิศทางของงานไม่ดีอาจทำให้ "ลำบากพอสมควรที่จะขับเคลื่อนงานเเละลำบากพอสมควรที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี" การวางทิศทางของงานจึงเป็นสิ่งสำคัญเเล้วเป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในมิติของโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน ในครั้งเเรกที่ได้วางทิศทางของงานนั้น หลายคนที่รู้ดีว่าสิ่งที่เราได้รับข้อมูลจากชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่เราจะมาขับเคลื่อนงานให้เดินต่อไปได้ มีสองสามคนพูดถึงในเรื่องของกิจกรรม "เราจะเดินด้วยกิจกรรม" ซึ่งตอนนั้นส่วนใหญ่ คิดเพียงว่าจะต้องมีกิจกรรม ที่เป็นกิจกรรมที่จะพัฒนาชุมชนขึ้นมา "เพราะเราผ่านกิจกรรมมาเยอะ" ทำให้คำว่า "กิจกรรมหรือค่าย" เป็นคำหลักๆที่พูดถึงเเละถกประเด็นกัน โดยคำนึงถึงเ

เขียน 05 Apr 2014 @ 19:53 ()


ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เขียนเป็น “บันทึก” น่าจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะมันยาวมาก

เขียนเมื่อ 

ถ้าเป็นบันทึกแล้วก็ดีมากครับ