อนุทิน #134522

http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/984/334/original_images_(17).jpg?1388672895" target="_blank">http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/984/334/default_images_(17).jpg?1388672895" alt="" />

ให้เพียง....เธอ

 

มีคนฟังเพลงนี้ และชอบเพลงนี้ เลยส่งเพลงนี้มาให้เธอ
เค้าคิดว่าคำร้อง และ ท่วงทำนองมันช่างสอดคล้อง กับเรื่องของเธอ

                        เป็นเพลงที่เขียน แล้วทำให้คิดถึงใครคนหนึ่ง
                          เป็นคนที่เค้าเฝ้าคอยห่วงใย และ คอยคิดถึง
                         เป็นคนที่เค้าคอยแคร์ แม้วันใด เฝ้าดูแล แม้ไกลไกล ขอแค่รู้เอาไว้..................

                   ทุกอย่างที่คิดและคอยห่วงใยนั้น มีเพียงแค่เธอจริงๆ มันเริ่มตอนไหน เมื่อไรฉันเองก็ตอบไม่ได้รู้เพียงแค่ว่า ทุกอย่างที่ทำลงไปมีแต่ความสุข ดีใจที่ได้ลงมือทำหรือปฏิบัติทุกครั้งที่เพลงนี้ดังขึ้นมาทีไรฉันยิ้มให้ตัวเองเสมอ เพราะเนื้อเพลงเป็นอย่างที่ฉันคิดที่ฉันทำแม้ว่า คุณจะเป็นเพียงคนในความฝันของฉัน ฉันคิดเสมอว่าคุณอยู่เคียงข้างฉันเสมอมา มันเป็นเรื่องแปลกที่เราคุยกันแทบทุกวันโดยที่ไม่เคยเห็นหน้าไม่เคยได้ยินสียง ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวตนของทั้ง  2 ฝ่ายแต่เราก็คุยกันได้อย่างสนิทสนมเหมือนกับว่ารู้จักกันมานานนับแรมปี มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันอยากรู้ว่าคุณ คือ ใครเป็นอย่างไรมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ฉันจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีถามออกไปแต่คำตอบที่ได้คือ “อย่า อยากรู้เลยครับ ผมยังไม่อยากรู้เลย” นั่นซินะ เราคุยแล้วมีความสุข สนุกทุกครั้งที่คุยกันแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับในตอนนี้ทำไมจะต้องอยากโน่น อยากนี่ให้มันมากความไปทำไมกันเมื่อคิดได้ดังนี้ฉันจึงไม่เคยถามเขาอีกเลย

                   เรื่องทั้งหมดที่มันเกิดขึ้น เหตุก็คือ วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังนอนเล่นในช่วงวันหยุด รู้สึกจะเป็นช่วงปีใหม่มั้งถ้าจำไม่ผิด ฉันกำลังนั่งอ่านข้อความจากเพื่อนๆ ที่ส่งข้อความอวยพรมาหากันอย่างมากมายคนโน้น คนนี้ ต่างอวยพรโน่น นี่ นั่น ตามประสาเพื่อนฝูงตัวฉันเองก็ก้มหน้าก้มตาตอบๆๆๆๆ ข้อความต่างของเพื่อน ฉับพลันก็เห็นสัญญาณการเพิ่มเพื่อนเข้ามาในไลน์ก็เลยกดดูชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นเลยโปรไฟล์ก็ไม่มีรูปมีแต่รูปน้องหมาหน้าตาน่าชังอยู่ แถมยังมีข้อความทักทายเข้ามาอีกนะ “ทำไรอ่ะ” ฉันงงกับการทักทายนั่น “ปล่าวทำ” พลันก็คิดไปว่าคงเป็นเพื่อนที่เราไม่ได้เมมเบอร์ไว้มั้ง คุยไปคุยมาชักจะไม่เข้าท่าคุยอะไรก็ไม่รู้ฉันหมดความอดทนเลยต่อว่ากลับไป “นี่ แกเป็นใครห๊ะ อย่ามากวนประสาทฉันนะ” พร้อมทั้งส่งอิโมจิ คนถือดาบฟันฉับๆๆ ทันที ฝ่ายตรงข้ามพิมพ์ตอบมาทันที “โอ้ย จะโหดไปไหน เป็นผู้หญิงนี่น่า โหดจริง” แหมๆๆ ช่างบังอาจยิ่งนักเป็นใครก็ไม่รู้แล้วยังมาต่อปากต่อคำกับฉันอีกฉันบ่นในใจ เขาพิมพ์ตอบกลับมาว่า “เมื่อตอนกลางวันคุยกันยังไม่โหดแบบนี้เลย ทำไมตกเย็นโหดจัง” ฉันยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก ก็วันนี่ทั้ง

วันนี้ยังไม่ได้ไปไหนเลยอยู่แต่ในบ้าน “อุบ๊ะ จะมั่วไปใหญ่แล้วฉันยังไม่เคยไปไหนเลย จะคุยกับเราได้ไงห๊ะ!!!!!” คราวนี้ฝั่งโน่นงงเป็นไก่ตาแตกบ้าง “เดี๋ยวๆๆ ผมถามก่อน เบอร์คุณใช่เบอร์ 081- 8671123 มั้ย” ใช่เลยคราวนี้ไอ้บ้าแกเมมเบอร์ผิดแล้วยังมาเป็นไลน์ฉันแทน “ไม่ใช่ล่ะ นายจำเบอร์ผิดแหละ ของเรา 081-8611123 ย่ะ” คราวนี้ฝั่งโน่นส่งอิโมจิ หัวเราะปากกว้างมาเชียว “อ้าวรึ ขอโทษครับผมนึกว่าเบอร์เพื่อนผม ผมก็ว่าทำไมดุจัง ผมขอถามหน่อยนะครับ เป็นผู้หญิงใช่ไหม” “ฉันอาจเป็นกระเทยก็ได้” ฉันได้ทียียวนกวนประสาทกลับทันที “อ้าวแล้วกัน เป็นกระเทยก็ไม่เป็นเราเป็นเพื่อนกันได้”อุบ๊ะ!!! ตาคนนี้ “ว่าแต่ว่า คุณอยู่ที่ไหนครับ” “แล้วทำไมฉันต้องตอบด้วยล่ะ” “อ้าวเราจะได้เป็นเพื่อนกันไง คุณนี่ไม่มีมารยาทนะ ถ้าไม่ตอบ” ฉันชักโมโหยิ่งคุยฉันเหมือนคนที่ผิดตลอด “ว๊าก อารายเนี่ย ทำไมฉันต้องผิดอ่ะ มันสิทธิ์ของฉันนะ” ฉันเหลือบมองนาฬิกาที่ฝาบ้าน โอ้!!! นี่ฉันเถียงกับใครไม่รู้ที่ไม่รู้จักเลยตั้ง 15 นาทีแล้ว ตายๆๆ ได้เวลาต้องไปวิ่งเล่นที่สนามแล้วด้วยฉันจึงพิมพ์ตอบไปว่า “ไปล่ะ จะไปซ้อมมวยเอาไว้ชกปากคน” “เป็นผู้หญิงอารายชกมวยด้วย ถึงว่าโหด” ดูดิยังมีหน้ามาว่าฉันอีกแล้ว ตาเพี้ยนเอ๊ย “ใช่ แล้วจะทำไมเสียเวลาจริงไปล่ะ” “ตามสบายว่างๆ คุยกันใหม่นะ” ฉันเบ้ปากแล้วเตรียมไปวิ่งที่สนามทันที ฉันไปวิ่งออกกำลังที่สวนสาธารณะอย่างมีความสุขดูโน่น ชมนี่ เป็นประจำจนคุ้นเคยกับคนที่มาวิ่งที่นี่เป็นประจำจนมีเพื่อนหลายคน ทั้งชาย ทั้งหญิง ชายไม่แท้บ้าง ก็คือ แอ๊บเป็นชายเนียนกว่าปกติเพื่อมาดูผู้ชายหล่อที่มาวิ่งเหยาะๆ ยามเย็นๆ เช่นนี้ ในการวิ่งที่นี่เป็นประจำทำให้ฉันสนิทกับพี่สาวคนหนึ่งเรามักที่จะคุยกันเสมอทุกครั้งที่ได้มาวิ่ง จนรู้จักชื่อกันอย่างเป็นทางการวันนี้ก็เช่นกัน “ หวัดดีค่ะ พี่พราว นึกว่าไม่มาวิ่งซะอีกวันนี้มาสายนะเนี่ย” ฉันแซวพี่พราวออกไปอย่างอารมณ์ดี “จ้า สาวน้อยพี่มาทุกวัน แต่จะมาช้าหน่อยบ้านพี่อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ว่าแต่ หนูพุกเถอะจ๊ะ พี่ไม่ค่อยเห็นเลยช่วงนี้” ฉันยิ้มจนตีหยีแล้วตอบไปว่า “อ้อ ช่วงนี้พุกเรียนหนักค่ะ พี่พราวทำวิจัยด้วย ไหนจะทำงานอีกเหนื่อยเลยไม่ค่อยได้มา” พี่พราวยิ้มสดใสก่อนพูดว่า “ถ้าว่าง ต้องมานะจะได้สดชื่น ขับสารพิษออกจากร่างกายทางเหงื่อดีนะ หนูพุก” ฉันพยักหน้ารับทราบกับคำพูดของพี่พราวอย่างเห็นด้วย ฉันวิ่งผ่านไปหนึ่งชั่วโมงก็ขอตัวกลับเพราะว่าเริ่มมืดแล้วนั่นเอง

                   หมดไปอีกวันสำหรับวันวุ่นๆ ของหนูพุกจอมวุ่นวายคนนี้ หลังจากทำภาระกิจเสร็จสรรพก็นั่งเช็ค Mail เช็ค Face book ว่าเพื่อนๆ ส่งงานมาให้หรือยังพลันเสียงไลน์ก็ดังขึ้นมา ฉันจึงต้องละสายตาเพื่อเช็คงาน ให้ตายเถอะ ตาบ้านั่นทักมาอีกแล้ว อะไรของเขาเนี่ย ยังไม่จบอีกใช่ไหม ฉันตั้งคำถามในใจ “เลิกชกมวยหรือยัง คนโหด” ดูๆๆ ดูทักมา “นี่ ยังไม่ไปเกิดอีกรึไง” แรงได้ใจไหมล่ะ ช่วยไม่ได้มาว่าเราก่อนนี่น่า “อ้าว ผมถามดีๆ นะ ก็บอกผมเองว่าจะไปชกมวย แล้วยังจะมาว่าผมอีก ไม่น่ารักเลยนะเนี่ย” ด้วยความโมโหจึงกดปุ่มโฟน แล้วพูดกรอกลงไปว่า

“นี่ บ้าหรึไง มาก่อกวนอยู่ได้เดี๊ยๆๆ ไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ” คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามส่งอิโมจิหัวเราะปากกว้างมาอีกแล้ว “เสียงเหมือนเด็ก มัธยมเลย อายุถึง 23 หรือยังเนี่ยแล้วจะดุไปไหนครับ ผมกลัวจะแย่แล้วนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ” ด้วยความที่อยากจะเอาชนะฉันจึงพยายามข่มอารมณ์โกรธที่ถูกว่า จึงพิมพ์ตอบกลับไปว่า “นี่นาย ไม่มีงานทำหรือไง ถามจริงๆ นายเป็นใคร ถ้าไม่บอกฉันจะไม่คุยกับนายแล้วนะ” “เดี๋ยวซิ คุยเป็นเพื่อนกันก่อนนะๆๆ” พร้อมกับสติ๊กเกอร์รูปคนกำลังถูพื้นมาให้ “อ้อ นายทำงานเป็นภารโรง ฮ่าๆๆๆๆ ถึงว่าว่างงาน”  “เปล่านะ ผมทำงานอยู่ที่ โรงพยาบาลหรอกไม่ได้เป็นภารโรง”  “ห๊ะ! นายจะบอกว่า นายเป็นหมอรึ ไม่น่าเชื่อ”  “อ้าวก็ถามผมนิ ผมก็บอกไปแล้วมันเรื่องจริง แล้วเราล่ะ ทำงานอะไร” เช๊อะ! ทำไมฉันตอบนายด้วยนะ ชื่อก็ไม่รู้จักพิลึก “ไม่บอกหรอก ทำไมต้องบอกนายด้วยล่ะ”  “อ้าวที่ถามผม ผมยังตอบเลยพอผมถามก็ต้องตอบผมซิ มันเป็นมารยาททางสังคมเลยนะ” เอาอีกแล้วว่าเราอีกแล้ว ปรี๊ดๆๆๆ เลยพับผ่า พูดอะไรตอบไปก็ดูไม่ดีเอาซะเลยว่าเรากลับซะงั้นคนอะไรเนี่ย แต่ความอยากเอาชนะมีมากกว่าที่จะยอมได้ฉันจึงพิมพ์โต้ตอบกับนายหมอโรคจิตคนนี้อยู่เป็นนานสองนาน หลังจากที่เถียงกันจนเริ่มเหนื่อยแล้วฉันจึงยอมลดทิฐิลงแล้วพิมพ์ไปว่า “แล้วนายชื่ออะไร มีชื่อรึเปล่า”  “อ้าวผมก็ต้องมีชื่อซิ พี่ๆ ที่นี่เรียก หมอธัญญ์” ฉันนึกขำ “หมอทันตแพทย์” “ไม่ใช่นะ ผมชื่อ ธัญญ์ ว่าแต่คุณเหอะชื่ออะไร บอกได้ไหม” ฮ่าๆๆๆๆๆ จะบอกดีไหมนะ หรือแกล้งกวนประสาทดีนะ “มีซิ แต่บอกแล้วห้ามขำนะ” “เอาน่าบอกมาเหอะ ลีลาอยู่นั่นแค่ชื่อเอง” “ก็กลัวนายหัวเราะเยาะนี่น่า” “ผมมีมารยาทพอ สัญญาจะไม่หัวเราะ” “ได้ๆๆ สัญญาแล้วนะ ฉันชื่อ หนูพุก” คราวนี้เขาส่งอิโมจิหัวเราะปากกว้างมาอีกแล้ว หนอย ไม่รักษาสัญญาไม่มีสัจจะในหมู่โจรจริงๆๆ เลย “นายขำทำไม นายไม่รักษาสัญญาไม่ต้องมาคุยกันเลยนะ” “แหมๆ ก็ชื่อมีเยอะแยะทำไมไม่ชื่อล่ะ หนูพุก ชื่อน่ารักแต่ตัวจริงโหดมากมาย ฮ่าๆๆๆๆๆ” อีกแล้วกวนโทสะ อีกแล้ว “ไม่คุยแหระ นอนดีกว่า”

“ตามสบายไม่รบกวน” เออ! คราวนี้พูดง่ายแฮะ อีตานี่นิ ประหลาดคนจริงๆ

                   นี่ก็เป็นอีกวันเหงาๆ ที่ผ่านพ้นไปเพราะมีหมอประหลาดๆ แบบนี้มาคุยเป็นเพื่อน

เราคุยกันแบบนี้ทุกวันจนลืมไปเลยว่าเคยทะเลาะกันยังไง เคยกวนประสาทกันยังไงแต่มาวันนี้เขาหายเงียบไปไหน ไร้ร่องรอย ไร้ซึ่งคำตอบ ไม่มีคำลา ไม่การเกริ่นบอก ไม่มีอะไรเป็นแนวทางเลยหายไปเฉยๆ เราทำอะไรผิดหรือว่าโกรธที่เราก่อกวน หรือว่ารำคาญเราหว่า ฉันนึกไปต่างๆ นานาอย่างหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ทำไงดีไม่เคยมีใครที่เป็นเพื่อนเราแล้วหายไปเฉยๆ แบบนี้เลยนี่น่า แย่จริงๆ นายหมอเพี้ยน ชื่อก็ไม่รู้จักเบอร์ก็ไม่มี Face book ก็ไม่เคยเห็นเพี้ยนตลอดแล้วยังทำตัวเหมือนผี อยากโผล่ก็มาอยากหายก็หายไปเฉยเลย  แล้วเราเป็นอะไรเนี่ยหนูพุกมานั่งนึกถึงอีตาบ้านั่นอยู่ได้ ปากก็ร้ายจะไปนึกถึงเขาทำไมดีซะอีกไม่โผล่มากวนประสาทจะได้สบายใจไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงให้รำคาญ เขาหายไปได้อาทิตย์หนึ่งก็โผล่มาทำตัวเป็นผีไปได้ “ทำไรครับ” โผล่มาแล้วฉันบอกตัวเองนายตัวยุ่ง ไม่มีนายเราก็เหงาแฮะเดือนนี้แทบทั้งเดือนคุยกับหมอบ้านี้คนเดียวเลยจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันไปแล้วด้วยซ้ำไป “อืม หายไปไหนมา” ฉันถามออกไป “ผมไม่สบายแย่เลยต้อง Admit” “นายพูดอะไร อย่าใช้ศัพท์หมอได้มั้ยฉันไม่เข้าใจ” “อ้อ ขอโทษที ผมหมายถึงเข้า โรงพยาบาลนะ” เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันดีๆ ไม่เถียงกัน “แล้วหายดีหรือยังล่ะ กินข้าว กินยาหรือยัง” “ขอบคุณครับ ที่เป็นห่วงกินแล้วครับ คุยนานไม่ได้นะ เหนื่อยต้องพักผ่อนแวะมาบอกว่าไม่สบาย” “อ้อ ตามสบาย” เพียงได้รับรู้แค่นี้ฉันกลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดนี่ฉันเป็นอะไร ชักจะแปลกๆ แล้วนะ หรือว่าฉันปลื้มหมอเพี้ยนคนนี้ ไม่ๆๆๆๆ ผู้ชายปากร้าย กวนประสาทเป็นไปไม่ได้หรอก อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่มีเพื่อนที่คุยถูกคอก็เป็นได้ก็เลยรู้สึกดีที่มีเพื่อนคุย หรือไม่อีกกรณีน่าจะเป็นที่ฉันกำลังอกหักก็เลยรู้สึกดีที่มีคนมาคุยด้วยละมั้ง ฉันคิดแบบเข้าข้างตนเองมันคงเป็นไปไม่ได้ฉันจะไปคิดแบบนั้นได้อย่างไร

                   “หนูพุก ถามไรหน่อยดิ” ทักมาล่ะ หมอเพี้ยน “ถามไร ตอบได้ก้อตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบนะ” คนถามพิมพ์ตอบมาว่า “หนูพุก อายุเท่าไร ถามจริงๆ” อีกแหระ ทำไมต้องอยากรู้ด้วยนายหมอเพี้ยนนิ “นายจะอยากรู้ไปทำไม ทีเรายังไม่อยากรู้เลย งั้นนายบอกมาก่อนดิว่านายอายุเท่าไร” “ผมเหรอ 28 แล้วเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา เอาล่ะตอบมาอย่าลีลา โยกโย้อยู่นั่นแค่อายุเอง ตอบๆๆ มาก็จบแล้ว อายทำไมกัน” “ปล่าวอายนะ แต่ไม่อยากตอบเฉยๆ สำคัญมากมั้ยอายุเนี่ยหมอ” “ก็สำคัญนะ ตอบมาเร็วๆๆ” “ฉันจะตอบล่ะนะ ตั้งใจฟังดีๆ นะ” “ตอบมาเร็วๆๆ” “ฮ่าๆๆๆๆๆ” “ลีลาเยอะจริงๆๆ เลยสงสัยจะตำนาน” “ช่ายๆๆ ฉันอายุ 50 เชื่อป่ะล่ะ” “ไม่เชื่อในรูปน่าจะ ไม่เกิน 28 นะ ผมว่า” คราวนี้ฉันหัวเราะ ดังลั่นเลยทีเดียว “หนูพุกนี่ไม่ได้ตำนานอย่างเดียวนะ ตำน๊านนานเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ” “เดี๊ยๆๆๆ หมอเพี้ยนนี่” “ก็จริงนี่หนูพุก” ดูดิชอบมายั่วโมโหตลอดเลย “เห็นมั้ยล่ะ พอบอกนายก็เป็นแบบเนี่ย” “แหม ผมก็แค่หยอกเล่นเห็นผมเป็นคนแบบไหนกัน แค่ไม่อยากให้เครียดก็แค่นั้นทำเป็นโกรธไปได้ ผู้หญิงหลายอารมณ์ตามไม่ทันจริงๆ ปรวนแปรตลอด” คราวนี้ฉันปรี๊ดทันทีเลย “ใช่ซิ ฉันมันไม่ดีนิ ไม่เคยเข้าใจอะไรซักอย่าง และนายก็ไม่ได้เป็นอะไรกับฉันจะมาพูดเล่นพูดหัวทำไม ฉันมันก็แค่ใครก็ไม่รู้ที่บังเอิญมารู้จักก็แค่นั้น นายไม่จำเป็นต้องมารู้สึกอะไรกับความรู้สึกฉันหรอกนะ” ฉันร่ายยาวเพราะความอัดอั้นที่มีอยู่ในใจมันทลายทะลักออกมาเลยทีเดียว “หนูพุกพูดเหมือนคนอกหักเลยนะ อกหักหรอ” นั่นจะยังตอกย้ำ

“เปล่านี่ ใครๆ ที่ไหนอกหักไม่มี๊นะ” “อย่าเลย ผมดูออกหลายครั้งแหระ เพลงก็เหมือนกันฟังแต่เพลงเศร้าๆ อกหักชัวร์” “คุยอย่างกะตัวเองเคยเป็นงั้นแหระ ชิ ชิ” “ก็เคยไง รักกันมาตั้งนานมาเมื่อปีที่แล้วอยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปไม่โทหา ไปหาก็ไม่ว่าง ค่อยๆ ห่างออกไป คบกันมาตั้งนานทำไมจะดูไม่ออก ผมรู้นะเขาเริ่มมีคนอื่น” อืม เขาเป็นเหมือนเรารึนี่ อืม ไม่น่าเชื่อดูเฮฮาดีจะตายไม่เชื่อจริงๆ  “จริงรึ นายเนี่ยนะ อกหัก แฟนนายทำงานไรรึ” “เป็นหมอเหมือนกันนี่แหระ”  “เป็นหมอเหมือนกันก็น่าจะมีเวลาให้กัน และน่าที่จะเข้าใจกันมากกว่าอาชีพอื่นนะ เราว่า” “ไม่หรอก พอเริ่มทำงานอะไรๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไปเขาไม่ค่อยสนใจ เงียบๆ ไป ตอนแรกๆ ก็อาทิตย์จากอาทิตย์ห่างออกไปเป็นเดือนยาวเลย ผมเสียใจมาก ถึงขั้นกินยาตายเลยทีเดียวแต่ล้างท้องทัน” เขาระบายออกมามากมายจนฉันอึ้งไป คนที่ยียวนกวนประสาทก็มีมุมแบบนี้กะเขาด้วยไม่น่าเชื่ออีกระลอก “นายนี่ จะกินทำไมยาตาย ไม่รักตัวเอง กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงโตมาจนเป็นหมอมันนานนะ บ้าจริง”

“ผมรู้ มันเป็นอารมณ์ชั่ววูบนิ ตอนนี้ไม่แล้ว” “เรานะอย่างมากก็แค่เมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆ แต่กินเหล้าไม่เป็นนะ เพิ่งกินนี่แหระ”  “เห่อ!!! กินที่ปากเมาที่ขา อย่ากินอีกนะ มันไม่ดีนะ” “รู้แล้ว แค่อยากรู้ว่ากินแล้วจะเป็นอย่างไร เหล้าปั่นเองเหยือกเดียวก็แย่แล้ว บ้านหมุนเลยพอละไม่กินแล้ว” คุยไปคุยมาเลยกลายเป็นว่ามานั่งปรับทุกข์กันซะงั้น มันก็ตลกดีเนาะ “นั่นไง ผมบอกแล้ว กินที่ปากเมาที่ขาไง” “อืม ก็ไม่ได้กินแล้วไง โห่!!! นายนี่”นายนี่มันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ เลย “หนูพุกขี้เมา แล้ววันนี้ไม่ไปกินเหล้าอีกหรือไง คนขี้เมา” ดูว่าไปนั่นตั้งฉายาให้เสร็จสรรพ “อ้าวๆๆ ก็บอกว่าไม่กินแล้ว นายนี่จะบ้ารึไง” ฉันเริ่มโกรธขึ้นมาบ้าง “ไม่เชื่อหรอก ของชอบของหนูพุกนิน่า เมรี” น่านนี่อีกฉายา เดี๋ยวคนขี้เมา เดี๋ยวเมรี“หมอเพี้ยน หมอบ้า หยุดว่าฉันนะ เดี๊ยๆๆ” แหมๆๆ ตะกี้ยัง

ดราม่าอยู่เลยทีนี้มาว่าเราฉอดๆ ปากร้ายตลอดคนอะไร “เราแค่กินให้รู้ว่าเป็นอย่างไร นายพูดอย่างกับไม่เคยกินอย่างนั้นแหระ ” เขาพิมพ์ตอบมาว่า “ก็ใช่ ผมไม่กินของมึนเมาทุกชนิดไม่นิยม”

แหม พูดซะดูดีเลยนะคุณหมอ

                   วันเวลาผ่านพ้นไปไวเหมือนโกหกเราก็ยังคุยแบบไม่เคยเห็นหน้ากันมาแบบนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ จนวันหนึ่งหมอธัญญ์ก็ถามหนูพุกว่า “นี่ๆ อยากเห็นรูปผมมั้ย เดียวผมจะส่งรูปไปให้นะ รูปเดียวนะ ห้ามขออีกนะ เอาเผื่อเจอกันจะได้ทักทายกันบ้าง แต่ผมคงไม่กล้าทักหรอก” ทำไมย่ะ หน้าตาฉันมันน่ากลัวนักหรือยังถึงไม่กล้าทัก ฉันเพียงแค่นึกในใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แอบตื่นเต้นเล็กๆ ลุ้นให้เขาส่งรูปมา แป่ว! “จะส่งละนะ คอยดูดีๆๆ นะ” ฉันก็รอดูปรากฏว่าเป็นรูปการ์ตูนใส่แว่นตาหยีมาเชียว หนอยหลอกกันอีกแล้ว “นี่ไม่อยากส่งมาก็ไม่ต้องส่งมาหรอกนะ ไม่ได้จะอยากเห็นหน้าตานายนักหรอก นายตาตี่เอ๊ย” ฉันฟิวส์ขาดแล้ว “แหม น่ารักป่ะล่ะ” “ไม่ขำนะ ล้อเล่นอยู่ได้” “อ๊ะๆๆ คราวนี้ส่งจริงๆ คอยแป๊บ นะ” สักพักรูปก็ค่อยถูกส่งขึ้นมาฉันจ้องตาไม่กระพริบเพราะมันเป็นครั้งแรกที่จะได้เห็นหน้าตาของนายหมอตี๋คนนี้ เอ๊ย หมอธัญญ์คนนี้ รูปที่ส่งมาเป็นรูปคู่ ถ่ายคู่กับพยาบาล “นี่แฟนนายหรึ น่ารักดีเนาะ” “เปล่านะ เป็นพี่ที่ทำงานด้วยกันเป็นพยาบาลวิชาชีพ” ฉันนั่งขำอะไรหว่า ถามนิดเดียวตอบมาซะละเอียดเลยฮ่าๆๆๆ

หมอต๊องเอ๊ย ฉันค่อนขอดในใจ แต่ก็แอบรู้สึกโล่งใจเล็กๆ เรานี่ชักจะเป็นเอามากนะเนี่ยสงสัยจะตกหลุมเข้าให้ซะแล้วหลุมใหญ่ซะด้วยซิเรา “อืม น่ารักดีเนาะ” ฉันมีความคิดเห็นไปแค่นั้นเพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันนี่น่า “นายเป็นคนผิวดีนี่ ฟันก็เรียงกันสวยเชียว” ฉันชมออกไปอย่างจริงใจไม่ได้แกล้งเพราะพินิจพิเคราะห์แล้ว เขาก็เหมือนกับหมอทั่วไป ตาตี่ๆ หน้าตี๋ๆ ตามสไตล์พวกลูกคนจีนทั่วไป ส่วนมากคนที่เป็นหมอก็มักที่จะเป็นลูกหลานของคนจีนทั้งนั้นเพราะคนพวกนี้โคตรขยัน เรียนก็เก่งขยันเป็นกรด ทั้งเก่งทั้งฉลาดขั้นเทพเลยทีเดียวนี่คือความเชื่อของฉันเอง “รูปนี้นะ ให้ไว้เผื่อวันนึงได้เจอกันจะได้จำได้” เออ! แล้วจะไปเจอกันได้ไงในเมื่อคุยกันมาเป็นปีเพิ่งเห็นกันแค่ในรูป เสียงก็ไม่เคยได้ยินตลกแหระชีวิตฉัน แต่เราก็ชินกับการสนทนาโต้ตอบกันแบบนี้นะไม่เคยคิดที่จะไปเจอหน้าตาหรือตัวเป็นๆ ของนายเลยพับผ่า ซิ ประหลาดมั้ยล่ะ

                   และแล้วเขาก็หายไปอีกคราวนี้นานมากนานจนฉันเองอดคิดไม่ได้ว่า เขาคงไม่คุยกะเราแล้วเพราะความเนิ่นนานที่ห่างหายไปนั่นเอง รู้สึกเศร้าใจเนาะ เอ? แล้วจะเศร้าทำไมฉันตั้งคำถามขึ้นกับตนเอง ใช่ดิทำไมต้องเศร้าด้วยนะ คงเป็นเพราะเราแอบมีความหวังเล็กๆ ในใจกับมิตรภาพที่ดีที่มีขึ้นระหว่างคุณหมอจอมกวนกับฉันหนูพุกชอบปรี๊ดคนนี้ แต่การที่เราได้คุยกับเขาบ่อยๆ เราก็กลายเป็นคนที่อารมณ์เย็นลงเยอะเลยนะจากที่ชอบวีนเหวี่ยงบ่อยก็น้อยลง ใจร่มลงมากมายเลยทีเดียว ฉันจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ในไลน์ทันที “มิตรภาพที่ดีนั้น หาไม่ได้ง่ายๆ ทั่วไปนะหมอ หากหมอได้พบแล้ว ก็จงรักษามันเอาไว้ให้ดี เพราะมันไม่ได้เกิดง่ายๆ หรอกในคนทั่วไป เราดีใจนะที่ได้รู้จักหมอ หมอเป็นเพื่อนที่ดีคนนึง ขอบคุณเวลาที่ทำให้เราได้มาเจอกันนะ เราจะรักษามิตรภาพที่ดีของเราเอาไว้นะ” เมื่อพิมพ์เสร็จก็กดส่งไปทันที แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอเขามาอ่านแต่ก็เงียบไร้วี่แววใดทั้งสิ้น เฮ้อ! ฉันได้แต่ถอนใจเงียบหายจริงๆ หรือนี่ นายจะหายไปจริงๆ ใช่มั้ย คนบ้านึกอยากหายก็หายไม่เคยบอกอะไรเลยคราวก่อนก็ทีแหระ ยังจะมาคราวนี้อีกไม่รู้รึไงว่ามีใครรอ แต่พูดก็พูดเหอะทำไมเราต้องคอยห่วงนายคนนี้ด้วยนะ ไม่รู้จักหน้าค่าตาซะหน่อยเรานี่ก็แปลกขึ้นทุกวัน ฉันงงกับตัวเองเหมือนกันเวลาคุยก็อยากจะวีนอยากจะเหวี่ยงซะ พอไม่ได้คุยก็คิดถึง เฮ้ย ! คิดถึงเลยรึนี่เราชักจะเลอะเทอะไปใหญ่แล้วเนี่ยคิดเลอะเทอะไปใหญ่อีก พอๆ แหระมากเกินไปแหระ ไม่บ่นเปล่าแต่คอยเช็คที่หน้าวอลล์ไลน์ตลอด เฮ้อ ! เงียบและเงิบคราวนี้นานเป็นเดือนเลยนะ เกิดอะไรขึ้นกับนายมั้ยหรือว่านายจะป่วยอีก นายยิ่งสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่ด้วยบอกตรงตอนนี้ฉันเป็นห่วงนายมากเลย ถ้านายโผล่มาคราวนี้ฉันจะไม่ก่อกวนประสาทนายอีกแล้วฉันจะพูดดีๆ กับนายขออย่างเดียวได้โปรดมาทักทายกันใหม่เถอะนะ นายหมอเพี้ยน !  อุ๊ย ลืมตัวว่าจะไม่ว่านายนี่น่า หลุดจนได้ซิน่าฉันนี่สงสัยจะเคยปากเป็นแน่แท้ จะว่าไปก็เรานี่ก็ปากไวตลอด ซิน่าเอาเถอะ นายรีบกลับมาทักฉันให้ไวก็แล้วกัน แล้วจะหาว่าหนูพุกไม่เตือน

                   “สวัสดี หนูพุก” เฮ้ย ! ข้อความนายเพี้ยนมาแล้ว ฉันรีบพิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว “นายหายไปไหนมา” นายหมอเพี้ยนตอบทันที “ผมไม่สบายคราวนี้หนักเลย นอนโรงพยาบาลนานหลายวันนี่ก็ยังไม่หายดี คุยนานไม่ได้นะ เพลีย” “ได้ๆ งั้นนายพักผ่อนเหอะ กินข้าว กินยา หรือยัง” “กินแล้วครับ ขอบใจมากนะที่เป็นห่วงผม ที่ผมหายไปผมไม่สบายเลยไม่ได้ออนต้องพักผ่อน ผมยังเหมือนเดิมนะ” คำนี้ทำให้ใจเราชื่นขึ้นมาเป็นกอง “นายหมอเพี้ยน” ฉันว่าไปงั้น

แหระแก้เขิน “หนูพุกว่า ผมอีกแหระ ผมไม่เคยว่าหนูพุกเลยนะ” ปั๊ดโถ่ เอาอีกแล้วฉันหลุดปากจนได้ซิน่า “ฉัน ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจนิน่า” “ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่น” เอ้า นายนะนายไม่เป็นไรเห็นแก่ที่นายยังป่วยอยู่ฉันไม่วีนก็ได้แต่คราวหน้ามีเฮแน่นอน นายหมอเพี้ยน “ผมขอตัวพักผ่อนก่อนนะครับ สวัสดีครับ ขอบใจมากๆ สำหรับกำลังใจที่มีให้ตลอดมา มีแต่เธอนี่แหระที่ให้กำลังเราตลอดเลยถึงบางครั้งจะวีนบ้างแต่เราก็รู้ว่าเป็นห่วงเรา” “นายรู้เหรอ” ฉันตกใจ “หนูพุก ชอบเราเหรอ ชอบเราก็บอกเรามาเถอะ เราไม่ว่าหรอก” อ๊ายยยยยยย นายหมอเพี้ยน “นายนั่นแหระ ชอบเรา นายชอบเราก็บอกมาเถอะ เราไม่ว่าหรอก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” นายเพี้ยนตัดบททันที “ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เราพักผ่อนก่อนนะ หนูพุกของผม” นั่นไงนายก็หลุดมาแล้วแค่นี้โลกทั้งใบของฉันก็เป็นสีชมพูขึ้นมาทันที อาการอกหักที่ฉันมีเริ่มมียาที่เข้ามาสมานให้ขึ้นแล้วซินะ

                   ใครจะไปรู้ได้ว่าวันหนึ่งๆ จะต้องพบเจออะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้พบเจอสิ่งดีที่เข้ามาเติมเต็มของส่วนที่ขาดหายไป เหมือนชีวิตของฉันที่มีนายหมอเพี้ยนๆ คนนึงเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่เว้าแหว่งจนรู้สึกดีมีความสุขกับการสนทนาโต้ตอบแม้จะเป็นแค่ตัวหนังสือไม่มีเสียงแต่ทุกถ้อยคำที่ส่งหากันล้วนมีความหมายและคุณค่าทางด้านจิตใจเป็นที่สุด ในวันนี้เรายังคงสนทนากันให้กำลังใจกันผ่านตัวหนังสือไม่เคยคิดที่จะเห็นหน้ากันจริงๆ เลยสักครั้งเพราะว่าการสนทนากันแบบนี้มันสร้างมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ให้กับเรามากมายกว่าที่จะนั่งจ้องตากันซะอีก ไม่น่าเชื่อว่าคนเป็นล้านในโลกนี้แต่ฉันกับนายก็โคจรมาพบกันได้ ฉันเชื่อแล้วว่าพรหมลิขิตมีจริงแล้วต่อไปพรหมจะลิขิตชีวิตของพวกเราทั้งสองให้ดำเนินเป็นอย่างไรนะ จะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะทุกวันนี้เรามีความสุขดีกับการสนทนาแบบนี้ก็ดีแล้วนี่น่า ดังนั้นเราก็พอใจและมีความสุขกับสิ่งที่ได้รับเป็นที่สุดแล้ว และความรู้สึกแบบนี้ฉันก็มีไว้ให้นายเพียงผู้เดียวนะ นายหมอเพี้ยน..................

 

                  

 

 

 

เขียน:

ความเห็น (2)

อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ เรื่องราวดีๆบันทึกไว้ อีกหลายปีผ่านไปมันคือพลังของชีวิตค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ หนูเก็บเรื่องราวดีๆๆ ใส่ในกระปุกความฝันค่ะ