อนุทิน 134204 - สรวิชญ์

สรวิชญ์

ศึกษาวิเคราะห์การใช้เหตุผล

ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก

 

๑. บทนำ

 

                พระอภิธรรมปิฎกเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา แม้ว่าหลายคนจะสงสัยว่าพระพุทธเจ้าได้แสดงอภิธรรมไว้จริงๆ  หรือว่านักปราชญ์รุ่นหลังแต่งขึ้น ปัญหานี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาข้อมูลพยานหลักฐานแล้วนำมาชี้แจงเอง ในส่วนของงานวิจัยครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แต่สนใจศึกษาในส่วนที่มีอยู่แล้ว เนื้อหาของอภิธรรมเป็นหลักธรรมล้วน ๆ  ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล  เกตุการณ์  และเรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นหลักธรรมที่ค่อยข้างจะเข้าใจยากต้องใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าเป็นเวลานานจึงจะพอเห็นแนวทางบ้าง

                อย่างไรก็ตาม มีผู้เปรียบเทียบพระไตรปิฏกไว้อย่างน่าสนใจว่า  ถ้าคน ๆ หนึ่งเดินทางโดยรถยนต์   วินัยปิฏกเปรียบเหมือนกับการกล่าวถึงจรรยา   มารยาทของบุคคลเหล่านั้นสุตตันตปิฏก   เปรีบเทียบหารกล่าวถึงเหตุการณ์ บุคคลตลอดจนข้อเตือนใจที่ได้พบปะระหว่างทาง  ส่วนอภิธรรมปิฏก   เลิกพูดถึงเรื่องบุคคล แต่กลับพูดถึงเครื่องยนต์กลไกในรถยนต์ หรือส่วนประกอบต่างๆ ในร่างกายจิตใจของคน  เป็นวิชาการล้วน ๆ ซึ่งไม่มีนิทานหรือเรื่องสนุกอื่น ๆ ประกอบ โดยทั่วไปจึงรู้สึกกันว่าอภิธรรมปิฏกเข้าใจยาก  แต่ถ้าสนใจศึกษาพิจารณาหรือทำความเข้าใจตามโดยไม่กลัวความยากลำบากเกินไป  ก็จะเกิดความเพลิดเพลินในธรรมในหลักวิชาการ ตามที่สังเกตมาผู้ศึกษาอภิธรรม   มักจะติดใจเพลิดเพลินในความยาก  แต่มีเหตุผลหลายแง่มุม[1]

                ความยากและลึกซึ้งของอภิธรรมเป็นที่รู้กันทั่วไปในการศึกษาพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่ใช้ความเพียรพยายามจริง ๆ  และวุฒิภาวะทางจิตใจเพียงพอก็จะทำให้เบื่อหน่ายศึกษาเอมดื้อ ๆ  แต่ถ้าศึกษาอย่างเอาจริงแล้วจะทำให้มองเห็นความสุขุมลึกซึ้งคัมภีร์ภาพของสภาวธรรมธรรม ซึ่งทำให้เข้าใจว่าอยู่ในวิสัยของพระพุทธเจ้ามีแต่พุทธวิสัยเท่านั้น จึงจะอธิบายได้ละเอียดอย่างนี้ดังข้อความยืนยันว่า “อภิธรรมนี้ เป็นวิสัยแห่งพระสัมพัญญพุธเจ้าโดยเฉพาะไม่ใช่วิสัยที่ผู้อื่นจะแสดงได้[2]

                อภิธรรม ถ้าแปลว่า ธรรมอันยิ่งหรือธรรมอันลึกซึ้ง ก็มีปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฏกอยู่แล้ว  เพราะพระสูตรในส่วนที่ไม่พูดถึงบุคคล เหตุการณ์หรือสถานที่ แต่กล่าวถึงเนื้อหาของหลักธรรมล้วนๆ  อภิธรรม พระอภิธรรมก็เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้แล้ว ดังที่ปรากฏในพระสูตรเรื่องหนึ่งว่า “ตถาคตแสดงธรรมแก่พวกเธอด้วยความรู้ยิ่งคือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์  ๕ โพชฌค์  ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ พวกเธอจงเป็นผู้พร้องเพียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน   ศึกษาในธรรมเหล่านั้น   เมื่อก็เป็นธรรมที่ยากจะทำความเข้าใจเหมือนกัน   ถ้าหลักธรรมส่วนไหนที่ทำความเข้าใจยาก  ธรรมเหล่านั้นคือ พวกเธอพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุผู้กล่าวต่างกันในธรรมะดับสูงเป็นสองรูป[3]

พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ภิกษุในสูตรนี้เน้นถึงความเห็นแตกแยกในอภิธรรมธรรม   ที่มีความเห็นต่างกันโดยอรรถโดยพยัญชนะ  ก็อย่าทะเลาะวิวาทกันพึงเข้าไปหาผู้ว่าง่ายแล้วสนทนากันหาข้อผิดพลาดจนได้ข้อที่ถูกต้องตามธรรมวินัย  แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งกันในอนาคต  คำว่า “อภิธรรมหรือธรรมอันยิ่ง” พระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลีใช้คำว่า “อภิ ธมฺโม” ดังนั้น คำว่าอภิธรรมจึงมีปรากฏอยู่ในพระสูตร  แต่ปรากฏในฐานะที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแตกแยกในอนาคต พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงแนวทางแห่งการทำความปรองดองกันไว้ล้วงหน้า

 

๒.  ความเป็นมาและความหมายของคำว่า  “อภิธรรม” 

 

คำว่า  “อภิธรรม”  เป็นปิฏกหนึ่งของพระพุทธศาสนา  เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าอันเป็นที่มาแห่งพระพุทธศาสนาเรียกว่าพระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏกและพระอภิธรรมปิฏก  ความหมายของพระอภิธรรมนั้นพระอรรถกถาจารย์ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ด้วยเหตุที่ธรรมทั้งหลายมีความเจริญ ที่มีความกำหนดหมาย  ที่บุคคลบูชาแล้ว  ที่บัณฑิตกำหนดตัด  และที่ละเอียดยิ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอภิธรรมนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอภิธรรม”

นอกจากนี้ บัณฑิต ยังกล่าวไว้ว่า  พระอภิธรรม  เพราะเหตุที่พระอภิธรรมน้ำพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงธรรมที่ควรเจริญ ธรรมที่ควรกำหนดธรรมที่ควรบูชา  ธรรมกำหนดไว้  และธรรมที่ละเอียด ตามที่ท่านได้ให้ความไว้นี้ชี้ให้เห็นว่าอภิธรรมที่ควรกำหนด  เป็นส่วนที่ว่าด้วยทุกข์   เพราะทุกข์เป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้  (ปริญเญยธรรม)

เป็นธรรมที่ควรกำหนดตัด  ซึ่งหมายถึงธรรมที่ควรละ  จัดเข้าในธรรมหมวดสมุทัยเพราะสมุทัยเป็นธรรทที่บัญฑิตควรละ (ปหานธรรม)

เป็นธรรมอันยิ่ง  ซึ่งมีความหมายถึงธรรมที่ควรทำให้แจ้ง  เป็นธรรมหมวดนิโรธที่ควรทำให้แจ้ง  (สัจฉิกาตัพพธรรม) 

เป็นธรรมที่ควรเจริญ ซึ่งเป็นจัดเข้าได้ในส่วนที่เรียกว่ามรรคเพราะมรรคเป็นธรรมที่ควรเจริญ  (ภาเวตัพพธรรม)

                เมื่อจัดประเภทตามความหมายแล้ว  ก็สามารถเข้าได้กับหลักการเดิมของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วในธัมมจักกัปปวัตนสูตร[4]  เป็นอภิธรรมปิฏกประมวลหลักธรรมและคำอธิบายในรูปหลักวิชาล้วน ๆ  ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลแบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ คือ[5]

๑) ธัมมสังคณี ว่าด้วยการรวมกลุ่มธรรมะ คือ จัดระเบียบธรรมะต่างๆ ที่กระจายกันอยู่มากมายไว้ในหัวข้อสั้น ๆ เปรียบเทียบด้วยการนำเครื่องประกอบต่าง ๆ ของนาฬิกามาคุยกันเข้าเป็นนาฬิกาทั้งเรือน

๒) วิภังค์ ว่าด้วยการแยกกลุ่ม คือ การกระจายออกไปจากกลุ่มใหญ่เพื่อให้เห็นรายละเอียดเช่น ขันธ์ ๕  มีอะไรบ้าง  แต่ละข้อนั้นแยกออกไปอย่างไรได้อีก  เทียบด้วยการถอดส่วนประกอบของนาฬิกาออกมาจากที่อยู่เดิม

๓) ธาตุกถา ว่าด้วยธาตุ คือ สิ่งที่เป็นต้นเดิมในทางธรรม ซึ่งแตกต่างไปจากธาตุทางวิทยาศาสตร์  เพราะทางธรรมมุ่งคติสอนใจ จึงมีความหมายตามคติทางธรรม

๔) ปาคคลบัญญัติ ว่าด้วยการบัญญัติบุคคล โดยกล่าวถึงคุณธรรมสูงต่ำของบุคคลเช่นคำว่า  “สมยวิมุตโต”  หมายถึงผู้พ้นเป็นบางคราว ๆ คือ บางคราวก็ละกิเลสได้ บางคราวก็ละไม่ได้  “อสมยวิมุตโต”  หมายถึงผู้พ้นตลอดไปไม่ขึ้นอยู่กับคราวสมัยได้แก่ผู้ละกิเลสได้เด็ดขาดเป็นต้น

๕) กถาวัตถุ ว่าด้วยเรื่องของถ้อยคำการตั้งคำถามคำตอบ เพื่อชี้ให้เห็นหลักธรรมที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนาเถรวาท

๖) ยมก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นคู่ คือ การจัดธรรมะเป็นคู่ ๆ โดยอาศัยหลักการต่าง ๆ

๗) ปัฏฐาน ว่าด้วยที่ตั้ง คือ ปัจจัย  ๒๔ แสดงว่าอะไรเป็นปัจจัยของอะไรในทางธรรม

 

๓. ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เหตุผลในพระอภิธรรมด้วยเหตุปัจจัย

 

พระอภิธรรมได้จำแนกเหตุและสิ่งที่เกิดจากเหตุเรียกว่าปัจจัย สภาวะที่เป็นเหตุปัจจัยในคัมภีร์ปฏฐานมีถึง ๒๔ ประการ ได้แก่ เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย ปนันตรปัจจัย  สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญยปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อิทริยปัจจัย ฌานปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย  อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย อวิคตปัจจัย[6] อธิบายดังต่อไปนี้

๔.๑) เหตุปัจจัย คือ เหตุที่เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับเหตุและแห่งรูปที่มีธรรมประกอบกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ ถ้าจะเปรียบเทียบเหตุเหมือนรากไม้  ต้นไม้จะมีผลเจริญงอกงามก็เพราะได้อาศัยรากดูดน้ำและโอชะอื่น ๆ หล่อเลี้ยง

๔.๒)  อารัมมณปัจจัย  เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุคือความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู เป็นต้นเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอารมณ์  คือสิ่งที่จิตเจตสิกยึดถือเหมือนยึดเกาะท่อนไม้

๔.๓) อธิปติปัจจัย ได้แก่ สภาวะที่เป็นใหญ่เป็นปัจจัยที่ประกอบกับสภาวะธรรมแต่ละข้อเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่

๔.๔)  อนันตรปัจจัย คือ จักษุวิญาณธาตุและสภาวะอันสัมปยุคด้วยจักขุวิญญานธาตุนั้นเป็นปัจจัยแต่มโนธาตุและธรรมสัมปยุตด้วยโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย เป็นเครื่องสนับสนุนที่มี่ระหว่างคั่น เช่น ธรรมที่เป็นกุศลก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น

๔.๕)  สมนันตรปัจจัย  คือ จักขุวิญญาณธาตุและสภาวะที่สัมปยุคด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมสัปยุคด้วยมโนธาตุนั้นโดยสมันตรปัจจัยเป็นเครื่องสนับสนุนอย่างกระชั้นชิด

๔.๖)  สหชาตปัจจัย  คือ นามธรรม ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกันคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดขึ้นพร้อมกันเช่นในขณะที่ปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนพี่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยสหชาตปัจจัย

๔.๗)  อรัญญมัญญปัจจัย  คือ นามขันธ์  ๔  เป็นปัจจัยกันโดยอัญญมัญญปัจจัย  เป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกันเช่นในขณะที่ขณะแห่งปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา   นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน

๔.๘)  นิสสยปัจจัย  คือ นามขันธฺ  ๔   เป็นปัจจัยกันโดยนิสสปัจจัย   เป็นเครื่องสนันสนุนเป็นที่อาศัยเช่นในขณะที่ปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา   นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนที่อาศัยกัน

๔.๙)  อุปนิสสยปัจจัย  คือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดทีหลังโดยอุปนิสสยปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา

๔.๑๐)  ปุเรชาตปัจจัย  คือ จักขายตนะเป็นต้น  เป็นปัจจัยแต่จักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น และธรรมอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณเป็นต้น คือ เป็นเครื่องอาศัยที่เกิดก่อน

๔.๑๑)  ปัจฉาชาตปัจจัย  คือ จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยฐานะเป็นปัจฉาชาตปัจจัย คือ เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดภายหลัง

๔.๑๒)  อาเสวนปัจจัย  คือ กุศลธรรม อกุศธรรม อัพยากตธรรมที่เกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่ธรรทที่เกิดทีหลังโดยอาเสวนปัจจัยเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการสร้อยเสพ

๔.๑๓)  กัมมปัจจัย  คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกตัตตากรรมคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมเช่นกุศลกรรมและอกุศลกรรม  ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเจตนาและรูปที่มีธรรมอันประกอบด้วยเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานโดยกัมมปัจจัย

เขียน 08 Mar 2014 @ 08:56 ()


ความเห็น (0)