อนุทิน #134204

ศึกษาวิเคราะห์การใช้เหตุผล

ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก

 

๑. บทนำ

 

                พระอภิธรรมปิฎกเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา แม้ว่าหลายคนจะสงสัยว่าพระพุทธเจ้าได้แสดงอภิธรรมไว้จริงๆ  หรือว่านักปราชญ์รุ่นหลังแต่งขึ้น ปัญหานี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาข้อมูลพยานหลักฐานแล้วนำมาชี้แจงเอง ในส่วนของงานวิจัยครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แต่สนใจศึกษาในส่วนที่มีอยู่แล้ว เนื้อหาของอภิธรรมเป็นหลักธรรมล้วน ๆ  ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล  เกตุการณ์  และเรื่องราวต่าง ๆ จึงเป็นหลักธรรมที่ค่อยข้างจะเข้าใจยากต้องใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าเป็นเวลานานจึงจะพอเห็นแนวทางบ้าง

                อย่างไรก็ตาม มีผู้เปรียบเทียบพระไตรปิฏกไว้อย่างน่าสนใจว่า  ถ้าคน ๆ หนึ่งเดินทางโดยรถยนต์   วินัยปิฏกเปรียบเหมือนกับการกล่าวถึงจรรยา   มารยาทของบุคคลเหล่านั้นสุตตันตปิฏก   เปรีบเทียบหารกล่าวถึงเหตุการณ์ บุคคลตลอดจนข้อเตือนใจที่ได้พบปะระหว่างทาง  ส่วนอภิธรรมปิฏก   เลิกพูดถึงเรื่องบุคคล แต่กลับพูดถึงเครื่องยนต์กลไกในรถยนต์ หรือส่วนประกอบต่างๆ ในร่างกายจิตใจของคน  เป็นวิชาการล้วน ๆ ซึ่งไม่มีนิทานหรือเรื่องสนุกอื่น ๆ ประกอบ โดยทั่วไปจึงรู้สึกกันว่าอภิธรรมปิฏกเข้าใจยาก  แต่ถ้าสนใจศึกษาพิจารณาหรือทำความเข้าใจตามโดยไม่กลัวความยากลำบากเกินไป  ก็จะเกิดความเพลิดเพลินในธรรมในหลักวิชาการ ตามที่สังเกตมาผู้ศึกษาอภิธรรม   มักจะติดใจเพลิดเพลินในความยาก  แต่มีเหตุผลหลายแง่มุม[1]

                ความยากและลึกซึ้งของอภิธรรมเป็นที่รู้กันทั่วไปในการศึกษาพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่ใช้ความเพียรพยายามจริง ๆ  และวุฒิภาวะทางจิตใจเพียงพอก็จะทำให้เบื่อหน่ายศึกษาเอมดื้อ ๆ  แต่ถ้าศึกษาอย่างเอาจริงแล้วจะทำให้มองเห็นความสุขุมลึกซึ้งคัมภีร์ภาพของสภาวธรรมธรรม ซึ่งทำให้เข้าใจว่าอยู่ในวิสัยของพระพุทธเจ้ามีแต่พุทธวิสัยเท่านั้น จึงจะอธิบายได้ละเอียดอย่างนี้ดังข้อความยืนยันว่า “อภิธรรมนี้ เป็นวิสัยแห่งพระสัมพัญญพุธเจ้าโดยเฉพาะไม่ใช่วิสัยที่ผู้อื่นจะแสดงได้[2]

                อภิธรรม ถ้าแปลว่า ธรรมอันยิ่งหรือธรรมอันลึกซึ้ง ก็มีปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฏกอยู่แล้ว  เพราะพระสูตรในส่วนที่ไม่พูดถึงบุคคล เหตุการณ์หรือสถานที่ แต่กล่าวถึงเนื้อหาของหลักธรรมล้วนๆ  อภิธรรม พระอภิธรรมก็เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้แล้ว ดังที่ปรากฏในพระสูตรเรื่องหนึ่งว่า “ตถาคตแสดงธรรมแก่พวกเธอด้วยความรู้ยิ่งคือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์  ๕ โพชฌค์  ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ พวกเธอจงเป็นผู้พร้องเพียงกัน  ยินดีต่อกัน  ไม่วิวาทกัน   ศึกษาในธรรมเหล่านั้น   เมื่อก็เป็นธรรมที่ยากจะทำความเข้าใจเหมือนกัน   ถ้าหลักธรรมส่วนไหนที่ทำความเข้าใจยาก  ธรรมเหล่านั้นคือ พวกเธอพร้อมเพรียงกัน ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ จะพึงมีภิกษุผู้กล่าวต่างกันในธรรมะดับสูงเป็นสองรูป[3]

พระดำรัสที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่ภิกษุในสูตรนี้เน้นถึงความเห็นแตกแยกในอภิธรรมธรรม   ที่มีความเห็นต่างกันโดยอรรถโดยพยัญชนะ  ก็อย่าทะเลาะวิวาทกันพึงเข้าไปหาผู้ว่าง่ายแล้วสนทนากันหาข้อผิดพลาดจนได้ข้อที่ถูกต้องตามธรรมวินัย  แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งกันในอนาคต  คำว่า “อภิธรรมหรือธรรมอันยิ่ง” พระไตรปิฏกฉบับภาษาบาลีใช้คำว่า “อภิ ธมฺโม” ดังนั้น คำว่าอภิธรรมจึงมีปรากฏอยู่ในพระสูตร  แต่ปรากฏในฐานะที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความเห็นแตกแยกในอนาคต พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงแนวทางแห่งการทำความปรองดองกันไว้ล้วงหน้า

 

๒.  ความเป็นมาและความหมายของคำว่า  “อภิธรรม” 

 

คำว่า  “อภิธรรม”  เป็นปิฏกหนึ่งของพระพุทธศาสนา  เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าอันเป็นที่มาแห่งพระพุทธศาสนาเรียกว่าพระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฏกและพระอภิธรรมปิฏก  ความหมายของพระอภิธรรมนั้นพระอรรถกถาจารย์ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ด้วยเหตุที่ธรรมทั้งหลายมีความเจริญ ที่มีความกำหนดหมาย  ที่บุคคลบูชาแล้ว  ที่บัณฑิตกำหนดตัด  และที่ละเอียดยิ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอภิธรรมนี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอภิธรรม”

นอกจากนี้ บัณฑิต ยังกล่าวไว้ว่า  พระอภิธรรม  เพราะเหตุที่พระอภิธรรมน้ำพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงธรรมที่ควรเจริญ ธรรมที่ควรกำหนดธรรมที่ควรบูชา  ธรรมกำหนดไว้  และธรรมที่ละเอียด ตามที่ท่านได้ให้ความไว้นี้ชี้ให้เห็นว่าอภิธรรมที่ควรกำหนด  เป็นส่วนที่ว่าด้วยทุกข์   เพราะทุกข์เป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้  (ปริญเญยธรรม)

เป็นธรรมที่ควรกำหนดตัด  ซึ่งหมายถึงธรรมที่ควรละ  จัดเข้าในธรรมหมวดสมุทัยเพราะสมุทัยเป็นธรรทที่บัญฑิตควรละ (ปหานธรรม)

เป็นธรรมอันยิ่ง  ซึ่งมีความหมายถึงธรรมที่ควรทำให้แจ้ง  เป็นธรรมหมวดนิโรธที่ควรทำให้แจ้ง  (สัจฉิกาตัพพธรรม) 

เป็นธรรมที่ควรเจริญ ซึ่งเป็นจัดเข้าได้ในส่วนที่เรียกว่ามรรคเพราะมรรคเป็นธรรมที่ควรเจริญ  (ภาเวตัพพธรรม)

                เมื่อจัดประเภทตามความหมายแล้ว  ก็สามารถเข้าได้กับหลักการเดิมของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วในธัมมจักกัปปวัตนสูตร[4]  เป็นอภิธรรมปิฏกประมวลหลักธรรมและคำอธิบายในรูปหลักวิชาล้วน ๆ  ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลแบ่งเป็น ๗ คัมภีร์ คือ[5]

๑) ธัมมสังคณี ว่าด้วยการรวมกลุ่มธรรมะ คือ จัดระเบียบธรรมะต่างๆ ที่กระจายกันอยู่มากมายไว้ในหัวข้อสั้น ๆ เปรียบเทียบด้วยการนำเครื่องประกอบต่าง ๆ ของนาฬิกามาคุยกันเข้าเป็นนาฬิกาทั้งเรือน

๒) วิภังค์ ว่าด้วยการแยกกลุ่ม คือ การกระจายออกไปจากกลุ่มใหญ่เพื่อให้เห็นรายละเอียดเช่น ขันธ์ ๕  มีอะไรบ้าง  แต่ละข้อนั้นแยกออกไปอย่างไรได้อีก  เทียบด้วยการถอดส่วนประกอบของนาฬิกาออกมาจากที่อยู่เดิม

๓) ธาตุกถา ว่าด้วยธาตุ คือ สิ่งที่เป็นต้นเดิมในทางธรรม ซึ่งแตกต่างไปจากธาตุทางวิทยาศาสตร์  เพราะทางธรรมมุ่งคติสอนใจ จึงมีความหมายตามคติทางธรรม

๔) ปาคคลบัญญัติ ว่าด้วยการบัญญัติบุคคล โดยกล่าวถึงคุณธรรมสูงต่ำของบุคคลเช่นคำว่า  “สมยวิมุตโต”  หมายถึงผู้พ้นเป็นบางคราว ๆ คือ บางคราวก็ละกิเลสได้ บางคราวก็ละไม่ได้  “อสมยวิมุตโต”  หมายถึงผู้พ้นตลอดไปไม่ขึ้นอยู่กับคราวสมัยได้แก่ผู้ละกิเลสได้เด็ดขาดเป็นต้น

๕) กถาวัตถุ ว่าด้วยเรื่องของถ้อยคำการตั้งคำถามคำตอบ เพื่อชี้ให้เห็นหลักธรรมที่ถูกต้องทางพระพุทธศาสนาเถรวาท

๖) ยมก ว่าด้วยธรรมะที่เป็นคู่ คือ การจัดธรรมะเป็นคู่ ๆ โดยอาศัยหลักการต่าง ๆ

๗) ปัฏฐาน ว่าด้วยที่ตั้ง คือ ปัจจัย  ๒๔ แสดงว่าอะไรเป็นปัจจัยของอะไรในทางธรรม

 

๓. ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เหตุผลในพระอภิธรรมด้วยเหตุปัจจัย

 

พระอภิธรรมได้จำแนกเหตุและสิ่งที่เกิดจากเหตุเรียกว่าปัจจัย สภาวะที่เป็นเหตุปัจจัยในคัมภีร์ปฏฐานมีถึง ๒๔ ประการ ได้แก่ เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย ปนันตรปัจจัย  สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญยปัจจัย นิสสยปัจจัย อุปนิสสปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิปากปัจจัย อิทริยปัจจัย ฌานปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย  อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย อวิคตปัจจัย[6] อธิบายดังต่อไปนี้

๔.๑) เหตุปัจจัย คือ เหตุที่เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับเหตุและแห่งรูปที่มีธรรมประกอบกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ ถ้าจะเปรียบเทียบเหตุเหมือนรากไม้  ต้นไม้จะมีผลเจริญงอกงามก็เพราะได้อาศัยรากดูดน้ำและโอชะอื่น ๆ หล่อเลี้ยง

๔.๒)  อารัมมณปัจจัย  เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุคือความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู เป็นต้นเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอารมณ์  คือสิ่งที่จิตเจตสิกยึดถือเหมือนยึดเกาะท่อนไม้

๔.๓) อธิปติปัจจัย ได้แก่ สภาวะที่เป็นใหญ่เป็นปัจจัยที่ประกอบกับสภาวะธรรมแต่ละข้อเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่

๔.๔)  อนันตรปัจจัย คือ จักษุวิญาณธาตุและสภาวะอันสัมปยุคด้วยจักขุวิญญานธาตุนั้นเป็นปัจจัยแต่มโนธาตุและธรรมสัมปยุตด้วยโนธาตุนั้นโดยอนันตรปัจจัย เป็นเครื่องสนับสนุนที่มี่ระหว่างคั่น เช่น ธรรมที่เป็นกุศลก่อนๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น

๔.๕)  สมนันตรปัจจัย  คือ จักขุวิญญาณธาตุและสภาวะที่สัมปยุคด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้นเป็นปัจจัยแก่มโนธาตุและธรรมสัปยุคด้วยมโนธาตุนั้นโดยสมันตรปัจจัยเป็นเครื่องสนับสนุนอย่างกระชั้นชิด

๔.๖)  สหชาตปัจจัย  คือ นามธรรม ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกันคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดขึ้นพร้อมกันเช่นในขณะที่ปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนพี่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยสหชาตปัจจัย

๔.๗)  อรัญญมัญญปัจจัย  คือ นามขันธ์  ๔  เป็นปัจจัยกันโดยอัญญมัญญปัจจัย  เป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกันเช่นในขณะที่ขณะแห่งปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา   นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน

๔.๘)  นิสสยปัจจัย  คือ นามขันธฺ  ๔   เป็นปัจจัยกันโดยนิสสปัจจัย   เป็นเครื่องสนันสนุนเป็นที่อาศัยเช่นในขณะที่ปฏิสนธิจิตก้าวลงสู่ครรภ์มารดา   นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนที่อาศัยกัน

๔.๙)  อุปนิสสยปัจจัย  คือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่เกิดทีหลังโดยอุปนิสสยปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา

๔.๑๐)  ปุเรชาตปัจจัย  คือ จักขายตนะเป็นต้น  เป็นปัจจัยแต่จักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น และธรรมอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณเป็นต้น คือ เป็นเครื่องอาศัยที่เกิดก่อน

๔.๑๑)  ปัจฉาชาตปัจจัย  คือ จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยฐานะเป็นปัจฉาชาตปัจจัย คือ เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดภายหลัง

๔.๑๒)  อาเสวนปัจจัย  คือ กุศลธรรม อกุศธรรม อัพยากตธรรมที่เกิดก่อน เป็นปัจจัยแก่ธรรทที่เกิดทีหลังโดยอาเสวนปัจจัยเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการสร้อยเสพ

๔.๑๓)  กัมมปัจจัย  คือ กุศลกรรมและอกุศลกรรมเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกตัตตากรรมคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมเช่นกุศลกรรมและอกุศลกรรม  ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเจตนาและรูปที่มีธรรมอันประกอบด้วยเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานโดยกัมมปัจจัย

๔.๑๔)  วิปากปัจจัย  คือนามขันธ์  ๔ อันเป็นวิบากเป็นปัจจัยแก่กันและกันคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นวิบาก  ( ผลของกรรม)

๔.๑๕)  อาหารปัจจัย  คือ กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้   อาการที่เป็นนามเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตและรูปอันมธรรมที่สัมปยุตนั้นคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร

๔.๑๖)  อินทรียปัจจัย  คือ จักขุนทรีย์เป็นต้นเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุเป็นต้น และธรรมอันสัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณเป็นต้นนั้นโดยอินทรียปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนเช่นอินทรีย์ คือ รูปชีวิตเป็นปัจจัยแห่งรูปที่เกิดแต่กรรม (กตัตตารูป)

๔.๑๗)  ฌานปัจจัย  คือ องค์แห่งฌานทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน  และรูปอันมีธรรมที่สัมปยุตนั้นเป็นสมุฏฐานคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นฌาน

๔.๑๘)  มัคคปัจจัย   คือ องค์แห่งมรรคทั้งหลาย   เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรคเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นทาง  (มรรค)

๔.๑๙)  สัมปยุตตปัจจัย  คือ นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกันโดยฐานะเป็นสัมปยุตปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นของประกอบกัน  (เกิด  ดับพร้อมกัน)

๔.๒๐)  วิปยุตปัจจัย  คือ รูปธรรมเป็นปัจจัยแก่นามธรรม  นามธรรมเป็นปัจจัยแก่รูปธรรมโดยฐานะเป็น วิปยุคปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่ประกอบกัน (หมายถึงไม่เกิด  ดับพร้อมกัน)

๔.๒๑)  อัตถอปัจจัย  คือ นามขันธ์  4  เป็นปัจจัยแก่กันและกันโดยฐานะเป็นอัตถิปัจจัยคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่เช่นธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

๔.๒๒)  นัตถิปัจจัย คือ จิตและเจตสิกธรรมที่ดับไปแล้วโดยไม่มีธรรมอื่นคั่นเป็นปัจจัยแต่จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นติดต่างกันคือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มี

๔.๒๓)  วิคตปัจจัย  คือ จิตและเจตสิกธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นคั่นเป็นปัจจัยแก่จิตและเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นติดต่อกัน

๔.๒๔)  อวิคตปัจจัย  คือ นามขันธ์ ๔ เป็นปัจจัยแก่กันและกันเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่[7]

                จากข้อความข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่า เหตุปัจจัยที่ได้จำแนกออกไปเป็นจำนวนมากเช่นนี้   หากไม่ให้คำนิยามเสียก่อนจะเกิดความสับสน คำว่า “เหตุปัจจัย” มีคำนิยามไว้ว่า เหตุ (Hetu) a cause ; causal condition; root-cause[8] คำว่า “ปัจจัย” มีสองความหมาย คือ (Paccya) ๑. conditional;  aiding condition ๒. (the four) requisites, viz, clothing, dwelling and medicine ; necessaries.[9] ในพจนานุกรมศัพท์ปรัชญาให้ความหายของคำว่า Cause ไว้ว่า Cause  เหตุ,ปัจจัย: สิ่งที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดมีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป[10] ถ้าจะถือตามทัศนะนี้เหตุกับปัจจัยคือสิ่งเดียวกัน แต่ใน                 พระอภิธรรมเหตุกับปัจจัยมีความหมายคนละอย่างกัน   เหตุเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด   ส่วนปัจจัยเป็นสิ่งที่อาศัยเหตุเกิดขึ้นดังที่ท่านอธิบายการเกิดขึ้นของกุศลธรรมว่า “กุศลธรรมอาศัยกุศธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยคือขันธ์  ๓  อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นกุศลเกิดขึ้น ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒  อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น” [11]    

การเกิดขึ้นของกุศลธรรมอย่างเดียวจะต้องอิงอาศัยปัจจัยทั้ง  ๒๔ ประการเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นอย่างเดียวกัน ที่แตกต่างกันคือส่วนที่เป็นเหตุไม่เหมือนกัน แต่ผลที่เกิดจากเหตุจะออกมาเหมือนกัน   เป็นไปตามกฎแห่งความมีเหตุคือเหตุหลายอย่างอาจจะให้ผลหลายอย่างหรือให้ผลอย่างเดียวก็ได้   ในอภิธรรมเหตุหลายอย่างให้ผลอย่างเดียวกันก็มี  เหตุหลายอย่างให้ผลไม่เหมือนกันก็มีดังที่ปรากฏในส่วนอัพยกตาธรรมว่า “อัพยากตธรรมเกิดร่วมกับกุศลธรรมเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ               จิตตสมุฏฐานเกิดร่วมกับขันธ์ทั้งหลายที่เป็นกุศล”[12]  แต่เมื่อเกิดขึ้นเพราะอารัมณปัจจัยก็จะได้ผลเป็นอย่างอื่น ดังคำว่า อัพยากตธรรมอาศัยอัพยากตธรรมเกิดขึ้น เพราะอามัมณปัจจัยคือขันธ์ ๓  และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบาก  และอัพยากตกิริยาเกิดขึ้น  ขันธ์ ๑ อาศัยขันธ์ ๓  เกิดขึ้น  ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้นในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอัพยากตวิบากเกิดขึ้น ขันธ์  ๑ อาศัยขันธ์ ๓ เกิดขึ้น ขันธ์ ๒ เกิดขึ้น ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น จักขุวิญญาณอาศัยจักขายตนะเกิดขึ้น โสตวิญยาณอาศัยโสตายตนะเกิดขึ้น ฆานวิญญาณอาศัยฆานายตนเกิดขึ้น  ชิวหาวิญญาณอาศัยชิวหายตนะเกิดขึ้น  กายวิญญาณอาศัยกายายตนะเกิดขึ้น  ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากอาศัยหทยวัตถุเกิดขึ้น[13]

การอธิบายมานี้ ไม่ต้องการให้เข้าใจความหมายของเนื้อหาในหลักธรรม แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเหตุอย่างหนึ่งให้ผลอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้ ผลที่เกิดจากเหตุเดียวกัน แต่มีตัวแปรทำให้ผลที่ออกมาไม่เหมือนกับเหตุก่อน ตัวแปรที่ว่านี้ในทางอภิธรรมถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุและปัจจัยเหมือนกัน ในหลายแห่งท่านกล่าวถึงตัวแปรไว้ด้วยแม้ว่ากฎแห่งเหตุผลจะเป็นสิ่งที่วางไว้สำหรับพิจารณาแล้วก็ตาม ถ้าหากผิดขั้นตอนแม้เพียงขณะจิตหนึ่งผลที่ออกมาก็ย่อมจะแปรเปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง ดังที่ท่านจึงพูดเรื่องขณะจิตไว้ด้วยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจตสิกธรรมคือธรรมที่ปรุงแต่งจิตเกิดขึ้นพร้อมกับจิต จิตแต่ละดวงเกิดจากเหตุอย่างเดียวกันแต่ให้ผลไม่เหมือนกันเพราะตัวแปรที่เรียกว่าเจตสิกธรรมนี้เองท่านแสดงเจตสิกธรรมไว้ กล่าวคือ เจตสิกธรรมได้แก่ธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต  เป็นอาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต [14]

                จิตและเจตสิกซึ่งเป็นส่วนแห่งนามธรรมเหมือนกันเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน จิตทำหน้าที่รับอารมณ์ เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง แต่จิตเกิดทีละครั้งไม่ได้เกิดพร้อมกัน เจตสิกที่เข้ามาประกอบกับจิตก็เข้ามาทีละครั้งหรือบางทีอาจจะหลายครั้งก็ได้ ในขณะที่จิตประกอบกับเจตสิกเกิดขึ้น  การดำเนินไปของจิตจะเกิด  ดับ ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามขณะจิตซึ่งจะเป็นตัวแปรปัญหาที่เกิดจากตัวแปรในขณะที่จิตทำหน้าที่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เหตุกับปัจจัยออกมาไม่เหมือนกัน ตัวแปรท่านแสดงไว้หลายอย่างเช่นทวารเป็นที่เกิดของจิตบางดวง  เพราะบางดวงเกิดเพราะอาศัยทวารบางดวงไม่อาศัยทวาร

วถีจิตในอดีตมหันตารมณ์มีขณะจิตที่เกิดขึ้นและเป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ขณะจิตจำแนกไว้ถึง  ๑๗ ประการ แต่ละขณะจิตจะมีธรรมชาติที่ละเอียดอีกสามประการเสมอ คือ  อุปาทะ  ฐิติ  ภังคะ  จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดเร็วมากดังที่ท่านอธิบายไว้ว่า “จิตเกิดดับครั้งหนึ่งเรียกว่าขณะหนึ่งหรือดวงหนึ่งหรือช่วงหนึ่งของจิต จิตช่วงหนึ่งยังมีขณะเล็กหรืออนุลักขณะอีก ๓ ประการคืออุปปาทขณะ ฐิติณะ และภังคขณะ  จิตที่เริ่มเกิดเรียกว่าอุปปาทขณะ จิตตั้งอยู่ยังไม่ดับไปเรียกว่าฐิติขณะ ส่วนจิตกำลังดับไปเรียกว่าภังคขณะ อายุของจิตขณะหนึ่ง ๆ มีความเกิดดับรวดเร็วมาก ซึ่งเมื่อ เปรียบกับอายุของรูปที่ปรากฏขึ้นขณะหนึ่งๆ แล้ว ก็คือจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะใหญ่  เท่ากับรูป  (เฉพาะรูป ๒๒ เว้นวิญญัติรูป ๒ และลักขณะรูป ๔) ดับไปครั้งหนึ่ง[15]

ดังนั้น ความสัมพันธ์แห่งเหตุและผลที่ตามาในส่วนของปรมัตถธรรมเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เราใช้การอนุมานตามหลักเหตุผลได้เพียงบางส่วนเท่านั้น   แต่ไม่อาจจะนำมาใช้ได้ทั้งหมด ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยก็ย่อมจะใช้การอนุมานเพื่อให้ได้บทสรุปหรือผลที่ตามมาได้อย่างถูกต้อง  ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยในอภิธรรมได้วางไว้อย่างละเอียดในส่วนแห่งความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของสภาวธรรม  เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นอาศัยสิ่งนี้ผลที่ตามมาจะต้องเป็นอย่างนั้นดังที่ท่านได้วางหลักซึ่งจะได้นำมาเสนอเพียงส่วน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุอย่างนี้ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ดังตัวอย่างบางส่วน  เช่น “วิปากธรรมที่เป็นสรณธรรม อาศัยวิปากธรรมที่เป็นอรณธรรมเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ในเหตุปัจจัยมีวาระ ๑ ในอารัมณปัจจัยมีวาระ ๑ ในอวิคตปัจจัยมีวาระ ๑ วิปากธัมมธรรมที่เป็นสรณธรรม อาศัยวิปากธัมธรรมที่เป็นสรณธรรทเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย”[16]

 

๔.  การนิยามกับการใช้เหตุผลตามความหมายในพระอภิธรรม

 

การที่จะเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้ใช้ทางตรรกวิทยาเป็นหน้าที่ของการนิยามความหมายในพระพุทธศาสนาการนิยามความหมายก็มีความสำคัญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในการเข้าใจหลักสัจจธรรมที่ปรากฏอยู่อภิธรรมต้องนิยามความหมายใช้ชัดเจนเสียก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงมีขอบเขตครองคลุมถึงเรื่องอะไร  มีความหมายอย่างไร

                คำนิยาม (Definition) หมายถึง การกำหนดให้แน่นอนลงไปว่าศัพท์หรือเทอม ๆ หนึ่งหมายถึงมโนภาพ (Concept) หรือจินตภาพ (Image )ใด[17] หลักสำคัญในการนิยามจะเห็นได้ค่อนข้างจะชัดเจนในกถาวัตถุ ซึ่งเราจะมองเห็นความพอดีและกลมกลืนของคำนิยามได้ชัดเจน  เป็นการสอบถามที่ทำให้เกิดสังกัปที่เขาเข้าใจหรือกำลังคิดอยู่  การสร้างคำนิยามในกถาวัตถุว่าด้วยการนิยามดังข้อความว่า

                       สกวาที :  เป็นอสังขตะหรือ

                       ปรวาที :  ยอมรับว่าถูกแล้ว

สกวาที :  เป็นนิพพาน  เป็นที่ต้านทาน  เป็นที่เร้น  เป็นที่พึ่ง  เป็นที่หมาย  เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน  เป็นอมตะหรือ

ปรวาที :  ตอบว่า  ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น [18]    

                นิยาม  ตามความหมายของสกวาทีเปลว่าทางทีแน่นอน เป็นธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ดูเหมือนว่ายิ่งให้คำนิยามยิ่งจะไม่รู้ความหมาย การนิยามคำว่ากุศลธรรมดังคำกล่าวว่า “ธรรมที่เป็นกุศลธรรมเป็นไฉน  (กุศลธรรม)” ท่านใดให้คำตอบโดยการให้คำนิยามว่า กุศลธรรม ได้แก่ กามาจรมหากุศลจิต ๘ ดวง ที่สหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วยญาณ[19]

ส่วนอกุศลธรรมท่านได้คำนิยามไว้ว่า อกุศธรรมได้แก่อกุศลจิต ๑๒ ดวง ที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฐิ[20]

อัพยากตธรรม  ได้แก่ กาทาวจรวิบาก มีจักขุวิญญาณเป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้กระทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว[21]

ในธรรมสังคณีปกรณ์จะเป็นเรื่องของการนิยามและอธิบายความหมายของคำในแต่ละคำที่นำมาใช้ในการอธิบายอภิธรรม  อีกอย่างหนึ่งคำเฉพาะที่ปรากฏในอภิธรรมอาจจะมีปรากฏในที่อื่นเช่นวินัยปิฏก  พระสุตตันตปิฏก  แต่เมื่อปรากฏในขอบเขตของอภิธรรมคำบางอย่างจะมีความหมายไม่ตรงกันกับปรากฏในที่อื่น อาจจะมีผู้แย้งว่าสัจจธรรมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงได้  ข้อนี้จริงสัจจธรรมย่อมเป็นสิ่งคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง  แต่ความหมายที่คนเข้าใจกันต่างหากที่เปลี่ยน ดังคำว่า   “กรรม”  ตามคำนิยามที่ปรากฏในพระสูตรว่าคำว่ากรรมได้แก่เจตนาดังคำบาลีว่า  เจตนาหํ กมฺมํ  วทามิ  [22]  ส่วนคำว่า เจตนา ในอภิธรรมท่านให้คำนิยามว่า   เจตนา ได้แก่ การคิด กิริยาที่คิด อันเกิดแต่สัมผัสแห่งจักขุวิญญาณธาตุที่สมกัน[23] คำทั้งสองคำนี้มีความหมายที่กว้างแคบต่างกัน ใน               พระสูตรท่าน หมายถึง เจตนาทุกอย่างอย่างที่ทำลงไปเป็นกรรมทั้งหมด แต่ในอภิธรรมเจตนามีหลายความหมายแล้วแต่สิงที่ทำให้เกิด  ในที่นี้เจตนาเกิดจากสัมผัสแห่งจักษุวิญญาณ แต่ในอีกที่หนึ่งท่านให้คำนิยามของเจตนาไว้อีกอย่างว่า  เจตนาได้แก่การคิด  กิริยาที่คิด  ซึ่งเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่สมกัน[24]  ในที่อื่นยังได้ให้คำนิยามของเจตนาไว้อีกที่แตกต่างกันออกไปตามสัมผัสที่อิงอาศัยเกิดขึ้น  ในพระสูตรไม่ได้แยกแยะรายละเอียดของเรื่องที่กำลังพูดถึงมากนัก แต่ในอภิธรรมต้องแยกให้ละเอียดลงไปจนถึงขั้นที่ละเอียดที่สุดดังจะเห็นได้ในหมวดที่ว่าด้วยธาตุกถาดังที่ท่านแยกธาตุไว้ว่าสิ่งไหนสงเคราะห์เข้ากันได้กับสิ่งไหน สิ่งไหนสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้กับสิ่งไหน มีผู้ให้ทัศนะในเรื่องธาตุกถาไว้ว่า “ธาตุกถา” ถ้อยคำว่าด้วยธาตุ  ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยเก่าคือการเล่นแร่แปรธาตุฉลาดรู้ว่านำสิ่งนี้ไปผสมกับสิ่งนั้นจะเป็นอะไร อะไรผสมกับอะไรไม่ได้  ถ้าจะเทียบกับความรู้สมัยใหม่ก็คือความรู้ทางฟิสิกส์และเคมี  คือรู้คุณสมบัติของสารว่าอะไรเป็นอะไร   เข้ากันได้ไม่ได้ในทางฟิสิกส์และเคมีอย่างไร ธาตุกถาจึงเป็นการรู้จักแยกธาตุและผสมธาตุ [25]   คำว่า  “ธาตุ”  ตามที่ปรากฏในอภิธรรมไม่เหมือนกับ  “ธาตุ”  ในทางฟิสิกส์เคมี ธาตุในอภิธรรมท่านจำแนกไว้ดังนี้ คือ “จักขุธาตุ รุปธาตุ  จักขุวิญญาณธาตุ  โสตธาตุ  สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ  คันธธาตุ  ฆารวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ  ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ”[26]

คำนิยามเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าใจสาระธรรมแห่งอภิธรรม การให้คำนิยามในอภิธรรมอาจจะไม่เป็นไปตามกฎของการนิยามตามทัศนะทางตรรกศาสตร์ทั่วไป แต่มีลักษณะเป็นส่วนพิเศษเฉพาะสำหรับนำมาใช้ในอภิธรรมเท่านั้น คำนิยามอย่างนี้ต้องระบุถึงลักษณะประเภท (Genus) ลักษณะแผกเพี้ยน (Difference) ลักษณะคุณสมบัติ (Preperty) และลักษณะบังเอิญ (Accident) ครบทุกประการตามกฎของการนิยามแต่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว เพราะเกิดในยุคสมัยที่ต่างกัน และวัตถุประสงค์ของการนิยามแตกต่างกัน ในปรัชญาทั่วไปได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เพื่อขจัดความคลุมเครือและกำกวม,  เพื่อให้ความหมายชัดเจนขึ้น,  เพื่อโน้มน้าวทัศนคติ  และเพื่อนำไปสร้างเป็นประโยคตรรกะเพื่อใช้ในการอ้างเหตุผล ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของรูปนิรนัยๆ หนึ่งเรียกว่าเป็นการอ้างเหตุผลครั้งหนึ่ง

แต่ในอภิธรรมไม่ได้สนใจในการอ้างเหตุผลตามกฎของนิรนัย แต่นิยามเพื่อให้รู้ความหมายเกี่ยวกับศัพท์ที่นำมาใช้นั้นว่าหมายถึงอะไรในขณะที่กล่าวถึง  เพราะคำเดียวกันอาจจะมีความหมายคนละนัยเมื่อปรากฏในบริบทที่แตกต่างกันเช่น   คำว่าวิญญาณในอภิธรรมหมายถึงความรู้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอายตนะภายใจกระทบกับอายตนะภายนอก   เป็นชื่อของจิตอย่างหนึ่งดังที่ปรากฏว่า จิตคือจิต  มโน  มานัส  หทัย  ปัณทรัง   มนายตนะ  มนินทรีย์  วิญญาณ  วิญญาณขันธ์  มโนวิญญาณธาตุ[27]  ชื่อทั้งหมดนั้นหมายถึงจิตแต่เมื่อทำหน้าที่ต่างกันชื่อเรียกก็ต่างกันไปด้วย   คำที่นำมานิยามไว้เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่กล่าวถึงคือจิต  วิญญาณทำหน้าที่รู้ดังคำกล่าวว่า ธรรมชาตินั้นชื่อว่าวิญญาณ[28]  เมื่อวิญญาณไปอยู่ร่วมกับขันธ์ความหมายก็เปลี่ยนไปเป็นวิญญาณขันธ์   เมื่อไปอยู่ร่วมกับธาตุความหมายก็เปลี่ยนไปอีกเป็นมโนวิญญาณธาตุหมายถึงมนะที่เป็นธาตุหนึ่งซึ่งรู้อารมณ์  คำว่า “รู้อารมณ์” เป็นคุณสมบัติ หรือเป็นลักษณะแผนเพี้ยนที่ทำให้จิตมีความแตกต่างจากประเภทของสิ่งที่อภิธรรมกล่าวถึงประเภท คือ สภาวะธรรม  จิตจัดเป็นชนิดหนึ่งของประเภทคือสภาวธรรม ซึ่งมีชนิดอื่นที่จัดเข้าในประเภทเดียวกัน คือ เจตสิก รูป นิพพาน ทั้งจิต รูป นิพพานจัดเป็นชนิดสภาวธรรม

                                               

๕. การให้เหตุผลตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์พระอภิธรรมปิฎก

การอธิบายโดยการใช้เหตุผลหลักธรรมของพระพุทธเจ้า  ในพระอภิธรรมมีการอ้างเหตุผลในรูปของ   Argumentation  ตามที่ปรากฏในกภาวัตถุดังข้อความว่า

สกวาที :  ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ

ปรวาที :  ถูกแล้ว

สกวาที :  สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้นตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  หรือ

ปรวาที :  ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น

สกวาที :  ท่านจงรู้นิคหะ (การข่มการปราบปราม) หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  ด้วยเหตุตามสถาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะ   เป็น ปรัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้นโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ดังนี้ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่าสภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะ  เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นตามสภาวะนั้น                  โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์  ก็ต้องไม่กล่าวว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่าพึงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถ์ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้นโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดังนี้ผิด[29]

ดังนั้น วิธีการใช้เหตุผลที่ปรากฏในกถาวัตถุเป็นการใช้เหตุผลแบบนรินัยอย่างเดียวหรือ  หามิได้ที่ออกมาในรูปของอุปนัยก็มี (Inductive) ในเรื่องที่ต้องเค้นหาความจริงด้วยการเก็บรวบรวมจากตัวอย่างดังข้อความว่า

สกวาที :   สิ่งทั้งปวงมีอยู่  หรือ

ปรวาที :   ถูกแล้ว

สกวาที :   สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวงหรือ

ปรวาที :   ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น

ฝ่ายสกวาทีก็จะถามไปเรื่อย ๆ   เป็นลำดับคือ  สิ่งทั้งมีอยู่ในกาลทั้งปวง, โดยอาการทั้งปวง , ในธรรมทั้งปวง  และปรวาทีก็จะกล่าวยืนยันและคัดค้านไปเรื่อยๆ   ตามคำถาม  สักวาทีก็จะแยกคำว่า  “สิ่งทั้งปวงออกถามทีละข้อ ๆ ไป  จนถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า

สกวาที :    อนาคตมีอยู่  หรือ

ปรวาที :   ถูกแล้ว

สกวาที : ได้ยกคำที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้มาอ้างว่า หากความยินดี ความเพลิน  ความอยากไม่มีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ไม่ตั้งมั่นแล้ว  ไม่งอกงามแล้ว ในเพราะกวฬิงการาหารนั้น วิญญาณไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้วในที่ใด  ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น   ความหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายอย่างไม่มีอยู่ในที่นั้น ความจริงแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีอยู่ในที่ใด  การเกิดในภพใหม่ต่อไปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีอยู่ในที่ใด  ชาติ  ชรา  มรณะ  ก็ไม่มีต่อไปในที่นั้น  ชาติ  ชรา  มรณะ ไม่มีต่อไปในที่ใด  ตถาคตกล่าวว่าที่นั้นไม่มีโคก ไม่มีธุลี  ไม่มีความคับแค้น อนึ่งหากความยินดี ความเพลิดเพลิน  ความอยาก  ไม่มีอยู่ในผัสสาหาร....ในมโนสัญญเจตนาหาร....ในวิญญาณาหาร ฯลฯ  เรากล่าวว่า ที่นั้นไม่มีโศก ไม่มีธุรีไม่มีความคับแค้นดังนี้ เป็นสูตรที่มีอยู่จริงมิใช่หรือ(สังยุตตนิกาย  สคาถวรรค)

ในพระพุทธศาสนามีการแสดงเหตุผลโดยย่อมากมายเช่นการอธิบายในพระอภิธรรม มูลยมก ซึ่งได้แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ บทตั้งเรียกว่าอุทเทส  และบทอธิบายเรียกว่า นิทเทส การอธิบายด้วยบทตั้งก่อน โดยกล่าวถึงถึงกุศลธรรม, อกุศลธรรม, อัพยากตาธรรม และนามธรรม  แล้วแจกไปตามหลัก ๑๐ ประการ คือ มูล (รากเง้า),  เหตุ, นิทาน (ต้นเหตุ),สมภพ (การเกิด), ปภพ                  (แดนเกิด)  สมุฏฐาน (ที่ตั้ง),  อาหาร  อารมณ์,  ปัจจัย  (เครื่องสนับสนุน) และสมุทัย (เหตุให้เกิด)  ตามด้วยทบอธิบายเช่นการอธิบายเรื่องกุศลธรรมดังข้อความว่า

สกวาที : ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงชื่อว่ากุศลมูล                               ใช่หรือไม่ ?  กุศลมูลมี ๓ ธรรมที่เหลือมิใช่กุศล ธรรมเหล่าใดมีกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ากุศล  ใช่หรือไม่ ?

ปรวาที : ใช่

สกวาที : ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศล  ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ามีมูลอันเดียวกับกุศล  ใช่หรือไม่ ?

ปรวาที : ใช่

สกวาที :  ธรรมเหล่าใดมีมูลอันเดียวกับกุศลธรรม  ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ากุศล  ใช่หรือไม่ ? รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า มีมูลอันเดียวกับกุศล แต่ไม่เชื่อว่ากุศลกุศลชื่อว่ามีมูลอันเดียวกับกุศลมูลด้วย  เป็นกุศลด้วย[30]

                เมื่อพิจารณาคำอธิบายแล้ว  จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องการใช้เหตุผลทางตามหลักธรรมที่              พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักธรรม  เพื่อให้เข้าใจความหมาย เช่น คำว่า รูป เรากล่าวว่ารูปเป็นกุศลไม่ได้  แต่กล่าวว่ารูปมีมูลอันเดียวกับกุศลมูลได้  ถ้ารูปนั้นมีกุศลเป็นสมุฏฐาน  แต่คำว่ากุศลเป็นได้ทั้ง ๒ อย่างคือเป็นกุศลด้วย  เป็นธรรมที่มีมูลอันเดียวกับกับกุศลมูลด้วย  เป็นบทสรุปว่า รูปที่มีกุศลเป็นสมถฏฐาน  ดังนั้นจึงรูปจึงมีมูลอันเดียวกับกุศลด้วย  เป็นการลำดับขั้นตอนของการเกิดขึ้นแห่งเหตุและผลตามลำดับ  การที่พูดเพียงข้อสรุปจัดเป็นการให้เหตุผลโดยย่อ  ( Enthymeme) นั่นเอง

 

. สรุปวิเคราะห์

 

ศาสนาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าประกอบด้วยองค์ ๙ เรียกว่า วงคสัตถุศาสน์ คือ สุตตะ  เคยยะ  เวยยากรณะ  คาถา  อุทาน  อิติวุตตกะ  ชาดก  อัพภูตธรรม เวทัลละ พระพุทธวจนะเหล่านี้   โดยสถาพแห่งธรรมแล้วเป็นสัจจธรรมที่ทรงแสดงว่า  เป็นธรรมที่ลึกซึ่งรู้ได้ยาก รู้ตามเห็นตามได้ยาก   สงบ  ประณีต  ไม่อาจรู้ได้ด้วยการตรึก  ละเอียด  เป็นธรรมที่บัญฑิตจะรู้ได้  เป็นส่วนที่ว่าด้วยระเบียบแห่งสัจจธรรม  เป็นการวางระเบียบแบบแผนแห่งสัจจธรรมไว้  ด้วยการวิเคราะห์  วางกฎ   พิจารณาหาความถูกผิดด้วยหลักการที่พระพุทธเจ้าได้วางไว้แล้ว ในการใช้เหตุผล แต่ก่อนที่จะมีการนำไปใช้ต้องวางแบบแผนไว้ก่อน เหมือนการที่จะศึกษาสตร์ใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องศึกษาระเบียบทางภาษาหรือไวยกรณ์ของภาษานั้น ๆ  ให้เข้าใจเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าใจความหมายที่ท่านต้องการอธิบายความคิดผ่านภาษาออกมา  การศึกษาพระพุทธศาสนาก็เหมือนกันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจระเบียบแห่งสัจจธรรม  ที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้แล้วและมีปรากฏอยู่ในพระอภิธรรมปิฏก  

ดังนั้น พระอภิธรรมจะไม่ระบุถึงการใช้แต่ก็ระบุถึงวิธีการสร้างกฎทางสัจจธรรมไว้   เพื่อให้แยกแยะและวิเคราะห์ได้ว่าข้อไหนจริงข้อไหนเท็จ  ในส่วนของความจริงต้องศึกษาถึงระดับไหนจึงจะรู้ว่าจริง  ในส่วนของความเท็จต้องแยกออกจากความจริงอย่างไร   จริงกับเท็จมีบทพิสูจน์อย่างไร   ท่านได้ตราเป็นกฎไว้ในกถาวัตถุเพื่อแยกให้ออกว่าอันไหนเป็นหลักคำสอนจริง ๆ ของพระพุทธเจ้าหรือสิ่งไหนที่เป็นการเสริมเข้ามาใหม่  มีความเห็นไม่ตรงตามทัศนะเดิมที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้แล้ว  อภิธรรมจึงเป็นการสร้างกฎ  เสนอวิธีพิสูจน์และหาบทสรุปด้วยการวางระเบียบไว้นั่นเอง ซึ่งจัดเป็นระเบียบทางปรมัตถสัจจ์โดยการอาศัยสมมติเป็นเครื่องกำหนดเพื่อให้รู้ความหมาย  แต่เมื่อจะเข้าถึงปรมัตสัจจ์ก็ต้องทิ้งความหมาย เพราะในปรมัตถธรรมพันจากการบัญญัติ  แต่การที่จะเข้าใจปรมัตถ์ก็ต้องอาศัยการบัญญัติ

                เพราะว่า การใช้เหตุผลที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมในพระอภิธรรมจึงมีแทรกอยู่ในส่วนที่เป็นสมมติสัจจ์  เมื่อเป็นเพียงการสมมติเพื่อให้เข้าใจในความหมายและสิ่งที่ท่านต้องการอธิบาย จึงต้องวางไว้เป็นระเบียบในส่วนที่เรียกว่าเวยยากรณธรรม เนื้อหาของอภิธรรมถึงแม้จะมีมากก็จริงแต่ส่วนมากจะเป็นปรมัตถธรรม  เราไม่อาจจะดึงเอาปรมัตถธรรมมาวางไว้เป็นแบบได้ แต่ก็มีส่วยหนึ่งที่ท่านกล่าวถึงสมมติสัจจ์  เช่นที่ปรากฏในรูปปวิภัติว่า รูปทั้งหมดไม่ใช่เหตุ ไม่มีเหตุวิปปยุตจากเหตุ  เป็นไปกับด้วยปัจจัย  เป็นสังขตธรรม  เป็นโลกิยธรรม[31] รูปตามสมมติสัจจ์โดยตัวมันเองแล้วเป็นสังขตธรรม เป็นโลกิยธรรม แต่เมื่อถูกสัมผัสจักขายตนะก็จะเกิดเจตสิกธรรมขึ้น รูปและจักษุจึงเป็นสมมติ สัจจ์ที่ทำให้เกิดปรมัตถสัจจะได้  ถ้าไม่มีรูปการยึดมั่นถือมั่นก็ไม่มี แต่ที่มีการยึดมั่นถือมั่นเพราะรูปเป็นเหตุ  เมื่อใดที่ถอนความยึดมั่นได้รูปที่เป็นโลกิยธรรมก็จะทำให้เกิดโลกุตตรธรรมขึ้น

                ในการสรุปวิเคราะห์ครั้งนี้  ยังไม่อาจจะก้าวผ่านจากสมมติสัจจ์เข้าสู่ปรมัตถสัจจ์ได้ เพียงแต่เรามองข้างนอกด้วยกฏเกณฑ์ทางการใช้เหตุผลทางตรรกะเท่านั้น เหมือนกับเรากำลังมองดูจักรวาลทั้งระบบโดยตัวเราอยู่ภายนอก เราไม่ได้เขาไปอยู่ในจักรวาล การมองก็จำเป็นต้องมองจากภายนอกสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นจริงอาจจะไม่เหมือนกัน ในทำนองเดียวกันเราพยายามอธิบาย              ปรมัตถธรรมด้วยการมองจากภายนอก ดังนั้น สิ่งที่เห็นอาจจะเป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น ขอบข่ายของการใช้เหตุผลทางตรรกะก็จำกัดอยู่เพียงความน่าจะเป็นโดยอาศัยวิธีการทางตรรกะพิสูจน์สิ่งที่น่าจะเป็นตามหลักการแห่งเหตุผล  ที่แสดงมาในส่วนของอภิธรรมทั้งหมดก็อยู่ในขอบข่ายของความน่าจะเป็นนั้นเอง 

 

[1]สุชีพ  ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฏก  ฉบับสำหรับประชาชน  พิมพ์ครั้งที่ ๑๒,  ( กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓), หน้า ๖๔๗.

[2]มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระอภิธรรม ธัมมสังคนี  และอรรถกถา  แปล,  (กรุงเทพ ฯ : เฉลิมชาญการพิมพ์,๒๕๒๕),หน้า  ๔๐.

[3]ม. ม. (ไทย)  ๑๔/๔๔/๓๑.

[4]วิ. มหา.  (ไทย)  ๔/๑๒/๑๔.

[5]สุชีพ  ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฏก  ฉบับสำหรับประชาชน, หน้า ๖๔๘.

[6] อภิ.ป.  (ไทย)  ๔๐/๑/๑.

[7] อภิ.ป. (ไทย) ๔๐/๒-๒๕/๒-๑๑.

[8]พระธรรมปิฏก, พจนานุกรมพุทธศาสตร์, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณวิทยาลัย,  ๒๕๓๘),                        หน้า ๔๑๒.

[9]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๓๙๐.

[10]ราชบัณฑิตสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา, อังกฤษ - ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ลักษณ์, (กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๐), หน้า ๑๗.

[11]อภิ.  ป.  (ไทย)  ๔๐/๕๖/๒๑.

[12]อภิ.  ป.  (ไทย) ๔๐/๒๓๖/๑๑๐.

[13]  อภิ.  ป. (ไทย)  ๔๐/๒๕๒/๑๘๘.

[14] พระธรรมปิฏก,  พจนานุกรมพุทธศาสตร์, หน้า  ๒๓๕.

[15] พระอนุรุทธาจารย์,  อภิธัมมัตถสังคหะ, (กรุงเทพฯ:  มหามกุฏราชวิทยาลัย,  ๒๕๐๙),  หน้า  ๒๐.

[16] อภิ.ป. (ไทย) ๔๔/๘๐๐/๓๗๙.

[17] กีรติ  บุญเจือ,  ตรรกวิทยาทั่วไป, (กรุงเทพฯ ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๐), หน้า  ๙๕.

[18] อภิ. ก. (ไทย) ๓๗/๑๐๗๗/๔๓๑.

[19] อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔/๑๖/๒๘.

[20]  อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔/๒๗๕/๑๐๘.

[21]  อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔/๓๘๘/๑๒๓.

[22] อง. ปญจก. (ไทย)  ๒๒/๓๓๔/๔๒๒.

[23] อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔/๓๔๒/๑๒๓.

[24]  อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔/๑๖/๒๙.

[25] สุชีพ  ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฏก  ฉบับสำหรับประชาชน,  หน้า  ๖๗๘.

[26] อภิ. ปุ. (ไทย) ๓๖/๔/๘๘.

[27] อภิ. ธ. (ไทย)  ๓๔๒๑/๒๙.

[28]  พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตรฐิตวณฺโณ), จิตวิทยาในพระอภิธรรม. พิมพ์ครั้งที่๔, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า  ๑๗.

[29] อภิ. ก. (ไทย)  ๓๗/๑/๑.

[30]   อภิ.ย . (ไทย)  ๓๘/๖/๘.

[31]   อภิ, ธ, (ไทย)  ๓๔/๕๑๔/๑๗๗.

เขียน:

ความเห็น (0)