อนุทิน #134202

แนวคิดเกี่ยวกับทางสายกลางในปรัชญาของขงจื๊อ[1]

 

บทคัดย่อ

 

ทางสายกลางของขงจื๊อ หมายถึง สภาวะซึ่งไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และสภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้ความรู้สึกและอารมณ์ เป็นสภาวะของจิตที่ไม่เอนเอียงเมื่อถูกอารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจมากระทบ ดังนั้น ทางสายกลางของขงจื๊อ หมายถึง ปัญญา (จื๊อ) และความจริงใจ (ซิ่น) ปัญญาจะทำให้บุคคลมองเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลสามารถมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงได้แล้ว  จิตจะรับรู้สรรพสิ่งด้วยใจเป็นกลางไม่ยึดติด รับแล้วปล่อยวาง การดำเนินตามหลักทางสายกลาง จึงเปรียบเหมือนการกลับไปหาจิตเดิม ซึ่งปราศจากการปรุงแต่ง ดังที่ท่าน เลียวนาร์ด ซือเหลือน ซือ กล่าวว่า ทางสายกลางนี้ไม่ใช่อะไรอื่น  แท้จริงแล้วก็คือสามัญสำนึก (Common Sense) นั่นเอง

ดังนั้น ขงจื๊อถือกำเนิดเป็นบุคคลสำคัญในฐานะเป็นครูสอนศาสนา และเป็นผู้สืบทอดและถ่ายทอดจารีตประเพณีและวัฒนธรรมโบราณ  ถือกำเนิดมาในระดับสัจธรรมและระดับจริยธรรม เป็นการยกย่องมนุษย์ว่า เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา สอนให้มนุษย์เผชิญและแก้ปัญหาด้วยความเพียรและสติปัญญาของตนที่ขงจื๊อประกาศไว้ในคัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง (I - Ching) หลักสัมพันธภาพทั้ง ๕ และหน้าที่ที่บุคคลพึงปฏิบัติตามหลักสัมพันธภาพทั้ง ๕ คือ สามีกับภรรยา  บิดามารดากับบุตรธิดา พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน ผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง

 

Abstract

 

Confucian Middle Way refers to the state which is not leaning to one side, and a state that does not change the feel and mood is a state of mind that is not biased when it satisfactory and unsatisfactory impact. Therefore, the Middle Way of Confucius means wisdom (Chu) and sincerity (Chin) intelligence to make people see all things as they are, not as they appeared. When people can see all things as they are, our mind will be known all things with neutral, not attached to it and let oneself on. Conducting of the middle way like returning to the original mind without embellishments as Leonard Chu Luan Chu said the middle way is none other, the fact is that common sense itself.

Then, Confucius was born to be important person as a religion teacher and as a recipient and transmission of tradition and ancient culture.  Born of Truth and the ethics that recognizes human who are the center of development for teaching human face and solve problems with patience and intelligence of its.  Confucius declared in Scripture regarding the changes (I - Ching). The five main relationships and responsibilities that a person should follow the five relationships are husband and wife, father, mother, son, daughter, brother to sister's friends and boss with employee.

 

  1. บทนำ

คำว่า “ทางสายกลาง” ในภาษาจีนใช้คำว่า “จุงหยุง”  ถ้าแยกอักษรจีนออกมา คำว่า จุง คือ ความเหมาะเจาะพอดี กลมกลืน  เป็นกลาง ไม่เข้าข้าง ไม่มีอคติ ไม่ขาดไม่เกิน หยุง  คือ ธรรมดาสามัญ ปฏิบัติตามหลักเหตุผล  ตามปกติวิสัยทั่วไปไม่เปลี่ยนแปลง[2] เมื่อรวมความเข้าด้วยกันก็จะหมายถึง ข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง คือเป็นไปตามเหตุผล ไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง มีความพอเหมาะพอดี ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เอนเอียง ด้วยอำนาจแห่งอคติ หรือไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ที่มากระทบทั้งที่เป็นฝ่ายดี และไม่ดี เป็นสภาวจิตที่มีดุลยภาพ ดำรงภาวะแห่งความเป็นกลาง ขงจื๊อจึงสอนให้คนได้หันกลับไปสนใจหลักทางสายกลางนี้ ซึ่งมีอยู่ติดตัวแล้วตั้งแต่เกิด แต่ถูกอารมณ์ภายนอกมาบดบัง ทำให้จิตที่มีความเป็นกลางมาแต่ดังเดิมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ มนุษย์จึงต้องศึกษาตนเอง เพื่อให้ได้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเอง

หลักปฏิบัติทางสายกลางของขงจื๊อ เป็นส่วนหนึ่งของหลักจารีต (หลี่) เป็นส่วนหนึ่งของหลักเมตตาธรรม หรือหลักมนุษยธรรม (เหริน) ในความเป็นจริง หลักคำสอนของขงจื๊อให้ความสำคัญที่หลักเมตตาธรรม (เหริน) ในฐานะเป็นคำสอนที่ประมวลคำสอนอื่น ๆ ซึ่งก็รวมถึงหลักทางสายกลางด้วย ดังข้อที่ปรากฏในคัมภีร์ทางสายกลางที่ว่า “เพราะอาศัยเหริน หรือความรักนี้เอง จึงก่อให้เกิดพลังกระตุ้นผลักดันไปสู่การกระทำตามหลักทางสายกลาง[3]  และ “การพัฒนาตนให้สมบูรณ์ ได้นั้นต้องอาศัยเหริน”[4] ในฐานะที่เป็นองค์ธรรมที่สำคัญสูงสุด องค์ธรรมที่สำคัญสูงสุดที่ขงจื๊อมักกล่าวถึงกลับเป็นเรื่องของเมตตาธรรม           (เหริน) ซึ่งจะทำให้เกิดพลัง (จง) ในการสร้างสรรค์สังคมให้มีความสงบสุข  ดังคำกล่าวที่ว่า “หลักปัญญามีไว้ เพื่อทำให้สติปัญญา หรือการรู้จักคิด มีความสมบูรณ์แบบโดยพร้อมมูล เพื่อรื้อฟื้นปรับปรุงศีลธรรมให้กับประชาชน รวมถึงการบรรลุถึงความดีอันสูงสุดด้วย”[5]  ในคำสอนของขงจื๊อ ปรากฏอยู่ในทางสายกลางจึงอยู่ที่ เมื่อบุคคลประกอบด้วยปัญญา หรือเมื่อปัญญาพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ย่อมสามารถทำให้เข้าใจ หรือมองเห็นสรรพสิ่งทั้งหลาย ตรงตามความเป็นจริง สามารถวางจิตให้เป็นกลาง โดยไม่เอนเอียงไปในลักษณะนี้  ขงจื๊อจึงเน้นเรื่องการพัฒนาปัจเจกบุคคลให้มีภูมิปัญญาอันสมบูรณ์สูงสุดนั้นเอง

 

 

2. นิยามและความหมาย

                    คำว่า ทางสายกลาง เป็นคำที่แปลความหมายมาจากคำว่า “จุงหยุง” (Chung Yung)  แยกออกเป็น 2 พยางค์  คือ จุง+หยุง   เป็นทั้งชื่อหลักธรรมที่สำคัญ และเป็นชื่อหนังสือเล่มที่ 2 ในจำนวนคัมภีร์คลาสสิค 4 เล่มของขงจื๊อ ในบทนำของหนังสือเล่มนี้[6] จูสีได้อ้างถึงคำอธิบายของอาจารย์เฉิง (Master Ch’eng) เกี่ยวกับความหมายของคำว่า  “จุงหยุง”

                    คำว่า “จุง”  หมายถึง  สิ่งที่ไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง  ส่วนคำว่า “หยุง” หมายถึง  ภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลง[7] คำแปลดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับงานนิพนธ์ชื่อ Source of Chinese Tradition ซึ่งมี Wm. Theodore de Bary  ดังที่ จำนงค์ ทองประเสริฐ ได้แปลเป็นภาษาไทยในหนังสือชื่อว่า “บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน” ว่า จุง หมายถึง “ความเป็นกลาง” ส่วนคำว่า “หยุง” หมายถึง  ความเป็นไปตามธรรมชาติ[8]

                   ในคัมภีร์จุงหยุง ไม่ได้อธิบายความหมายของทางสายกลางไว้โดยตรง เพียงแต่พรรณนานัยแห่งศีลธรรมไว้ ซึ่งก็ชวนให้ตีความได้ว่า เกี่ยวเนื่องด้วยสภาวะจิตที่ไม่เอนเอียงไปในอารมณ์ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ที่เรียกสภาวะจิตที่ว่า “ทางสายกลาง” ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์จุงหยุง ตอนหนึ่งที่กล่าวข้างต้นว่า...

         เราอาจเรียกจิตในขณะที่อยู่ในภาวะที่ปราศจากความหวั่นไหวในความยินดี ความโกรธ ความเศร้าโศก หรือความเพลินเพลินว่า  (มี) “ดุลยภาพ” (Equilibrium) และเมื่ออารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้มากระทบ ก็ปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับสถานการณ์  ภาวะดังกล่าวนี้อาจเรียกว่าจิตอยู่ในฐานะ (มี) “ความกลมกลืน” (ho=Harmony)  ความมีดุลยภาพนี้เป็นรากฐานอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะทำให้การกระทำของมนุษย์ทุกอย่างเกิดความเจริญงอกงามขึ้นในโลก  และความกลมกลืนดังกล่าวนี้เป็นวิถีสากลซึ่งมนุษย์ทั้งหลายควรดำเนิน[9]

 

                   ดังนั้น คำว่า “จุงหยุง” (ทางสายกลาง) นักปราชญ์ ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันไป เช่น

 

 

                             ดร.เจมส์ เล็กก์ (James Legge) ศาสตราจารย์ทางด้านจีนวิทยา ท่านได้แยกศัพท์ คำว่า  “จุง” ว่าเกิดจากผสมอักษรจีน 2 ตัว คือ ตัวแรก (ล่าง) แปลว่า หัวใจ กับตัวที่สอง (บน) แปลว่า กลาง[10] และแปลคัมภีร์จุงหยุงจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ ท่านก็ใช้คำว่า  “Doctrine of  the  Mean”  แต่คำแปลดังกล่าวนี้  ก็ได้รับการวิจารณ์จากศาสตราจารย์เลียวนาร์ด  ชือเหลียน ซือ ซึ่งกล่าวว่า ไม่ค่อยตรงกับความหมายในภาษาจีนเสียทีเดียว เพราะคำว่า “จุง” ในภาษาจีนนั้น มีความหมายกว้างกว่าคำว่า  “Mean”  ในภาษาอังกฤษ[11] ถือว่าเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

                   ส่วน ศาสตราจารย์เลียวหนาด ชือเหลียน ซือ (Leonard Shihlien Hsu) ได้ให้ความเห็นว่า  ความหมายเดิมของคำว่า  “จุง” (Chung) จริง ๆ คือ “กลาง” (middle)  แต่ในคัมภีร์จุงหยุง  มีความหมายไปในทำนองว่า สภาวะที่จิตไม่กำเริบ เมื่ออารมณ์และความรู้สึกทุกอย่าง ไม่ว่า  จะเป็นความยินดี ความยินร้าย ความเศร้าโศกเสียใจ หรือความร่าเริงยินดี เป็นต้น ครอบงำ[12] ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “เราอาจเรียกจิตในขณะที่ไม่มีกระแสแห่งความยินดี ความโกรธ ความ  เศร้าโศก ว่า อยู่ในสถานะที่เป็นกลาง”[13] สารัตถะของจุงหยุงที่แท้จริงจึงอยู่ที่ “ความเป็นกลาง” หรือ  “ความสมดุล”[14]

3. ความเป็นมาของทางสายกลาง

                   3.1 ที่มาของคัมภีร์ทางสายกลาง

                   คัมภีร์ทางสายกลาง “The Doctrine of Mean”  ถือว่าเป็นคัมภีร์หลักคัมภีร์หนึ่งจำนวน 4 คัมภีร์ ที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “จตุรปกรณ์”  เนื้อหาของคัมภีร์เป็นการคัดเลือกเอาจากคัมภีร์จารีต (The Book of the Rites)  บทที่ 28 มารวมเข้าเป็นหนึ่งชุด โดยปราชญ์สมัยราชวงศ์ซ้อง ชื่อชูสี (พ.ศ.1673-1743)  ท่านยังได้ตีความ และอธิบายคัมภีร์ “จตุรปกรณ์” จนกระทั่งท่านถึงแก่กรรม ดังนั้น คัมภีร์นี้ จึงเป็นสาระคำสอนที่สำคัญอีกคัมภีร์หนึ่งของลัทธิขงจื๊อ  ได้แก่[15]

                   1. คัมภีร์ต้าสุ่ย (The Great Learning)  เป็นคำสอนเกี่ยวกับคุณธรรม คัมภีร์นี้ถือว่าเป็นรากฐานสำหรับการศึกษาของรัฐบุรุษ โดยเฉพาะนักปกครอง และยังเป็นตำราที่เกี่ยวกับจารีตประเพณีโบราณอีกด้วย

                   2. คัมภีร์จุงหยุง (The Doctrine of Mean) เป็นคำสอนเกี่ยวกับทางสายกลางเป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศีลธรรมกับมนุษย์             

                  3. คัมภีร์ลุ่นยื้อ (The Analects) เป็นคัมภีร์ที่บันทึกคำสอนของขงจื๊อสั้นๆ มีลักษณะเป็นคำคม หรือสุภาษิต รวมทั้งบทสนทนาระหว่างขงจื๊อกับสานุศิษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับหลักทางศีลธรรมอันจะนำไปสู่จุดหมาย ก็คือ การเป็นคนดีของสังคม

                   4. คัมภีร์เม่งจื๊อ (Works of Mencius)  เป็นหนังสือที่รวบรวมคำสอนของเม่งจื๊อ ศิษย์คนสำคัญของขงจื๊อ เป็นผู้ประกาศและเผยแพร่หลักคำสอนของขงจื๊อได้อย่างแพร่หลาย ที่สุด ศิษย์ของท่านเม่งจื๊อจึงรวบรวมไว้เป็นชุดๆ และตั้งชื่อตามอาจารย์ของตน คือ เม่งจื๊อ เพื่อเป็นการให้เกียรติ

                   นอกจากนี้ มีนักปราชญ์หลายท่านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคัมภีร์จุงหยุงไว้ ซึ่งก็มีนัยและเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ คือ

                   ทัศนะของศาสตราจารย์เลียวหนาด ชือเหลียน ซือ เห็นว่า คัมภีร์จุงหยุงเป็นคัมภีร์ที่ว่าด้วยจิตวิทยาสังคม และธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำอธิบายของอาจารย์เฉิง (พ.ศ.1576-1651) ที่ว่า  คัมภีร์จุงหยุงบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับกฎการทำงานของจิต (the law of the mind)  ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสืบกันมาจากขงจื๊อ ต่อมาถึงยุคของจื่อซือ (Tzu Ssu) ซึ่งเกรงว่าการถ่ายทอดจะมีความผิดเพี้ยน และคลาดเคลื่อน  จึงให้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้น จากนั้น ก็มอบหมายให้เม่งจื๊อเป็นผู้เก็บรักษา[16] สอดคล้องกับทัศนะของซือหม่าเฉียน (Ssu-ma Ch’ien) นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของจีนที่กล่าวว่า คัมภีร์จุงหยุงได้รับการเขียนขึ้นโดยจื่อซือ ศิษย์คนใกล้ชิดของขงจื๊อ[17]

                   ดังนั้น คัมภีร์ทางสายกลางของขงจื๊อจึงมีอยู่ 3 ตอน ตอนที่ 1 มี 11 บท (บทที่ 1- 11) ตอนที่ 2 มี 9 บท (บทที่11–20) ตอนที่ 3 มี 13 บท (บทที่ 21–33) ในแต่ละบทมีข้อย่อยอีก  บางบทก็ไม่มีเลย  จำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นทั้ง 33 บทนี้ ไม่ได้กล่าวเฉพาะเรื่องทางสายกลางเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงจริยธรรมอื่น ๆ ด้วย ซึ่งท่านผู้รู้ได้แบ่งไว้เป็น 3 ส่วน[18] ส่วนที่ 1 ว่าด้วยคำสอนหลัก (the axis) ที่เป็นหลักความจริง หรืออภิปรัชญา  ส่วนที่ 2 ว่าด้วยวิธีการปฏิบัติ หรือกระบวนการ (the process) เกี่ยวข้องกับการ นำหลักความจริงมาประยุกต์ใช้ และส่วนที่ 3 ว่าด้วยความจริงใจ (sincerity) ซึ่งเป็นมรรควิถี ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล หากจะพูดตามหลักปรัชญา

 

                   3.1 ที่มาของคำสอน

                   ที่มาของคำสอนเรื่องทางสายกลางของจื๊อ เราเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ทำไมขงจื๊อต้องสอนเรื่องทางสายกลาง ? ในการตอบคำถามนี้ จำเป็นต้องย้อนไปดูสภาพของสังคมในขณะที่ขงจื๊อมีชีวิตอยู่ เพราะสภาพทางสังคมสะท้อนให้เห็นภาพคำสอนที่ชัดเจนขึ้น ดังที่มีผู้รู้ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “คำสอนของขงจื๊อพัฒนาในรูปของปฏิกิริยาต่อยุคสมัยที่ขงจื๊อมีชีวิตอยู่”[19] ที่กล่าวไว้ว่า...

                   โลกที่ท่านได้เผชิญนั้นมิได้เป็นโลกที่สดใสเลย ประเทศจีนได้แบ่งแยกออกเป็นรัฐเจ้าครอบครองแคว้นเล็กแคว้นน้อยมากมาย ซึ่งแต่ละแคว้นมักจะทะเลาะวิวาทและทำสงครามกันอยู่เสมอ หรือไม่ก็ทะเลาะวิวาทและทำสงครามกับพวกป่าเถื่อนที่คอยยกมารุกรานเบียนเบียนอยู่  รอบทิศ บรรดากษัตริย์ที่ประทับอยู่ ณ ราชสำนักกลางของราชวงศ์โจว ซึ่งครั้งหนึ่งได้เคยประทานความร่มเย็นเป็นสุขและเสถียรภาพให้แก่ชาติ  ก็อ่อนแอลง และไม่มีสมรรถภาพพอที่จะสู้กับความเกรียงไกรของบรรดาเจ้าครองนคร ผู้มีอำนาจมากกว่าทั้งหลายได้ กษัตริย์ทั้งหลายถูกพวกเสนาบดีปลดออกจากตำแหน่ง หรือไม่ก็ถูกปลงพระชนม์เสีย โอรสก็ปลงพระชนม์พระราชบิดาได้ ทั้งหมดนั้นเป็นความทารุณโหดร้าย และเป็นการขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในหมู่ชนชั้นปกครอง และดูเหมือนจะไม่มีอำนาจอะไรที่สูงไปกว่านั้นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจชั่วคราวหรืออำนาจทางวิญญาณใด  ๆ ที่ประชาชนจะร้องเรียนเอาได้[20]

                   ข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นสภาพบริบททางสังคม การเมืองในยุคสมัยของขงจื๊อได้ชัดเจนว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ขงจื๊อเองก็คงจะมองเห็นความระส่ำระสาย  ความไร้ระเบียบ ความทุกข์ของสังคมที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น  ซึ่งแน่นอนสภาพสังคมดังกล่าว ย่อมทำให้มองลึกไปถึงสภาวะจิตใจของผู้คนในบ้านในเมืองได้ด้วยว่า มีสภาพเป็นอย่างไร อาจกล่าวได้ว่า ยุคสมัยขงจื๊อมีชีวิตอยู่นั้นเป็น “ยุควิกฤติทางศีลธรรม” (a time of moral chaos)[21] ผู้คนละทิ้งและไม่ใส่ใจเรื่องคุณธรรม อาชญากรรมก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในชนบทที่ห่างไกล มักถูกปล้นสะดม และภายในเมืองหลวงหรือในราชสำนักเองก็มีปัญหาเรื่องแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คนมีอำนาจกับคนไร้อำนาจ

                   นอกจากนี้ แนวความคิดทางการเมือง และแนวความคิดทางปรัชญาในยุคสมัยของขงจื๊อจึงตกอยู่ในสภาพ “สุดโต่ง” 2 ทาง[22] ได้แก่

                   1. ความคิดเห็นที่ว่ารัฐบาลควรมีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมหรือแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน  แนวความคิดในลักษณะเช่นนี้ได้รับการเผยแพร่โดย กวนจุง (Kuan Chung), จื๊อชาน (Tzu Ch’an)  ซึ่งต่อมาแนวความคิดดังกล่าวนี้ก็ได้รับการพัฒนาไปสู่ความสุดโต่งอีกสำนักหนึ่งคือ สำนักนิติธรรมนิยม (Legalist School) เป็นกลุ่มขวาจัด

                   2. ความคิดเห็นที่เรียกกันว่า “นโยบายไม่แยแส” (laissez-faire policy) คือปล่อยไปตามยถากรรม ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่นำพาสังคม ผู้ที่มีแนวความคิดในลักษณะเช่นนี้  คือ เล่าจื๊อ (Lao-tzu), เจียหยู (Chieh Yu), จางชู (Chang Chu), เจียหนี (Chieh Ni) เป็นต้น ซึ่งต่อมาแนวความคิดดังกล่าวนี้ก็ได้รับการพัฒนาไปสู่ความสุดโต่งอีกสำนักหนึ่งคือสำนักเต๋า (Taoist School) ซึ่งเป็นกลุ่มซ้ายจัด

                   แนวความคิดที่สุดโต่งข้างต้นนั้น ข้อแรกเน้นเรื่องการจัดระเบียบสังคมและเป็นการเน้นควบคุมสังคม ส่วนข้อที่สองเน้นเรื่อง เสรีภาพส่วนบุคคล  ทำให้มองเห็นว่า เกิดความขัดแย้งทางความคิด และการปฏิบัติ ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้ากันได้ ขงจื๊อมองเห็นความสุดโต่งดังกล่าว ดังนั้นแนวความคิดทางปรัชญาขงจื๊อจึงไม่มีลักษณะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง  นั่นคือ ขงจื๊อไม่ทิ้งสังคม ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลด้วย  ด้านสังคมขงจื๊อก็เน้นเรื่องจารีตทางสังคม (หลี่) ในขณะที่ส่วนปัจเจกบุคคล ขงจื๊อก็เน้นเรื่องการขัดเกลาคุณธรรมภายในให้มีลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น เรื่องความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเคารพ สติปัญญา เป็นต้น แนวความสอนเรื่องทางสายกลางในคัมภีร์ทางสายกลางจึงถือแนวคำสอนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นความพยายามในการประสานความสุดโต่งดังกล่าว

 

4. สารัตถะของทางสายกลาง

                   4.1  ความเชื่อพื้นฐานทางอภิปรัชญาของทางสายกลาง

                   ความเชื่อพื้นฐานทางอภิปรัชญาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างหลักคำสอนเรื่องทางสายกลางที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ดังนั้น คัมภีร์ทางสายกลาง ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นบทเดียวในจำนวน 33 บท ที่เป็นผลงานของขงจื๊อแท้ ๆ เริ่มต้นด้วยประโยคว่า “สิ่งที่ธรรมชาติ จัดสรรมาให้ เรียกว่า ธรรมชาติส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง (เทียน มิ่ง จื่อ เว่ย ซิ่ง) การพัฒนาโดยสอดคล้องกับธรรมชาติของตนของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรียกว่า วิถีทางของการบรรลุผลโดยตนเอง (ซ่วย ซิ่ง จื่อ เว่ย เต้า) การดำเนินชีวิตตามวิถีของการบรรลุผลสำเร็จด้วยตนเองอย่างเหมาะสม เรียกว่า การพัฒนาขีดความสามารถ (ซิว เต้า จื่อ เว่ย เจี้ยว)”[23]

                   ดังนั้น คำที่ควรพิจารณาเบื้องต้นก่อน 2 คำนั้น ก็คือ คำว่า “เทียน” กับ คำว่า  “เต้า หรือ เต๋า”  คำว่า “เทียน” ตามศัพท์ แปลว่า “สวรรค์ หรือฟ้า” หมายถึง “เทพสูงสุด” สะท้อนถึงความเชื่อพื้นฐานที่สำคัญว่า “สรรพสิ่งทั้งหลาย” ในจักรวาลไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต นับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว เมฆหมอก แสงสว่าง พืช สัตว์ มนุษย์ ต้นไม้ ภูเขา ตลอดสรรพสิ่งอื่น ๆ ทั้งมวล ล้วนเกิดจากการประทานมาให้โดยเบื้องบน ถือว่า เป็นความเชื่อพื้นฐานของคนจีน นับตั้งแต่ก่อนยุคของขงจื๊อแล้ว  

                   เพราะว่า ขงจื๊อยอมรับความเชื่อดังกล่าว จะเห็นได้จากในคัมภีร์ลุนยื้อ (The Analects) ขงจื๊อได้กล่าวถึงสวรรค์หลายครั้ง เช่น ยอดคนนั้น (superior man) จะต้องรู้เรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือ (1) เจตจำนงสวรรค์ (2) ระเบียบสวรรค์  และ (3) ลิขิตสวรรค์[24]  “ฤดูกาลทั้ง 4 ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของมัน สรรพสิ่งทั้งหลายก็ยังคงก่อเกิดกำเนิดมาอย่างต่อเนื่อง แล้วสวรรค์ได้พูดอะไรบ้างละ?”[25] “เมื่ออายุ 50 ปี ข้ารู้เจตจำนงสวรรค์”[26] “ชีวิตและความตายมีกำหนดกฎเกณฑ์ ของมัน ความมั่งคั่งและเกียรติยศขึ้นอยู่กับสวรรค์”[27] “ไม่รู้ระเบียบสวรรค์ (ordinances of Heaven) เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นยอดคน (superior man)[28]

                   ส่วนคำว่า “เต้า หรือ เต๋า” หมายถึง วิถี ซึ่ง ฟุง ยู่-หลัน ได้จำแนกวิถีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) วิถีแห่งฟ้า (Way of Heaven) (2) วิถีของมนุษย์ (Way of Man)[29] เต๋าที่เป็นวิถีแห่งฟ้า สะท้อนแนวคิดเรื่องระเบียบของจักรวาล ซึ่งทำงานไปตามกฎเกณฑ์ของมัน การที่จักรวาลดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมส่งผลให้เกิดสรรพสิ่งทั้งหลายตามมา ซึ่งระเบียบและ กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ได้ถูกประทานมายังมนุษย์ด้วย ในฐานะที่เป็นวิถีแห่งมนุษย์ มนุษย์จึงต้องสำนึกรู้ในเต๋า เมื่อมนุษย์หยั่งรู้ในเต๋าที่เป็นวิถีมนุษย์ ย่อมจะเข้าใจถึงเต๋าที่เป็นวิถีแห่งฟ้าด้วย เพราะทั้งเต๋าที่เป็นวิถีแห่งมนุษย์ และเต๋าที่เป็นวิถีแห่งฟ้า ที่เกิดจากหลักการเดียวกัน ขงจื๊อให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก ถึงกับกล่าวว่า “เช้าได้รับฟัง”[30] เต๋าตกเย็นตายไปก็พอใจแล้ว[31]

                   3.2 หลักการเรื่องของทางสายกลาง

                    ขงจื๊อเชื่อว่า การที่จักรวาลอันยิ่งใหญ่สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี จะต้องมีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ ระเบียบหรือกฎเกณฑ์ ที่เรียกว่า ความเป็นกลาง (จุง) ที่เป็นรากฐานของสรรพสิ่งภายใต้ฟ้า[32] ถ้าหากปราศจากความเป็นกลางเสียแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลย่อมโกลาหล ความเป็นกลางจึงเป็นเสมือนหนึ่งระเบียบของจักรวาล  เพราะอาศัยความเป็นกลางนี้เอง ที่ก่อให้เกิดสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างที่เราเห็นกันอยู่  ดังข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ทางสายกลางที่ว่า “เมื่อภาวะแห่งความเป็นกลาง และความประสานสอดคล้องบรรลุถึงภาวะสมบูรณ์ ความสงบเรียบร้อยก็จะแผ่ขยายไปทั่วสวรรค์และพื้นพิภพ ทั้งสรรพสิ่งก็จะได้รับการหล่อเลี้ยงและเจริญงอกงาม”[33]

 

5. วิธีปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง

                   ในคัมภีร์ทางสายกลาง ขงจื๊อได้กล่าวถึง วิถีแห่งฟ้าและวิถีแห่งมนุษย์ ที่ขงจื๊อใช้คำว่า “สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา” (unseen) และ “สิ่งที่ไม่ฟังได้ยินด้วยหู” (unheard)[34] ซึ่งความหมายถึง ธรรมชาติที่ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่สามารถรู้ได้ด้วยการศึกษา อันได้แก่ การฝึกฝนทางจิตวิญญาณ เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักหลักแห่งความเป็นกลางที่มีอยู่ในตัวเอง เมื่อรู้จักภาวะที่เป็นกลางในตัวเองแล้ว ก็ย่อมจะเข้าใจภาวะแห่งความเป็นกลางที่วิถีแห่งฟ้า[35] คือ จักรวาลโดยภาพรวม  ดังนั้น หลักปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง จะต้องฝึกอบรมปฏิบัติตามหลักคุณธรรม 3 ประการ ปราศจากคุณธรรมทั้ง 3 ประการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง การปฏิบัติตามทางสายกลางย่อมไม่บังเกิดผล  ก้าวหน้า คุณธรรม 3 ประการ คือ[36] (1) จื๊อ (Chih) หมายถึง ปัญญา (2) เหริน (Jen) หมายถึง ความรัก (3) จง (Yong) หมายถึง ความเข้มแข็ง

                   นอกจากนี้ ในคัมภีร์ทางสายกลาง ได้กล่าวถึง “กษัตริย์ชุน” ซึ่งได้รับการยกย่องและถือเป็นบุคคลในอุดมคติของของจื๊อว่า เป็นกษัตริย์นักปราชญ์[37] ผู้ทรงดำเนินตามแนวทางสายกลาง เพราะว่า พระองค์มีภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่  ทรงรักการไต่สวนทวนถาม  และทรงศึกษาทัศนะต่าง ๆ ที่แสดงออกมา แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ  ทรงหลีกหนีสิ่งที่เป็นความชั่ว และทรงพระพฤติปฏิบัติแต่สิ่งดี ทรงละเว้นทางสุดโต่งทั้งสองทาง ทรงดำเนินตามทางสายกลาง และนำหลักทางสายกลางนั้นมาปกครองไพร่ฟ้า โดยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเป็นชุน ! หมายถึง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่[38] จะเห็นได้ว่า คุณธรรมทั้ง 3 ประการ ในฐานะเป็นหลักปฏิบัติ ที่จะนำไปสู่ทางสายกลาง ดังที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ คือ

 

                    1. จื๊อ (ปัญญา)

                   ในปรัชญาของขงจื๊อ  ปัญญานับว่า มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัญญาระดับสามัญทั่วไปที่เรียกกันว่าเป็นศิลปวิทยาแขนงต่าง ๆ หรือปัญญาสำหรับการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมในฐานะเป็นมนุษย์ซึ่งมีความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ในสังคม ที่เป็นสัจธรรมความเป็นจริงของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติของมนุษย์  ด้วยเหตุนี้ ในคัมภีร์คำสอนของขงจื๊อจึงเต็มไปด้วยคำสอนที่เน้นให้คนพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดปัญญา ไม่ว่าจะในระดับใดก็ตาม  ดังที่ปรากฏเป็นข้อความดังต่อไปนี้ คือ

สัตบุรุษต้องศึกษาเรียนรู้อย่างกว้างขวาง และใช้จริยธรรมมาควบคุมตัวเอง จึงจะเลี่ยงการกระทำความผิดที่นอกลู่นอกทางได้[39] มีปณิธานอัน  แรงกล้าในการทำความเข้าใจต่อสรรพสิ่ง ยึดมั่นในคุณธรรม ปฏิบัติตามเมตตาธรรม ศึกษาและฝึกฝนศิลปะวิชาการทั้ง 6[40] ปัญญาชนย่อมสนใจ  ค้นคว้าระบบความคิดมากกว่าสนใจคิดค้นเรื่องอาหารการกิน คนทำนามักจะอดอยากยากจน แต่การศึกษาจะทำให้ได้มาซึ่งลาภยศ ดังนั้น สิ่งที่ปัญญาชนกังวลก็คือ กลัวว่าจะไม่มีความรู้  มิใช่กังวลว่าจะยากจน[41]

เช้าเข้าใจสัจจธรรม (เต๋า)  เย็นตายไปก็ไม่เสียใจ[42] เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ หาได้กำหนดตายตัวไม่ว่าจะต้องทำอย่างนี้ จะต้องไม่ทำอย่างนั้น สัตบุรุษเพียงแต่ดูสภาพที่เป็นจริง แล้วตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไร[43]

ในคัมภีร์ทางสายกลาง ตัวปัญญาที่จะนำไปสู่การปฏิบัติตามหลักทางสายกลางนั้น จะมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ[44]

1. ความเข้าใจ   หมายถึง ความเข้าใจว่า การกระทำที่เป็นธรรมชาติ โดยปราศจากการปรุงแต่ใด ๆ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการทำสิ่งต่าง ๆ

2. การมีเจตนารมณ์ที่ดีงาม  เต็มไปด้วยความจริงใจไม่เสแสร้ง

3. การรู้และปฏิบัติอย่างมีสติ  เช่น การกระทำที่มีลักษณะเป็นการแสดงออกถึง  ทัศนคติภายในที่มีความเหมาะสมเสมอ ๆ กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

4. การสร้างเจตนารมณ์ที่สมบูรณ์ให้ปรากฏในทัศนคติภายใน และการกระทำ จนเป็นนิสัย  โดยมีความรู้ความเข้าใจ (อี้) เจตนารมณ์ที่ดีงาม (เหริน) มีความเหมาะสมกับ สถานการณ์ (หลี่) เป็นพื้นฐานสำคัญ

เมื่อมาพิจารณาลักษณะของปัญญาข้างต้น จะเห็นว่า ปัญญาในทัศนะของขงจื๊อนั้น  ไม่ใช่เพียงแค่องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรากฐานที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ปัญญานั้นสามารถนำไปสู่จุดมุ่งหมายตามหลักทางสายกลางด้วย องค์ประกอบสำคัญ ก็คือ เจตนารมณ์ที่ดี  หมายถึง เมตตาจิต (เหริน) ที่แสดงพฤติกรรมออกมาจากภายในและภายนอกที่เป็นไปด้วยความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงแค่การเสแสร้ง หรือแกล้งทำ  ที่เป็นปกติวิสัยของบุคคลนั้น ๆ คือ รู้หรือไม่รู้  มีปัญญาหรือไม่มีปัญญาจึงต้องอาศัยการวัด หรือประเมินจากหลาย ๆ ทาง  ดังข้อสังเกตที่ขงจื๊อได้มีกับศิษย์ผู้หนึ่งนามว่าเอี๋ยนหุย  ซึ่งขงจื๊อถือว่า เป็นแบบอย่างของผู้ที่ดำเนินตามหลักทางสายกลางที่หาได้ยากผู้หนึ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า...

         เอี๋ยนหุยช่างเพรียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมจริงๆ เพียงข้าว 1 หวด น้ำ 1 กระบวย อาศัยอยู่ในซอยที่คับแคบโกโรโกโส เขาก็พอใจแล้ว  คนอื่น ๆ ไม่สามารถดำรงชีพอย่างแร้นแค้นเช่นนี้ได้ แต่เขายังคงเบิกบานสำราญใจ และมิได้เปลี่ยนแปลงปณิธานแต่อย่างใด การฝึกตนเองเช่นนี้ มีแต่เอี๋ยนหุย เท่านั้นที่สามารถทำได้[45]

         ข้าสอนเอี๋ยนหุยทั้งวัน เขาไม่เคยซักถามหรือคัดค้านเลย ดูคล้ายกับว่าโง่มาก แต่ข้ากลับพบว่า หลังจากเรียนจบแล้ว เขาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จนกระทั่งรู้แจ้ง นี่แสดงว่า เขาไม่ได้โง่เลย[46] ขอให้พิจารณาหุยเป็นตัวอย่าง เขาเลือกที่จะปฏิบัติตามธรรมชาติที่แท้จริงของเขา เมื่อเขาแสดงพฤติกรรมอย่างสมบูรณ์แบบในทางใดทางหนึ่ง เขายึดมั่นในสิ่งนั้น เห็นคุณค่าของมัน และจะไม่ทำให้มันจากไป[47]

                   ดังนั้น หน้าที่ของบุคคลผู้ปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง จึงต้องพัฒนากระบวนของปัญญาให้เกิดขึ้นสมบูรณ์ “หลักปัญญามีไว้เพื่อทำให้สติปัญญา หรือการรู้จักคิด มีความสมบูรณ์แบบโดยพร้อมมูล เพื่อรื้อฟื้นปรับปรุงศีลธรรมให้กับประชาชน  รวมถึงการบรรลุถึงความดีสูงสุด”[48] ผู้มีปัญญามองเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมสามารถวางจิต ให้เป็นกลางโดยไม่เอนเอียงไปในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง  ดังตัวอย่างข้อความต่อไปนี้ว่า

         ขงจื๊อเที่ยวไปในเทือกเขาไท่ซาน ก็ได้พบหญงฉี่จี ท่องอยู่แถวราวไพรแห่งเมืองเฉิง  หุ้มกายด้วยหนังกวางเนื้อเลว รัดเอวด้วยเชือสายหยาบ ดีดขีมตีกลองร้องเพลงอยู่ ขงจื๊อจึงถามขึ้นว่า

         “อาวุโส ท่านสำราญอยู่ด้วยเรื่องอันใดหรือ ?”

         หญงฉี่จีกล่าวตอบว่า

         “ความสำราญของข้านั้นมีมากมาย ก็ฟ้านั้นให้กำเนิดแก่สรรพสิ่งโดยถือมนุษย์ว่าทรงคุณค่าสูงสุด ในเมื่อตัวข้าได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์ จึงถือว่าเป็นข้อสำราญประการหนึ่ง

         อนึ่ง บุรุษนั้นแยกต่างจากสตรี โดยบุรุษเป็นฝ่ายทรงศักดิ์แลสตรีต้อยต่ำกว่า ตัวข้าได้กำเนิดมาเป็นบุรุษ นั่นคือสำราญประการสอง

         อนึ่ง มนุษย์ที่เกิดมา บ้างก็ดำรงชีพอยู่โดยมิทันได้ครบวันหรือครบเดือน บ้างก็ถึงกาลกิริยาแต่ยังนอนแบอยู่ในเบาะ ตัวข้านั้นได้ครอบชีพมานานถึงเก้าสิบปีแล้ว นั่นคือข้อสำราญประการสาม

         ความยากจนนั้นเป็นปกติของบุรุษ และความตายก็เป็นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ ดำรงอยู่ในความปกติเพื่อรอคอยจุดหมายปลายทางเช่นนี้แล้ว จักมีเรื่องใดให้หมองเศร้าอีกเล่า”

         ขงจื๊ออุทานว่า “ประเสริฐแท้ นี่แลคือผู้จักเบิกบานตนเอง”[49]

                   จากข้อความข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมของท่านผู้เฒ่าหญงฉี่จี เป็นคนเข้าใจชีวิต พร้อมกับความเข้าใจทำให้ท่านวางท่าทีต่อชีวิตด้วยความถูกต้อง นั่นคือท่านวางจิตเป็นกลาง คือไม่ยินดี ยินร้าย ไม่หลงไหลในโลกธรรมทั้งปวง ทำให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข ขงจื๊อมองเห็นว่า ชีวิตของท่านผู้เฒ่าหญงฉี่จี  เป็นชีวิตที่น่ายกย่อง เป็นชีวิตที่ประเสริฐ เพราะสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นแก่ตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอามิสภายนอก

 

                         ประเด็นปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร  

                         ในคัมภีร์ทางสายกลางได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดปัญญาไว้ 2 ประการ คือ  (1) การศึกษา กล่าวคือ “รักเรียน ย่อมได้ชื่อว่าเข้าใกล้ต่อปัญญา”[50] (2) ความจริงใจ  กล่าวคือ “การหยั่งรู้กำเนิดมาจากความ  จริงใจ...ความจริงใจที่มาจาก การหยั่งรู้ (enlightenment) เรียกว่า การศึกษา  ถ้ามีความจริงใจก็จะหยั่งรู้ ถ้าหยั่งรู้ ก็แสดงว่ามีความจริงใจ”[51] “เฉพาะผู้มีความจริงใจอย่างแท้จริง (perfectly sincere) เท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้”[52] “ความจริงใจเป็นจุดเริ่มต้นและอวสานของสรรพสิ่ง ปราศจากความจริงแล้ว ก็ไร้ค่า ดังนั้นอริยปราชญ์จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างความจริงใจ”[53] “ความจริงใจเป็นวิถีแห่งฟ้า  การทำให้ตนเองมีความจริงใจเป็นวิถีแห่งมนุษย์”[54]

                         ดังนั้น ปัญญาแม้จะสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยวิธีใดก็ตาม ล้วนมีลักษณะเดียวกันทั้งหมดคือ การหยั่งรู้

                         2. เหริน (ความรัก หรือเจตนารมณ์ที่ดีงาม)

                         บทบาทของเหริน หรือความรักในปรัชญาขงจื๊อถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะถือว่า เป็นคุณธรรมพื้นฐาน  เพราะว่า “เหรินเป็นคุณธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของแต่ละคนที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และสามารถรับรู้ได้ แรกเกิดรับรู้ความได้ เหรินก็เกิดขึ้นภายในรูปแบบของภาวะความสัมพันธ์ระหว่างบุตรธิดากับบิดามารดา หลังจากนั้นก็ถูกพัฒนาเรื่อย ๆ ...ด้วยกระบวนการนี้ คุณธรรมอื่น ๆ ก็จะถูกพัฒนาตามไปด้วย”[55]  การปฏิบัติตนตามหลักทางสายกลาง เหรินจึงมีบทบาทสำคัญ  ในคัมภีร์ทางสายกลางจึงกล่าวไว้ว่า  เพราะอาศัยเหริน หรือความรักนี้เอง จึงก่อให้เกิดพลังกระตุ้นผลักดันไปสู่การกระทำตามหลักทางสายกลาง[56] และ “การพัฒนาตนให้สมบูรณ์ได้นั้นต้องอาศัยเหริน”[57]  ในที่นี้ หมายถึง การพัฒนาตนตามหลักทางสายกลางนั่นเอง  เพราะหลักทางสายกลางนั้นถือว่าเป็นคุณธรรมที่ทำให้คนสมบูรณ์ เพราะมาหยั่งรู้ธรรมชาติที่แท้จริงเรื่องหลักการความเป็นกลางที่มีอยู่ในตนเอง และในธรรมชาติของจักรวาลทั้งมวลว่าเป็นหลักการเดียวกัน มาจากแหล่งเดียวกันคือสวรรค์

                         3. จง (Yong) หมายถึง พลัง หรือ ความเข้มแข็ง

                          พลัง หรือความเข้มแข็งหมายถึงอะไร   เกิดขึ้นได้อย่างไร  และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ส่งผลหรือเป็นปัจจัยต่อการปฏิบัติตามหลักทางสายกลางอย่างไร ? 

                          พลัง หรือความเข้มแข็งคืออะไร  ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอนำบทสนทนาระหว่างขงจื๊อกับจือลู่ และวจนะของขงจื๊อที่กล่าวไว้ในที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ.

                   ครั้งหนึ่ง จือลู่ ถามเกี่ยวกับพลัง ขงจื๊อตอบว่า  “เธอหมายถึงพลังของคนใต้  หรือพลังของคนเหนือ หรือว่า พลังที่เธอใช้สำหรับการขัดเกลา  ตัวเอง ?

                   คนใต้ เป็นคนที่เป็นแบบอย่างได้ในเรื่องความอดทน และความสุภาพ พร้อมที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่น ไม่มีความต้องการแก้แค้นลงโทษต่อการกระทำไม่ดีต่อตนเอง ดังนั้นสุภาพชนจากคนใต้ จึงมีผลรูปคุณธรรมเหล่านี้อยู่ในจิตใจของพวกเขา

                   คนเหนือ ชื่นชมกับความพร้อมที่จะต่อสู้และกล้าเสี่ยงตาย โดยไม่มีการรีรอหรือลังเลใด ๆ ดังนั้น วีรบุรุษของภาคเหนือ จึงเจริญรอยตามคุณธรรมเหล่านั้นมาเป็นแบบอย่าง

อย่างไรก็ตาม อริยปราชญ์ดำเนินชีวิตกลมกลืนกับบุคคลอื่น ๆ โดยไม่ยอมให้ผู้อื่นมาชักนำไปในทางที่ผิด คุณธรรมองเขาช่างดีอะไรเช่นนั้น    เขาวางตัวเขาเองอยู่ในทางสายกลาง โดยไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง คุณธรรมที่เขามีอยู่ ช่างมีความหลักแหลมอะไรเช่นนั้น[58]

จงจื๊อกล่าวว่า  “ทุกคนมักจะกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’  แต่พวกเขาก็มุ่งไปข้างหน้า กลายเป็นตกหลุมพรางไม่สามารถเลี่ยงได้  ทุกคนมักกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’  แต่ในการใส่ใจปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง  พวกเขาไม่สามารถจะยืนหยัดอยู่ได้ครบเดือน[59]

                   ขงจื๊อกล่าวว่า คุณอาจสามารถปกครองประเทศ อาณาจักร และครอบครัวได้เป็นอย่างดี ทั้งอาจสละเสียซึ่งเกียรติยศ ความมั่งคั่ง และกล้า  เสี่ยงตายได้โดยไม่รีรอ แต่ก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง[60]

                         จากบทสนทนาระหว่างขงจื๊อกับจือข้างต้น เท่ากับเป็นการตอบและคำถาม ที่ว่า “พลัง” คืออะไร และ “พลัง” มีผล อย่างไรกับการปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง

                          คำว่า พลัง ซึ่งได้กล่าวถึงข้างต้นนั้น หมายถึง  ศักยภาพในการยืนหยัดอยู่บนหลักการ โดยไม่ให้จิตนั้นตกอยู่ในสภาพเอนเอียงไปในลักษณะหนึ่ง แต่มีความสามารถให้มันดำรงอยู่ในภาวะทางสายกลาง ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของจิต นอกจากนั้น ข้อความในท่อนที่  2  และ 3 ยังสะท้อนให้เห็นว่า ทางสายกลางนั้น  เป็นทางที่มิใช่จะปฏิบัติกันได้ง่าย ๆ ผู้ที่ยึดมั่นในหลักการอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถ   ทำได้ ซึ่งก็ต้องหมายถึงว่า บุคคลนั้นจะต้องมีพลัง หรือมีความเข้มแข็งอยู่ภายในอย่างมาก  ความที่ทางสายกลางปฏิบัติยากเช่นนี้ ในคัมภีร์จึงมีข้อความตอนหนึ่งว่า “น่าเสียดาย ที่ไม่มีใครเดินทางสายนี้เลย”[61] แนวทางในการปฏิบัติ พลังหรือความเข้มแข็งจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ

                  ถ้าท่านกำลังฝึกตนเองในด้านความจริงใจอยู่ ท่านจะต้องค้นหาความดีของท่านและยึดมันไว้ให้มั่น ท่านจะต้องศึกษาอย่างแจ่มแจ้ง ไต่สวนอย่างละเอียด หารืออย่างระมัดระวัง มองเห็นอย่างชัดแจ้ง และปฏิบัติอย่าง  ทั่วถึง  เมื่อใดที่ท่านขาดความเข้าใจ หรือท่านศึกษายังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้มันบังเกิดผล ก็จงอย่าละทิ้งมัน เมื่อใดมีบางสิ่งบางอย่างที่ท่านได้ไต่สวนอยู่  หรือไต่สวนแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ ก็จงอย่าละทิ้งมัน เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งบางอย่างซึ่งท่านยังไม่ได้มองเห็น หรือมองเห็นแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง  ก็จงอย่าละทิ้งมัน  เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งบางอย่างที่ท่านยังไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึง ก็จงละทิ้งมัน ถ้าเผื่อจะมีใครบรรลุด้วยความเพียรพยายามเพียงครั้งเดียว ฉันจะพยายาม 100 ครั้ง ถ้าเผื่อมีใครบรรลุด้วยความเพียรพยายาม 10 ครั้ง ฉันจะพยายาม 1,000 ครั้ง  ถ้าท่านสามารถทำได้อย่างนี้ แม้ท่านจะเป็นโง่เขลาเบาปัญญา ท่านก็จะกลายเป็นผู้รู้แจ้ง แม้ท่านจะเหนื่อยล้า ท่านก็จะกลับแข็งแรง[62]

                         จึงเหลือคำถามสุดท้ายที่ว่า พลัง หรือความเข้มแข็งนี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร  ประเด็นนี้จำเป็นต้องกลับไปพิจารณาคัมภีร์ทางสายกลางอีกครั้ง

                         ในคัมภีร์ทางสายกลางได้กล่าวไว้สั้น ๆ ว่า รู้จักละอาย ย่อมเป็นเหตุเข้าถึงพลัง”[63]  ในคัมภีร์เม่งจื๊อได้ขยายความต่อไปอีกว่า สำหรับมนุษย์แล้ว ความรู้สึกละอายถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  ถ้าหากแม้ไม่มีความละอายแล้ว  เขาจะไม่มีอะไรที่เหมือนกับคนปกติทั่วไป[64]

                         ในการปฏิบัติตามหลักทางสายกลาง ความละอายช่วยให้คนระมัดในการที่จะกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่ทำให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ในคัมภีร์ทางสายกลางจึงกล่าวว่า “อริยปราชญ์แม้อยู่คนเดียวก็ย่อมระมัดระวังตัวเสมอ”[65]

                         อนึ่งคุณธรรมหลัก  3  ประการนี้ ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง จะขาดหลักใดหลักหนึ่งไม่ได้ [66] ถ้าขาดหลักการใดหลักการหนึ่ง  การปฏิบัติหลักทางสายกลางก็ไม่อาจก้าวหน้าได้  ผู้ปฏิบัติตามหลักทางสายจึงต้องพอกพูนปัญญา ความรักหรือเจตนารมณ์ที่ดีงาม  และพลังหรือความเข้มแข็งให้เจริญงอกงามขึ้นในกมลสันดาน

 

6. บทสรุปวิเคราะห์

                         หลักทางสายกลางขงจื๊อ ถือว่า  เป็นหลักการที่สำคัญที่สืบเนื่องมาจากหลักการของจักรวาล  ซึ่งตามทัศนะของขงจื๊อ จักรวาลทั้งมวลที่สามารถเป็นไปได้อย่างมีระเบียบมีกฎเกณฑ์อยู่ เพราะเหตุมีระเบียบจักรวาล คือความเป็นกลาง และเพราะเหตุที่จักรวาลมีความเป็นกลาง สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลจึงสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความกลมกลืน ประสานสอดคล้อง ไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือสับสน

                          มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล  มนุษย์จึงประกอบด้วยหลักการดังกล่าวนี้ด้วย เพราะเหตุที่มนุษย์มีหลักความเป็นกลาง สังคมมนุษย์จึงมีระเบียบ ไม่สับสน การที่บ้านเมืองหรือสังคมในยุคขงจื๊อเกิดความระส่ำระสาย ไม่เป็นระเบียบ เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย สาเหตุเพราะผู้คนได้ละทิ้งหลักทางสายกลาง  ขงจื๊อจึงสอนให้คนได้หันกลับไปสนใจหลักทางสายกลางนี้ ซึ่งมีอยู่ติดตัวแล้วตั้งแต่เกิด แต่ถูกอารมณ์ภายนอกมาบดบัง ทำให้จิตที่มีความเป็นกลางมาแต่ดังเดิมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ มนุษย์จึงต้องศึกษาตนเอง เพื่อให้ได้เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของตัวเอง

                         แนวทางที่ถูกนำเสนอไว้สำหรับเป็นหลักปฏิบัติตามหลักทางสายกลางก็คือ ปัญญา ความรัก และพลังแห่งความมุ่งมั่น ปัญญาจะทำคนได้รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของตนว่า มีหลักการเรื่องความเป็นกลางร่วมกับจักรวาล  ความรักจะช่วยให้คนได้ปฏิบัติตามหลักสายกลางนั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในขณะเดียวกัน ความมีพลังอันเข้มแข็งจะช่วยให้คนได้ปฏิบัติตามหลักทางสายกลางโดยไม่หันเหออกนอกเส้นแห่งทางสายกลาง และคุณธรรมทั้ง 3 ประการนี้ ได้ถูกรวมอยู่ในหลักการเรื่องความจริงใจ กล่าวคือ ความจริงใจนี้จะแสดงตัวออกมาในรูปของปัญญา ความรัก และพลังแห่งความมุ่งมันในอันที่จะปฏิบัติตามหลักทางสายกลางให้ถูกวิธี และเป็นไปเพื่อความสุขแห่งการดำรงชีวิตที่แท้จริง

 

[1] สรวิชญ์ วงษ์สอาด, อาจารย์พิเศษประจำกลุ่มวิชาสังคมศึกษา, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม

[2] ประชา ศิลป์ชัย. คัมภีร์หลุนหวี่  : คัมภีร์จริยาวัตรขงจื๊อ. (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ธรรมชาติ, 2543), หน้า 75.

[3] Chung Yung, ch, xx.

[4] Chung Yung, ch.xxv.

[5] Ta Hsiuo, ch.I อ้างใน ศ.อาร์ชี เจ. บาห์ม, หลักคำสอนของขงจื๊อ, หน้า ๑๕๕

[6] Confucius. The Great Digest, The Unwobbling Pivot, The Analects, Tr. By Ezra Pound,  (New York : A New   Directions  Book,  1951), p. 97.

[7] Ibid.  (Chung : what is bent neither to one side nor to the other,  Yung :  unchanging)

[8] จำนง ทองประเสริฐ, ผู้แปล. บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค 1-3, (กรุงเทพมหานคร :                 ราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์, 2537), หน้า 167.

[9] James Legge, The Doctrine of the Mean, Chinese Classics vol. 1 (Hong Kong University Press, 1960) cf. http : www. Chinapage. Com/confucius/classic/english.html. (Chung Yung ch.1, sec.4)

[10] Chen Jingpan, Confucius as a Teacher,  (Malaysia : Delta Publishing Sdn Bhd., 1993), p. 262.

[11] Leonard Shihlien Hsu, The Political Philosophy of Confucianism, (New York: Barnes & Noble Books, 1975), p.199.

[12] Leonard Shihlien Hsu, op. cit., p.199.

[13] Ibid., p. 200.

[14] Ibid.

[15] พระมหาบุญเรือง ปญฺญาวชิโร, มนุษยนิยมในปรัชญาขงจื๊อ, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2544), หน้า 4.

[16] Leonard Shihlien Hsu, op. cit.,  p. 198.

[17] Chen Jingpan. op. cit., p. 32.

[18] Confucius. The Great Digest, The Unwobbling Pivot, The Analects, op.cit., p. 95.

[19] http://www.cifnet.com/~geenius/kongfuzi/modkong.html.  (4 กรกฎาคม 2547)

[20] จำนงค์ ทองประเสริฐ, ผู้แปล. บ่อเกิดลัทธิประเพณีจีน ภาค 1-3,  อ้างแล้ว, หน้า 24.

[21] http://www.cifnet.com/~geenius/kongfuzi/modkong.html.  (4 กรกฎาคม 2547)

[22]  Chen Jingpan. op. cit., p. 289.

[23] Chung Yung, ch.i,sec.1

[24] The Analects, Book

[25] The Analects, Book XVII:XIX:1.

[26] The Analects, Book II:I:4.

[27] The Analects, Book XII:V:3.

[28] The Analects, Book XX:III:2.

[29] Fung Yu-lan, The Spirit of Chinese Philosophy, (London : Kegan Paul, Trench, Trubner & Co.,Ltd.,1944), p104.

[30] คำว่า “ฟัง” ในที่นี้ เป็นสำนวนพูด หมายถึง เข้าใจหรือหยั่งรู้  บางท่านแปลว่า “เช้าเข้าใจสัจธรรม เย็นตายก็ไม่เสียที (ที่เกิดมา)”

[31] The Analects, Book 4:8.

[32] Chung Yung, ch.I

[33] Chung Yung, ch.I, sec.4

[34] Chung Yung, ch. xvi.

[35] Work of Mencius, Bk. VII,Ch.I,1-2

[36] Leonard Shihlien Hsu, op. cit.,  p. 205. see also Chung Yung, ch.xx, sec. 8

[37] ตำนานเล่ากันว่า เป็นกษัตริย์นักปราชญ์ 1 ใน 3 ของจีน กล่าวคือ เอี๋ยว, ชุน, และยิ่วกษัตริย์ชุน อยู่ในช่วงประมาณ ก่อน พ.ศ. 2194  ซึ่งเป็นยุคก่อนที่ประเทศจีนจะมีการสถาปนาเป็นราชวงศ์ต่าง ๆ

[38] Chung Yung, ch.vi.

[39] The Analects, Book VI: 27.

[40] The Analects, Book VII: 6.

[41] The Analects, Book XV: 32.

[42] The Analects, Book IV: 8.

[43] The Analects, Book IV: 10.

[44] ศ.อาร์ชี เจ. บาห์ม, หลักคำสอนของขงจื๊อ, ครองแผน ไชยธนะสาร ผู้แปล, (กรุงเทพมหานคร  : สำนักพิมพ์ เดลฟี, มปป), หน้า 57.

[45] The Analects, Book VI:11.

[46] The Analects, Book II:9.

[47] Chung Yung, ch.viii.

[48] Ta Hsiuo, ch.i   อ้างใน ศ.อาร์ชี เจ. บาห์ม, อ้างแล้ว, หน้า 155

[49] ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์  (ผู้แปล). คัมภีร์เต๋าของเลี่ยจื่อ. (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด, 2545), หน้า 13-14.

[50] Chung Yung, ch. xx.

[51] Chung Yung, ch. xxi.

[52] Chung Yung, ch. xxii.

[53] Chung Yung, ch. xxv.

[54] Chung Yung, ch. xx.

[55] พระมหาบุญเรือง ปญฺญาวชิโร (เจนทร), อ้างแล้ว, หน้า 60.

[56] Chung Yung, ch, xx.

[57] Chung Yung, ch.xxv.

[58] Chung Yung, ch. x. (ดูฉบับแปลภาษาไทยของ ครองแผน ไชยธนะสาร เทียบเคียง, อ้างแล้ว  หน้า 90. )

[59] Chung Yung, ch.  viii.

[60] Chung Yung, ch. ix.

[61] Chung Yung, ch. v.

[62] Chung Yung, ch. xx.

[63] Chung Yung, ch. xx.

[64] The Works of Mencius, Book VII, Ch.VII,1

[65] Chung Yung, ch. i.

[66] Leonard Shihlien Hsu, op.cit. p. 205.

เขียน:

ความเห็น (0)