อนุทิน #133977

ME

 

 

   ใจกลางเมืองที่มีแต่ความวุ่นวายของประชาการที่หนาแน่น การจราจรที่ติดขัด สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เสียงแตรรถประจำทางดังจนไม่ได้ยินเสียงพูดของคนข้างๆ นี่หรือเมืองทีใครล้วนใฝ่ฝันอยากจะมาใช้ชีวิตที่นี่ ฉันนั่งจิบมะนาวปั่น เพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องของตัวเอง เชื่อมั้ย??? ว่ามันไม่ง่ายเลยนะ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า….

      

             ฉันเกิดมาในเมืองหลวงที่แออัดที่พึ่งว่าไปข้างต้นนี่แหละ ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และถูกเลี้ยงมาโดยพ่อและแม่ที่เลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของเราทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอด และมันก็ไม่คงที่จะเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจ ตอนที่ฉันเกิดมาจำได้ว่าครอบครัวเราทำ “ธุรกิจขาย จิวเวอร์รี่” เครื่องประดับที่เป็นอัญมณี และนั้นเป็นที่มาของชื่อของฉัน “แพรว” เป็นชื่อที่แม่ของฉันตั้งให้มันเป็นทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง ฉันเคยถามแม่ว่าทำไมต้องมีชื่อจริงกับชื่อเล่นเหมือนกันด้วย แม่ตอบว่า”มันเรียกง่ายดี จำง่ายด้วย” ใช่มันจำง่ายมาก ง่ายเกินไปไหมคะแม่ ?? ฉันยอมรับตรงนี้เลยว่าเป็นคนติดแม่มาก เราไม่เคยจะห่างกันเลย เราตัวติดกันตลอดเวลา ลูกไปไหนแม่ไปด้วย แม่ไปไหนลูกไปด้วย แถมหน้าตาชั้นกับแม่ก็ดันเหมือนกันเป๊ะ เรียกว่าถอดกันมาเลยล่ะ

             

             ฉันเป็นคนที่มีนิสัยค่อนข้างตามใจตนเอง เอาแต่ใจ คุยเก่ง ขี้โม้ไปเรื่อย เป็นคนชอบกิน(enjoy eating)กินได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ้มง่าย โกรธง่ายหายเร็ว จะตลกและสนุกสนานกับคนที่สนิท ถ้าไม่สนิทก็จะเงียบ หลายคนมองว่าฉันเป็นคนหยิ่งแต่ความจริงที่เงียบที่เชิ่ดเพราะปิดบังความขี้ อายของฉันต่างหาก ฉันเป็นคนที่เรียนอยู่ในเกณฑ์ปานกลางมาตลอด วิชาที่ฉันทำได้ดีที่สุดคงเป็น อังกฤษ ตอนเด็กๆ ฉันยังจำได้ดี แม่พาฉันไปเรียนสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง เพื่อฝึกทักษะทางภาษา แต่แม่คงลืมไปว่าหนูเพิ่ง 7 ขวบเองนะค่ะ หนูยังไม่สามารถแยกประสาทระหว่างบทเรียนกับร้านขนมแสนอร่อยที่อยู่ติดกับ สถานที่แห่งนี้ แม่คงคิดว่าฉันต้องเก่งเหมือนพี่พลอยและเพชร ใช่!! ฉันลืมบอกไปว่าฉันมีพี่น้องร่วมสายเลือด ด้วยกัน 3 คน พลอย แพรว เพชร ที่มาของชื่อพวกเราก็คงรู้กันนะค่ะ พี่พลอยและเพชร เป็นเด็กฉลาดมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ สอบได้ที่หนึ่งและเป็นนักเรียนดีเด่นมาตลอด จนทำให้แรงกดดันทั้งหมดมาตกอยู่ที่ฉัน พี่พลอยและเพชร สอบติดมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันรวมทั้งฉัน แต่แล้วฉันก็ต้องตัดใจเพราะความสามารถที่มีมันคงมีไม่พอจริงๆ ฉันจึงเบนเข็มมุ่งมั่นและตั้งใจกับการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย และเป้าหมายต่อไปของฉันคือ “วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” วิชาเอก การแสดงและกำกับการแสดงภาพยนตร์ คะแนนของฉันสามารถที่จะไปสอบตรงที่นี่ได้ ในการสอบตรงครั้งแรกฉันจำได้ว่าก่อนวันสอบ 3 วัน ฉันอ่านหนังสือ ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายัน 5 โมงเย็น ทำจนมันเป็นเหมือนกิจวัตร แต่ฉันก็ต้องผิดหวังเมื่อผลที่ออกมามันไม่เป็นที่คาด เพียง 10 คะแนน ฉันค่อนข้างเสียใจและจิตตกอยู่พักหนึ่งอาจเป็นเพราะเราตั้งใจและทุ่มเทกับ มันมากจนเราไม่เหลือพื้นที่ให้สำหรับความผิดหวัง หลังจากนั้นฉันก็เบี่ยงความสนใจไปทำอย่างอื่นโดยสนใจการเรียนน้อยลง ไม่ได้สนใจเรื่องการสอบอีกต่อไป และมุ่งไปที่มหาวิทยาลัยเอกชนใกล้บ้าน สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของฉัน ซึ่งพอตอนนี้มานั่งคิดเรื่องในตอนนั้นถ้าฉันตั้งใจเรียนและลองสอบอีกครั้ง ฉันอาจจะสอบติดมหาลัยในฝันก็ได้ ฉันรู้สึกเสียดายโอกาสและเวลาไปอย่างมากที่ฉันปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรกับมันเลย แต่คงไม่สามารถและย้อนกลับไปได้ พ่อของฉันปลอบใจฉันและสอนฉันเสมอว่า “การนึกถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วเป็นเรื่องที่โง่มาก”ฉันก็เชื่อแบบนั้น ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี ถึงมันจะทำให้เราเสียใจแต่มันเป็นเหมือนบาดแผลและทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้เพื่อ ให้รู้ว่าเราเคยเจ็บขนาดไหน และทำไมถึงเจ็บ และสิ่งเดียวที่ทำได้คือการปล่อยวาง

 

 

จากที่เล่ามาดูเหมือนฉันไม่มีข้อดีเลยใช่ไหม อย่าเพิ่งด่วนสรุปกันไป ฉันกำลังจะพูดถึงความสามารถพิเศษของฉันที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบัน เพื่อลบล้างความห่วยของตัวเอง ก็อย่างที่บอกตอนเด็กๆแม่มักจะพาไปเรียนนู้นนี่เหมือนเด็กทั่วไปเพื่อเป็น อาวุธติดตัว แม่พาฉันไป เรียนไวโอลีน เปียโน รำไทย ภาษาจีน และอีกอย่างคือกีต้าร์

 

 

 

ซึ่งความสามารถอันนี้ฉันได้มาด้วยตัวของฉันเองมันเกิดจากความพยายามและแรง บันดาลใจ ฉันกำลังจะโยงเรื่องนี้ไปยัง Poppy love ของฉัน ฉันเริ่มเล่นกีต้าร์ครั้งแรกตอนอยู่ ม.4 แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจของฉันหน่ะหรือ…..เช้าวันอาทิตย์ของวันปิดเทอมฉันไป โบสต์กับแม่เพื่อ ปฏิบัติพิธีทางศาสนาในระหว่างที่ร้องเพลงฉันมองไปบนเวทีและเห็น ผู้ชายคนนึง กำลังเล่นเปียโน ฉันจำได้ว่าเป็นเพลง “As the deer” ด้วยเขาเล่นความชำนาญและไพเราะ ฉันมองเขาอย่างไปละสายตา เสมือนนั้นคือ “รักแรกพบ” พอเสร็จพิธีเราก็แยกย้ายกันไป หลังจากนั้น 2 อาทิตย์วันเปิดเทอมก็มาถึง ในช่วงเวลาพักเที่ยงในขณะที่โรงอาหารมีคนเต็มไปหมดจนไม่มีที่นั่งสำหรับนั่งกินข้าวเลยฉันและเพื่อนเดินหาที่สำหรับกินข้าวอยู่พักหนึ่ง“……..อยู่มาจนวันนี้เพื่อเจอเธอ จะอยู่เพื่อเธอตลอดไป” ฉันก็ได้ยินเสียงกีต้าร์ดังมาจากปีกโบสต์ใช่แล้ว ผู้ชายคนที่เล่นเปียโนในวันนั้น เขานั่งร้องเพลง และดีดกีต้าร์ เขาดูมีเสน่ห์มาก ฉันยืนจ้องหน้าพี่เขาและถือจานข้าวในมือ อารมณ์หิวของฉันที่ว่าหน่ะหรือ หายเป็นปลิดทิ้ง ฉันยืนจ้องมองเขาอยู่นานเสมือนฉันถูกสะกดด้วยมนต์อะไรสักอย่าง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็เริ่มหัดเล่นกีตาร์และเพลงที่ฉันหัดเล่นเป็นเพลงแรกคือเพลง “เพื่อเธอตลอดไป” ทำให้สิ่งนี้ กลายเป็นความสามารถพิเศษของฉันจนถึงปัจจุบัน ฉันคิดว่าว่าบางทีการที่เรามีความสามารถหลายๆอย่างมันบอกถึงคุณภาพของความเป็นคน และฉันก็เชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าถ้าเรามีแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจ มันอาจเปรียบเสมือนแรงผลักดันทำให้เราไปสู่ จุดมุ่งหมายนั้นๆได้ ฉันเชื่อเช่นนั้นตลอดมา

อีก     อย่างที่ฉันคิดว่าเป็นข้อดีของฉันคือฉันเป็นคนที่ชอบให้กำลังใจคนอื่นไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ แต่สิ่งที่แปลกก็คือ เวลาที่เพื่อนฉันมีปัญหาเขาก็มักจะนึกถึงฉันเพื่อปรับทุกข์ เขาบอกฉันเหมือนชักโครก ที่คอยรับฟังตลอด เพื่อนๆมักเรียกฉันว่า “ศิราณี” เพราะส่วนใหญ่เพื่อนจะเข้ามาปรึกษาฉันในเรื่องของความรัก ฉันไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ความรักมากมายนัก พูดง่ายๆตัวฉันเองฉันก็ยังเอาตัวไม่รอด แต่ฉันเป็นคนที่นับถือในความรักมาก ฉันเคยผ่านการอกหักที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตมาครั้งหนึ่ง ซึ่งนั้นคือรักแรกของฉัน ช่วงแรกๆที่ฉันอกหัก ฉันร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นเดือน ข้าวปลาก็แทบจะตกถึงท้อง การงานการเรียนตกต่ำลง โทรมผอม ร่างกายอ่อนแอลง สภาพของฉันไม่ต่างจากมัมมี่ หลังจากนั้น 2 เดือน ก็ได้รู้ว่าเขามีคนรักใหม่ ฉันยังจำภาพนั้นได้ดีฉันดิ้นทุรนทุรายกับพื้นเหมือนคนสิ้นสติ และภาพที่เจ็บปวดที่สุดและเป็นตราบาปของฉันจนมาถึงทุกวันนี้ คือแม่ของฉัน ร้องไห้และโผเข้ามากอดฉันในอ้อมแขน น้ำตาแม่หยดลงมาที่แก้มของฉัน พร้อมกับบอกว่า “ไม่เป็นไร” ฉันเงยหน้ามองแม่กับน้ำตาที่อาบแก้ม นี่ฉันทำให้แม่ร้องไห้ ฉันทำให้แม่เสียใจ หรอนี่ นับจากนั้นฉันก็ไม่ร้องไห้ เสียใจให้แม่เห็นอีกเลย (ฉันแอบไปร้องในห้องหน่ะ ฮ่าๆ)ฉันรู้เลยว่าวันไหนที่เราเสียใจและเสียน้ำตายังมีคนๆนึงที่เจ็บไปกว่าเรานั้นก็คือ “แม่” แม่บอกฉันว่า อย่าไปโกรธหรือแค้นที่เขาทำให้เราเจ็บปวดมากขนาดนี้ ให้อภัยเขาและนึกถึงสิ่งดีๆ มีคำพูดหนึ่งที่แม่บอกกับฉันว่า “ในทุกๆความเจ็บปวด ย่อมมีความทรงจำที่สวยงามเสมอ” กับบทเรียนครั้งนั้นมันทำให้ฉันรู้ว่าความรักของคนที่เป็นพ่อและแม่มันยิ่งใหญ่เกินจะอธิบายและมันยังทำให้ฉันรู้ว่า ความคิดเรานี่แหละที่มีอิทธิพลต่อเรามากที่สุด ฉันต้องขอบคุณคนที่จากฉันไปนะเพราะเขาทำให้ฉันรู้ถึงสัจธรรมของมนุษย์ที่ว่า “เกิดคนเดียว ตายคนเดียว” และความรักครั้งนั้นก็ทำให้ฉันมีภูมิคุ้มกัน และบทเรียนที่เจ็บปวดเพื่อนำไปปรับปรุงกับรักครั้งใหม่ที่ดีขึ้น และมันยังทำให้ฉันมองว่า”ความรักมันเป็นรอยสัก” ถึงรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน คนส่วนใหญ่ก็ยินดีที่เจ็บปวดเพื่อให้ได้มันมา มันเปรียบเสมือนความเจ็บปวดที่งดงาม แต่สำหรับฉันถึงแม้ความรักจะทำให้เราเสียน้ำตามากแค่ไหน ทุ่มเทมากเพียงใด เจ็บปวดกับมันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยังมองว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษและสวยงามเสมอ

นี่คือ “ME” ที่ฉันถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือฉันยอมรับว่าเป็นคนที่เรียบเรียงคำพูดไม่ เก่ง สิ่งที่ฉันคิดอยู่ในสมองมันเยอะมากและอยากจะถ่ายทอดออกมาให้ท่านผู้อ่านรู้ แต่มันกลั่นกรองออกมาได้ยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่หวังว่าบทความนี้มันจะทำให้ ผู้อ่านรู้จักฉันในระดับหนึ่งนะคะ……………….

 

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)