อนุทิน #133953

    ชีวิตของคนเราแต่ละคนมีอุปสรรค์แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีคิดของคนเราไม่เหมือนกัน ถ้าเราอยู่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว และเข้าใจรูปแบบการใช้ชีวิต ว่าเราเลิกกับแฟนแล้ว ไม่มีใครที่อยู่เคียงข้างเราแล้ว ทำไงได้ ก็เลี้ยงลูกสิ นี่เป็นความคิดสำหรับผู้หญิงที่ต้องได้กลายว่าเป็นหญิงหม้าย ในสายตาใครหลายๆคน ดิฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นหม้าย  

    ดิฉัน นางสาวสุวรรณา จงรักษ์ ปัจจุบันอายุ 36 ปี เป็นบุตรคนที่ 1 ของครอบครัว บิดาชื่อ นายลิขิต จงรักษ์ มารดาชื่อ นางพวงน้อย จงรักษ์ เรามีอยู่ 3 คนพี่น้อง ดิฉันในฐานะที่เป็นบุตรคนโต ก็ถือว่าเป็นที่รักของพ่อแม่ และก็ญาติ เพราะแม่ก็เป็นพี่คนโต มีพี่น้องหลายคนเหมือนกัน ในฐานะที่ตัวเองเป็นหลานคนแรกก็ถือว่าญาติพี่น้องก็ตามใจ  ตั้งแต่จำความได้รู้สึกว่า ชีวิตครอบครัวก็ค่อยข้างลำบากมากเหมือนกัน เพราะพ่อกับแม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานเดิมที่อยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จังหวัดชุมพร พ่อแม่ไปอยู่ที่จ.ชุมพร เท่ากับต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ทุกๆอย่าง จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองยังเด็กอยู่ เราไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

     หลังจากที่เราลงรถสายประจำทาง ที่บ้านอ่างทอง เราก็ลงมือเดินเท้าเข้าไปที่จุดมุ่งหมาย คือ บ้านบางท่า เรามีญาติพี่น้องที่ร่วมเดินทางไปตายเอาดาบหน้ากับครอบครัวของเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ยาย หรือน้องๆของแม่ เพราะทุกคนพร้อมใจที่จะไปสู้ชีวิตกันข้างหน้า ไม่ได้คิดเลยว่าข้างหน้ามันจะมีอุปสรรคอะไรบ้าง แต่เราก็ต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางที่เราจะต้องไปให้ถึง ระยะทางที่เราต้องใช้ในการเดินทางถ้าเป็นระยะทางในปัจจุบันตอนนี้คือระยะทาง 35 กิโลเมตร แต่จำไม่ได้แล้วว่าตอนใช้ใช้ระยะเวลาเดินเท้ากี่วันถึงจะถึงที่หมาย  เพราะตอนนั้นก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่ารถยนต์ส่วนตัวไม่มีเหมือนปัจจุบัน ระยะเวลาที่เดินทางอุปสรรค์มีมากมายเหลือเกิน เพราะตอนนั้นมันยังเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์ มีทั้งสัตว์ที่ดุร้าย และสัตว์ที่ดูดเลือด อย่างเช่น ตัวทาก (เป็นตัวยาวๆคล้ายตัวปลิง นิสัยชอบดูดเลือดเหมือนกัน แต่อาศัยอยู่ในป่า จำได้ว่าตัวเองเกลียดมากเลย) ชีวิตที่ต้องไปเริ่มต้นอยู่ในป่าแก่ ดิฉันเป็นเด็กคนเดียวในขณะนั้น ตอนนั้นอยู่แต่บนขนำ พ่อไม่ให้ลงจากขนำ เพราะมีทั้ง เสือ ช้าง และสัตว์ป่าที่ดุร้ายอีกมากมาย สาธยายกันไม่หมด พวกเราอยู่รวมกันเยอะมากถ้าจำไม่ผิด เวลาหุงข้าวต้องใช้กระทะใบใหญ่ แต่ก็ช่วยกันปลูกข้าวไว้กิน เรื่องกับข้าวนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะหาอาหารกันได้ง่ายเหลือเกิน ดิฉันใช้ชีวิตในวัยเด็กได้คุ้มมากๆ   

    แต่แล้วก็ถึงวัยที่ดิฉันต้องเข้าเรียน แต่ก็ไม่มีโรงเรียนให้เรียน  แต่ดิฉันเป็นคนที่โชคดีมากๆ เพราะดิฉันได้พวกคอมมิวนิตส์เป็นพี่เลี้ยงสอนหนังสือให้ เพราะที่ที่เราไปอยู่ อยู่ใกล้ๆกับพวกคอมมิวนิตส์ที่เขาไปตั้งถิ่นฐานรกรากกัน  พอหัวค่ำๆถือหนังสือ ก.ไก่ 1 เล่ม ไปให้พวกเขาสอนให้ พวกเขาก็ใจดีนะค่ะสอนให้ทุกวันเลย นี่แหละก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกคอมฯ จนเท่าทุกวันนี้ พอถึงเกณฑ์ที่ต้องเข้าโรงเรียน ป.1 พ่อก็เอามาฝากไว้ที่บ้านย่า ที่จ.สุราษฎร์ธานี ดิฉันหนังสืออยู่บ้านย่าจนถึง ป.3 แล้วก็ย้ายไปอยู่ ป.4 ที่บ้านยายที่จ.นครศรีธรรมราช

     ตอนนั้นชีวิตในครอบครัวเริ่มเปลี่ยนไป เพราะทางบ้านเริ่มมีฐานะค่อยข้างดี แต่ฐานะในครอบครัวเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมีภรรยาน้อย โดยที่แม่ไม่รู้เพราะมัวทำแต่งาน เลี้ยงแต่ลูก แต่ในที่สุดความลับมันก็ไม่มีในโลก แม่ก็รู้เลยทำให้ชีวิตครอบครัวตอนนั้นมีปัญหามาก เพราะพ่อกับแม่ทะเลาะกันมากเกือบจะได้แยกทางกัน ดิฉันก็เกือบจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจปัญหาของผู้ใหญ่หรอกนะในตอนนั้น ตัวเองก็ได้แต่เก็บความเสียใจเอาไว้ แสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้ ต่อมาเรียนจบ ป.6 ก็ย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่จ.ชุมพร อ่อ! ตอนนั้นเรียนจบป.6 พอดีกับที่พายุเกย์ ทล่มจ.ชุมพร ในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 ปีนั้นฉันยังจำได้ไม่ลืม ตอนนั้นที่บ้านไม่เหลืออะไรเลย ไม่ว่าจะเป็น สวนกาแฟ ปาล์ม ยาง พายุเกย์ทล่มทำให้เรียกได้ว่าหมดตัวกันเลยแหละ เพราะทุกอย่างที่สร้างมากับมือต้องใช้เวลา แต่พายุเกย์ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีพัดหายไปกับตา ตอนนั้นพี่น้องชาวชุมพรหมดตัวกันเลย

      ถึงเวลาที่จะต้องเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว ดิฉันก็ไปเรียนต่อ ม.1 ที่ร.ร.ท่าแซะรัชดาภิเษก ตอนแรกก็ไปๆมาๆกับรถของบริษัท วิจิตรภัณฑ์ สวนปาล์ม แต่ก็ไม่ไหวเพราะระยะทางตั้ง 35 กิโล ไปกลับวันหนึ่ง 70 กิโล พ่อก็เลยให้มาอยู่บ้านญาติที่เป็นหมออยู่ที่บ้านยายไท แต่ก็อยู่ได้ระยะหนึ่ง ตอนหลังก็มาอยู่ที่หอพักของโรงเรียน  เออ! เริ่มมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองกับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง ใครหลายๆคนคงจะจำได้ว่า ประมาณวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 กรณีพิพาทเนิน 491 ชายแดนไทย-พม่า ที่จังหวัดชุมพร ตอนนั้นเหมือนกำลังอยู่ในสงครามเลย มีตำรวจตระเวนชายแดน ขึ้นไปอยู่เพื่อรักษาเขตแดนของประเทศไทยไว้ มีการขุดหลุม ตั้งบังเกอร์ไว้เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปอยู่เพื่อหลบภัย เวลาเขายิ่งต่อสู้กันเราก็นั่งดู เพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่ไม่ค่อยรู้เรื่องว่ามันอันตรายขนาดไหน เราเห็นกลายเป็นเรื่องสนุกเสียอีก    

       ชีวิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นก็เรียนอยู่ประมาณ ม.4 ที่บ้านก็เริ่มมีปัญหา ประกอบกับที่เราหมดตัวจากตอนที่โดนพายุเกย์ มันทำให้พ่อกับแม่ท้อที่จะทำสวนต่อ พ่อก็ตัดสินใจที่จะขายสวนที่เรามีอยู่ทั้งหมดแล้วมาอยู่ที่จ.ภูเก็ต ดิฉันก็เลยมาเรียนต่อที่โรงเรียนสตรี ภูเก็ต ม.4 จนเรียนจบ ม.6 ในปี พ.ศ.2539 พ่อกับแม่อยู่ภูเก็ตไม่นานก็ต้องย้ายกลับอีก

    ตอนนั้นพ่อกับแม่ก็ย้ายกลับไปอยู่ที่ จ.ชุมพร อ.ละแม อีก ไปประกอบอาชีพชาวประมง แต่ดิฉันกับน้องๆก็ต้องเช่าบ้านอยู่กันตามลำพัง อยู่ได้ไม่นานพ่อก็มารับน้องไปอยู่ด้วย  ดิฉันก็ต้องอยู่ตามลำพังบ้านญาติ จนเรียนจบ ม.6 ดิฉันก็ลงสอบเอ็นทรานซ์ ก็ลงที่วิทยาลัยของเอกชนทั้งนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีความรู้มากพอที่จะไปสู้กับเขามหาวิทยาลัยของรัฐหรอก ก็เลยตัดสินใจลงที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ ก็สอบได้ แต่จำได้ว่าตอนนั้นถ้าใครเอ็นติดก็จะมีการลดหย่อนค่าเทอม พ่อพาดิฉันไปสอบสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัย ทำทุกอย่างเรียบร้อยหมด เหลือแต่รอรายละเอียดบางอย่าง พ่อก็ขอตัวกลับบ้านก่อนบอกให้เราอยู่กับญาติ ดิฉันก็ขอกลับด้วย พ่อถามว่าไม่เรียนหรือ ดิฉันก็บอกพ่อหน้าตาเฉยว่าไม่เรียนแล้วกลับบ้านด้วย เท่านั้นแหละก็กลับเลย ดิฉันไม่รู้เลยว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราทำให้พ่อเสียใจที่สุดในชีวิต เพราะเขาหวังไว้กับเรามาก แต่เรากลับทำให้พ่อกับแม่ต้องเสียใจ

     หลังจากนั้นดิฉันก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่ภูเก็ตอีกครั้ง  ก็เริ่มหางานทำ ตอนนั้นดิฉันได้ไปทำงานที่หนังสือพิมพ์เสียงใต้ รายวัน ในตำแหน่งพิสูจน์อักษร (ตรวจข่าว) เริ่มทำงานครั้งแรกเงินเดือน 4,000 บาท ตอนนั้นก็ตัดสินใจไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ภาคกศ.บป. พัฒนาชุมชน

       ชีวิตเริ่มเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง เพราะดิฉันเริ่มมีแฟน เราคบกันอยู่พักหนึ่งก็เลยตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ โดยที่ทุกคนที่บ้านไม่มีใครรู้ เราก็อยู่กันมานานหลายปี จนกระทั่งท้องก็เลยตัดสินใจบอกพ่อกับแม่  ท่านให้เราแต่งงานกันตามประเพณี ไม่ว่าจะเป็นทางศาสนาอิสลามหรือพุทธ  เพราะแฟนของดิฉันเป็นคนอิสลาม แรกๆเราก็ใช้ชีวิตคู่กันมีความสุขดี เหมือนสุภาษิตคำพังเพยของไทยที่เขาเปรียบเทียบไว้ว่า แรกๆน้ำต้มผักจะหวาน นานๆน้ำตาลก็ยังขม แต่พออยู่กันนานๆ สามีก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มคบเพื่อน เที่ยว เมา ยาเสพติด คือทุกอย่างครบหมด ดิฉันเรียนอยู่จนกระทั่งฝึกงานแล้ว แต่ก็เรียนไม่จบหรอก เพราะตอนหลังๆมีรายจ่ายเยอะไม่มีตังค์เสียค่าเทอม ก็เลยต้องหยุดเรียน ดิฉันก็ตั้งท้อง คิดว่าถ้ามีลูกแล้วแฟนจะเปลี่ยนนิสัย ไม่เลยเริ่มหนักกว่าเดิมอีก   ดิฉันอุ้มท้องลูกนานอยู่ 9 เดือนในที่สุดดิฉันก็คลอดลูกผู้ชาย ชีวิตช่วงนั้นลำบากมากอยู่เหมือนกันเพราะ  สามีไม่ได้ทำงานทำการอะไร แถมติดยาเสพติดอีก ทำให้ดิฉันต้องรับผิดชอบทั้ง 2 ชีวิต เราอยู่ที่ภูเก็ตอยู่พักหนึ่งคิดว่าชีวิตคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่ จ.ชุมพร คิดว่าชีวิตคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ไม่เลยยิ่งลำบากกว่าเดิมอีก ตอนที่กลับไปอยู่ที่ชุมพรดิฉันก็ท้องลูกคนที่ 2 ใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ชุมพรเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

      จนกระทั่งคลอดลูกที่ 2 ก็คิดที่จะไปสร้างอนาคตที่บ้านแฟนที่ จ.พังงา แต่ไม่เลยยิ่งลำบากหนักเข้าไปอีก ดิฉันไปอยู่ได้พักหนึ่งก็เลยตัดสินใจกลับมาทำงานที่ภูเก็ตอีก ตอนนั้นมาทำงานอยู่คนเดียวแฟนอยู่เกาะยาว จ.พังงา กับลูกชาย ส่วนลูกสาวมาทิ้งไว้กับพ่อแม่ที่ชุมพร ชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆตามวิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรนไป อยู่ได้สักพักสามีก็พาลูกชายตามมาอยู่ด้วย ดิฉันก็เลยไปรับลูกสาวมาอยู่ด้วย เพราะลูกสาวถึงเกณฑ์ที่จะเข้าโรงเรียนแล้ว เราก็ใช้ชีวิตอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเรื่อยๆ จนลืมตาอ้าปากได้ สามีก็เริ่มเปลี่ยนไป เที่ยว แล้วก็ติดผู้หญิง ช่วงหลังชีวิตครอบครัวของเรามีปัญหากันบ่อยมาก สงสารแต่ลูกๆที่เห็นเราทะเลาะกันบ่อยมาก ดิฉันก็ทนนะทนจนไม่ไหว เพราะชีวิตของลูกผู้หญิงถ้าแต่งงานกับใครสักคนแล้ว คนนั้นแหละที่เราจะอยู่ด้วยจนวันตาย

     แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราก็จบลงด้วยการแยกทางกัน แฟนเขาก็ไปตามทางของเขา เราก็อยู่ตามทางของเรา ดิฉันอยู่กับลูกทั้ง 2 คน ดิฉันก็ตัดสินใจกลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ที่ชุมพร ดิฉันก็เลี้ยงลูกเอง โดยมีพ่อกับแม่ของดิฉันช่วยเลี้ยง ชีวิตช่วงนั้นรู้ได้เลยว่าตัวเองเหมือนตายทั้งเป็น กว่าที่จะยืนหยัดสู้ได้ต้องใช้เวลานานหลายปี เพราะดิฉันมีลูกที่คอยเป็นกำลังใจยืนเคียงคู่อยู่ข้างๆ คิดที่จะสู้เพื่อเขา ดิฉันคิดว่าเราต้องเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยังไงเขาก็เกิดมาเป็นลูกของเราแล้ว หลังจากนั้นไม่นานดิฉันก็ตัดสินใจมาทำงานที่ภูเก็ตอีกครั้ง โดยที่ทิ้งลูกไว้กับพ่อและแม่ ตัวเราเองก็เสียใจนะที่ทิ้งลูกเอาไว้เพราะตัวเองเคยตั้งปฏิธานไว้แล้วว่าจะไม่ให้ลูกไปอยู่กับใครเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของตัวเองก็ตาม แต่ไม่เลยมันเป็นไปไม่ได้ เพราะดิฉันต้องทำมาหากิน ดิฉันกลับมาครั้งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นการทำงานที่ตังเองรัก คือ ได้มาจัดรายการวิทยุ ที่คลื่นวิทยุ 96.75 MHZ ของ สวท.ภูเก็ต และก็เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นภูเก็ต คือ หนังสือพิมพ์ภูเก็ตนิวส์ และก็ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ดังนั้นคิดว่าการศึกษาคงเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงาน ก็เลยตัดสินใจลงเรียนอีกครั้งหนึ่ง โดยเรียนคณะวิทยาการจัดการ โปรแกรมนิเทศศาสตร์  บางทีตัวเองอาจจะประสบความสำเร็จกับอาชีพการงานที่ตัวเองรักก็ได้ ไม่มีใครรู้อนาคตได้หรอกน่ะ คนเราเกิดมาในโลกนี้ทั้งทีก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด อย่ายอมแพ้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต เดี๋ยวเวลามันจะเป็นตัวช่วยเราเองแหละ

เขียน:

ความเห็น (0)