อนุทิน #133950

เรียนอาจารย์ที่เคารพคะ ชื่อเบญจพร ขนอม เลขที่22 นิเทศศาสตร์ กศ.บป ภูมิลำเนาอยู่ที่นครศรีธรรมราช แต่ได้เข้ามาทำงานและเรียนที่ภูเก็ตปีกว่าๆแล้วคะ ตอนนี้ได้เปิดร้านเพ้นท์เล็บเป็นธุรกิจส่วนตัวทำร่วมกับพี่สาวและแฟนคะ ร้านตั้งอยู่ที่สามกอง ถ.เยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ภายในร้านก็ขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวย ความงาม ทั้งหญิงและชาย ทั้งปลีก-ส่ง พร้อมส่งทั่วประเทศ

         โดยส่วนตัวและจะเป็นคนที่เงียบๆเหมือนกับหยิ่งแต่ไม่ได้หยิ่งคะ ถ้าได้คุยกับใครแล้วราวกับว่าสนิทกันมาเนิ่นนาน เป็นคนหัวเราะง่าย ชอบหัวเราะเสียงดัง ถ้าจะสังเกตในห้องเรียนก็สังเกตได้ง่าย คือ จะเป็นคนที่หน้าผากกว้างเพราะเมื่อก่อนตอนเด็กๆ พ่อ แม่ น้าๆ ชอบเล่าให้ฟังว่าเป็นเด็กที่หัวล้านไม่ค่อยมีผมและผมจะแดงเหมือนลูกฝรั่ง น้ำมูกไหลย้อยพูดง่ายๆว่าเป็นเด็กที่สกปรก ตัวดำ ผอม  และซนมาก เหมือนกับผู้ชาย

แต่ก็จำได้ว่าเมื่อก่อนชอบเล่นกับผู้ชายจริงๆเพราะไปไหนก็จะไปกับเพื่อนผู้ชายชวนเพื่อนผู้ชายมาเล่นที่บ้านบางทีก็ปั่นจักรยานไปเล่นกันในสนามหญ้าที่โรงเรียนครั้งหนึ่งจำได้ว่าแม่บอกให้อยู่ที่บ้านแม่จะไปสวน นึกสนุกขึ้นมาก็ชวนเพื่อนผู้ชายเรียนห้องเดียวกันเป็นญาติกันด้วยขึ้นตามแม่ไปแต่ปั่นจักรยานกันไปเพื่อนผู้ชายเป็นคนปั่นเรานั่งซ้อนท้ายทางที่ไปสวนของพ่อและแม่มันไปยากมามีขึ้นเขาลงห้วย เมื่อไปถึงทางที่จะเข้าสวนของแม่แล้วมันเป็นถนนสูงและมีหลุมเยอะมากพอดีรถจักรยานไม่มีเบรก เพื่อนก็หันมาถามว่าจะเอาไงลงไหม เราก็บอกว่าลงไปเลยเดี๋ยวเราจับท้ายรถให้เองแต่ด้วยความสูงของถนนและความเร็วของจักรยานก็เอาไม่อยู่ทั้งเราและเพื่อนก็ลงไปอย่างไม่เป็นท่า แก้มข้างซ้ายถลอกเป็นเป็นแผลและมีทรายอยู่ในแผลด้วย ส่วนเพื่อนผู้ชายปากถลอกทรายก็อยู่เต็มในปาก เมื่อลุกขึ้นมาเห็นหน้ากันก็หัวเราะแล้วก็ไปล้างในลำธารที่อยู่ข้างๆทางและจะเป็นเด็กที่โก๊ะมาก เมื่อเราทำผิดแม่ก็จะรู้แล้วมาถามเราเราก็จะหลบหน้าแม่แล้วก็บอกว่าไม่มีอะไรแล้วก็วิ่งหนีแถมหัวเราะไปด้วย

            นอกจากโก๊ะแล้วเป็นเด็กที่ชอบแต่งตัวและขี้อายมากถึงมากที่สุดไม่ค่อยกล้าแสดงออกแต่ตอนเด็กๆอนุบาลจนถึง มัธยม 3 ต้องติดในกิจกรรมของโรงเรียนทุกปีไม่เว้นเลยสักปีถ้าคุณครูไม่เลือกก็จะร้อง ด้วยความที่เป็นเด็กชอบแต่งตัวแถมขี้อายก็อยากจะมีส่วนร่วมกับคนอื่นด้วยเพราะชอบทาลิป แต่งตัวสวยๆ จนพ่อกับแม่บอกว่าหยุดสักปีไม่ได้หรอลูกแกขี้เกียจตื่น เพราะต้องตื่นไปรอตั้งแต่ตี 3 ด้วยความที่ยังเป็นเด็กก็เลยบอกว่าไม่เอาหนูอยากสวย อยากทาลิปสีแดง  แต่ตอนนี้พอโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันคนที่เคยพูดไว้ว่าหนูเป็นเด็กที่หัวล้าน ดำ ขี้มูกไหลย้อย ซน กลับตกใจเลยว่าทำไมผิดกับเมื่อก่อนมันสวยขึ้นเยอะมาก

5555 จากที่เป็นเด็กหัวล้านตอนนี้ผมหนา พอง แถมหยิกด้วย ก็เลยบอกน้าๆว่า “อย่าตำหนิลูกเค้าตอนยังเป็นเด็ก” อะไรก็เกิดขึ้นได้ น้าก็เลยบอกว่าใช่ๆๆๆๆ เห็นด้วย เวลานึกขี้เกียจสระผมขึ้นมาก็ไปสระที่ร้านบางครั้งก็นึกสงสารช่างขึ้นมาว่าผมอยู่แบบนี้ช่างจะทำยังไง แต่ที่ยังเหลืออยู่จากตอนที่ยังเป็นเด็กคือขี้อาย ตอนนี้ก็ยังอายอยู่ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกแต่รู้สึกว่าเมื่อได้มาเรียนนิเทศศาสตร์อาจารย์จะให้ออกไปหน้าห้องเยอะมาก ออกไปนำเสนองานหรือสุ่มเรียกเลขที่ออกไปเสนองานของตัวเองหรือการแสดงละคร บางครั้งที่สุ่มโดนบ้างไม่โดนบ้างก็รอดตัวไปแต่เมื่อโดนแล้วก็ต้องนั่งทำใจและมือไม้สั่น  แต่เมื่อได้ออกไปแล้วก็ไม่มีอะไรมากก็จะเริ่มชินไปเองเพราะรู้สึกว่าการเรียนนิเทศศาสตร์ต้องกล้าแสดงออกให้มาก แต่หลังๆนี้มาเรียนไปเรื่อยๆมันก็จะชินไปเอง  รูปร่างจะเป็นคนเตี้ย ขาวแบบซีดๆ(มีคนบอก) ส่วนที่ติดมาจากตอนยังเป็นเด็กคือ ยังผอมอยู่เหมือนเดิมเคยน้ำหนักมากสุดที่ 47 กิโลกรัม ตอนนั้นจะเครียดมากเพราะน้ำหนักขึ้นมา 2 กิโลกรัมจากเมื่อก่อน 45 กิโลกรัมก็เลยปฏิบัติการลดน้ำหนักด่วน ทำโดยการออกกำลังกายตีแบดมินตันกับพ่อ แม่ และพี่  จากนั้นน้ำหนักก็ลดเหลือลงเท่าเดิม แต่ตอนนี้เริ่มจะเครียดอีกเหมือนเดิมเพราะมีคนทักว่าผอมแต่บางคนก็ว่าหุ่นดีจากน้ำหนัก 45 กิโลกรัม มันก็ลดลงมาเองโดยที่ไม่อดหาหารแต่อย่างใดเลย น้ำหนักตอนนี้เหลือแค่ 43 กิโลกรัม เมื่อใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปจะมีคนถามว่าลดความอ้วนหรอ ???? บอกได้เลยว่าไม่คะน้ำหนักมันลดลงเองซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ตลกตอนนี้กินยาบำรุงเลือดแม่ซื้อให้กินแกบอกว่าถ้ากินแล้วจะกินข้าวได้เยอะแล้วอ้วนด้วย ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าน้ำหนักจะเป็นยังไงเพราะไม่ได้ชั่งมา

นานมากแล้ว เวลากลับบ้านไปแม่ก็จะถามว่าอยู่ที่ภูเก็ตไม่ได้กินข้าวเลยหรอหรือว่าลดความอ้วนอีก บอกว่าไม่ได้ลดคะแต่กินแล้วไม่อ้วน ส่วนมากน้าๆที่อยู่ภูเก็ตเค้าก็มักจะถามว่าในแต่ละวันกินข้าวบ้างหรือป่าวบอกว่ากินคะกินเยอะด้วย แล้วเค้าบอกว่าทำไมไม่อ้วนก็เลยไปว่าไม่ทราบคะสงสัยมันจะเท่านี้แล้ว

            การแต่งตัวเวลาไปเรียนก็จะใส่ชุดทำงานไปส่วนน้อยที่จะใส่ชุดนักศึกษาไปเพราะสะดวกในชุดทำงานมากกว่าเพราะมีมากกว่าชุดนักศึกษาแต่ก็มีบ้างบางครั้งนึกอยากจะใส่ชุดนักศึกษาไป แต่ผิดกับเมื่อก่อนมากตอนจบจากมัธยม6 ใหม่ๆอยากจะแต่งชุดนักศึกษาใจจะขาดเพราะเห็นพี่ๆแต่งกันสวยและอยากเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเร็วๆ แต่พอได้เข้าไปเรียนก็ดูใจกันยากไม่เหมือนกับเพื่อนๆที่คบมากันตอนที่เรียนมัธยมก็เบื่อไม่อยากจะเรียน คิดว่าเพื่อนที่สนุกที่สุดก็ในตอนมัธยมจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดมีสุขมีทุกข์ด้วยกันกินอยู่ด้วยสนิทกันมากเหมือนเป็นพี่น้องกัน ทำเรื่องไม่ดีก็ทำด้วยกัน เรื่องดีก็ทำด้วยกันเป็นอะไรที่สนุกมาก แม้ว่าจะแต่งชุดทำงานไปก็มีความเคารพในสถาบันจะใส่กระโปรงนักศึกษาที่ยาวหรือกระโปรงสามส่วน บางครั้งถ้าฝนตกก็ใส่กางเกงไปเพราะมันจะสะดวกและคล่องตัวกว่าใส่กระโปรงไปและขับมอเตอร์ไซค์ทำให้คล่องตัว

         นิเทศศาสตร์ได้สอนให้เป็นคนที่กล้าแสดงออกมากขึ้นจากเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกก็ทำให้มีความกล้าแสดงออกขึ้น กล้าคิด กล้าพูด ทำให้มีความมั่นใจในการที่จะพูดและแสดงท่ากิริยาท่าทางและมีความมั่นใจในการที่จะทำอะไรมากขึ้น เช่นเวลาลูกค้ามาที่ร้านก็พูดแนะนำสินค้าได้ดีกว่าเมื่อก่อน แต่เมื่อก่อนจะพูดแบบติดๆขัดๆ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองหรือสินค้าที่กำลังอธิบายลูกค้าอยู่ บางทีทำให้เสียลูกค้าได้  เมื่อการเรียนนิเทศศาสตร์สอนให้เราเป็นคนที่กล้าแสดงออก ฉะนั้นเราก็คิดไม่ผิดที่เลือกเรียนวิชานี้และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันกับการทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 

เขียน:

ความเห็น (0)