อนุทิน #132800

Kaka

พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช จักรพรรดิผู้รุกรบชนะไปครึ่งค่อนโลก ก่อนจะสิ้นพระชนม์ได้โปรดให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าโดยรับสั่งให้ทำพินัยกรรมเป็นปริศนาธรรม 3 ข้อ คือ...

1.พระองค์ขอให้คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาพระองค์เป็นคนแบกนำพระศพท่านออกไป

2.ในระหว่างทางที่มีการเคลื่อนพระศพของพระองค์มาไปนั้นให้นำเอาเงินทองที่มีอยู่ในท้องพระคลัง เอาออกมาและฟ้าโปรยแจกประชาชนที่รายล้อมพระองค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

3.ในระหว่างทางนั้นให้นำพระหัตถ์ทั้งสองของพระองค์โดยให้แบบพระหัตถ์ออกมาจากหีบศพ

       สามสิ่งที่พระองค์รับสั่งต่อแพทย์ที่รักษาพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ นั้นแฝงปริศนาธรรมที่พระองค์ต้องการบอกกับชาวโลกและอนุชนรุ่นหลังยามที่พระองค์ล่วงลับไปแล้วก็คือ

1.ทุกคนเกิดมาต้องตาย การที่พระองค์ให้แพทย์ที่รักษาพระองค์แบกพระองค์ออกไปนั้นก็เพื่อจะบอกให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธีศพของพระองค์ว่าแม้แต่แพทย์ที่เก่งที่สุดในแผ่นดินนี้ที่พระองค์จะหามาได้แต่เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วคนทุกคนก็ต้องตาย ไม่มีใครที่จะสามารถฉุดรั้งความตายจากเงื้อมมือมัชจุราชได้ทุกคนเกิดมาต้องตายไม่ว่าจะเป็นใครชนชั้น วรรณะไหนจะร้ำรวยล้ำฟ้า หรือยาจกติดดินเพียงใด ไม่มีใครสามารถอยู่ค้ำฟ้าได้ความตายคือความเท่าเทียมของมนุษย์ที่ธรรมชาติมอบให้แก่ทุกคน

2.ประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริงไม่ใช่พระองค์ ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ได้บุกปราบอรีราชศัตรูทั่วด้านกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สมบัติพัตสถานของคนหนึ่งมาเป็นของตนมากมายแต่วันที่พระองค์จากโลกนี้ไปไม่สามารถเอาสิ่งเหล่านั้นไปได้สักอย่างจึงรับสั่งให้เอาสมบัติที่ควรจะเป็นของคนเหล่านั้นตั้งแต่แรก แจกคืนไปให้กับประชาชนเหล่านั้นซะ

3. คนเราเกิดมามือเปล่าพอไปก็ไปมือเปล่า ทุกสิ่งที่อย่างที่เคยคิดว่าเป็นของพระองค์ที่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ทรัพย์สินเงินทอง ชีวิตคนในปกครองนั้นแท้จริงแล้วเป็นแค่ภาพมายาลวงตาพระองค์เท่านั้นเพราะพระองค์ไม่สามารถนำอะไรติดมือไปหลับตายได้เลยสักอย่างเดียว

    "อันว่าชีวิตของคนเรานั้นมันไม่แน่นอนจะหาความสุขทางกามวัตถุมากมายนั้นก็หาไป แต่สุดท้ายตายไปเอาไปไม่สักอย่างจะลุ่มหลงในอำนาจลาภยศสรรเสริญมากมายเพียงไหนก็ทำไปจะหลอกคนทั้งโลกว่าตัวเอง ดีเลิศประเสริฐศรีโดยที่คิดว่าไม่มีใครรู้แต่หรอกใจตัวเองไม่ได้จิตยามเมื่อตนสิ้นลม ความคิดตายย่อมเปิดเผยกรรมดีกรรมชั่วทั้งหมดไว้ มิอาจปิดบังไว้ได้แม้ตอนมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นเพราะตัญหาอุปทานตัวกู ของกูประเทศนี้เป็นของกู ผู้คนเหล่านั้นเป็นของกูทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของกูทำให้เกิดอวิชา เข่นฆ่าผู้คนยึดครอง ทรัพย์สินแผ่นดินมาเป็นของตนสุดท้าย ไม่เห็นมีกษัตริย์ มนุษย์หน้าไหนเอาติดตัวไปได้สักอย่างคนเดียวสิ่เหล่านั้น ก็ยังคงดำรงอยู่ อย่างเป็นเช่นนั้นเอง ไม่มีของกษัตริย์ซักอย่างเดียวเพราะกลัวมนุษย์หน้าไหนจะดีกว่าจึงต้องใช้อำนาจบารออกกฎหมายบังคับให้ผู้คนต้องเคารพยกย่อง ไม่ให้ติฉินนิททา หลงอยู่ในถ่อยวจี ที่อ่อนหวานด้วยคำยกยอปอปั้น ประจบสอพอ จนลอยนึกว่าตัวเองไม่ใช่คน เป็นเทวดา “

“ ด้วยสัจธรรมความจริงที่อเล็กซานเดอร์ได้ค้นพบเมื่อ2000กว่าปีก่อนนี้เองก็คล้ายกับความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบเมื่อกว่า2500มาแล้วแต่ต่างกันตรงที่ว่า พระพุทธเจ้า ได้ดวงตาเห็นธรรมตั้งแต่วัยเยาว์จึงรู้ว่า อำนาจล้นฟ้า เหล่านั้น สมบัติพัสถานเหล่านั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่พระองค์ ไม่เคยเป็นของบิดาด้วยซ้ำ(หากจะว่าตามหลักรัฐศาสตร์แล้วสิ่งเหล่านี้ควรจะเป็นของประชาชนนั่นแหละไม่ใช่กษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว) พระองค์จึงไม่ปิติยินดีที่จะนำพากับสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้ พระองค์เบื่อหน่ายและสละสถานะทางสังคมสูงสุดที่พระองค์ที่เป็นอยู่ในขนาดนั้น ซึ่งพระองค์จะต้องเป็นกษัตริย์แล้วออกผนวชจนบรรลุธรรมเป็นศาสดาเอกของโลกแต่น่าเสียดายที่ ผู้มีปัญญาระดับมหาบุรุษคนหนึ่งคนโลกเช่นกัน อย่าง อเล็กเซอเดอร์มหาราชค้นพบสิ่งเดียวกันนี้ตอนลมหายใจสุดท้ายขอพระองค์มาถึง

< ผู้ใดที่ยังลุ่มหลง มัวเมาอยู่ในอำนาจคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะจีรังยั่งยืนตลอดไปยังหลับไหล ไม่ยอมตื่น จากกิเลสจงตระหนักรู้ถึงภัยกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้าเพราะเมื่อถึงวันนั้นและอาจสายเกินแก้มิใช่เพราะใครทำให้เป็นแต่เป็นเพราะท่านทำตัวท่านเองตากหาก

ตัวกู-ของกู

ถ้าจะอยู่ ในโลกนี้ อย่างมีสุข

อย่าประยุกต์ สิ่งทั้งผอง เป็นของฉัน

มันจะสุม เผากระบาล ท่านทั้งวัน

ต้องปล่อยมัน เป็นของมัน อย่าผันมา

เป็นของกู ในอำนาจ แห่งตัวกู

มันจะดู วุ่นวาย คล้ายคนบ้า

อย่างน้อยก็ เป็นนกเขา เข้าตำรา

มันคึกว่า "กู-ของ-กู"อยู่ร่ำไป

จะหามา มีไว้ ใช้หรือกิน

ตามระบิล อย่างอิ่มหนำ ก็ทำได้

โดยไม่ต้อง มั่นหมาย ให้อะไรๆ

ผูกยึดไว้ ว่า "ตัวกู"หรือ"ของกู"

 

<< สารธรรม จากท่านพุทธทาสภิกขุ >>

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)