อนุทิน #132066

"วัดพระพุทธบาทสี่รอย" ตั้งอยู่ในหุบเขาป่าลึก เขตต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และจากตัวอำเภอแม่ริม จนถึงวัดพระพุทธบาทสี่รอย มีระยะทาง 50 กิโลเมตร ถือเป็นวัดที่มีปูชนียสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์

รวมทั้งเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ ที่ล่วงเลยมาในภัทรกัปป์

ประกอบด้วย รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ ขนาดใหญ่ ยาว 12 ศอก, รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ยาว 9 ศอก, รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป ยาว 7 ศอก และรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) ยาวเล็กสุด 4 ศอก

โดยได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนก้อนหินใหญ่ริม หรือเรียกว่า หินมหาศิลา จำนวน 4 รอยซ้อนไว้บนพื้นที่เดียวกัน

พระพุทธบาทสี่รอย ได้รับการสักการบูชาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่มาหลายยุคสมัย และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เสมอมา

ล่าสุด ครูบาศรีวิชัย ได้มาสร้างวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้จนถึงปัจจุบัน

พ.ศ.2497 ได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร มีประวัติเล่าขานถึงความเก่าแก่ จนนับเป็นพระพุทธบาทที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ 


พระพรชัย ปิยะวัณโณ (ครูบาพรชัย) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย เปิดเผยว่า พระพุทธบาทสี่รอย มีตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งอดีตกาล มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง นาม "พระวิปัสสี สัมมาสัมพุทธเจ้า" เป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นจำนวนมาก

แต่พระสังฆนายกรูปนี้กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่ โดยออกประกาศไปทั่วสังฆมณฑล ว่า "วัดนี้ เป็นที่ชุมชนของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เนืองนิตย์ ดังนั้น ขอให้พระภิกษุทั้งหลาย จงนำเอาปัจจัยสี่ อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวง มาให้แก่วัดของเรา เพื่อจะได้นำมาถวายทานแก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป"

เมื่อพระภิกษุทั้งหลาย ได้รับคำสั่งของพระสังฆนายก ต่างลำบากใจ ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด ได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัด

ท้ายที่สุด เมื่อพระสังฆนายกมรณภาพ ได้ตกนรกหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง 4 ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ให้ได้รับความลำบาก 


เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น ได้มาเกิดเป็นเปรต มีนามว่า "มหาศิลาหลวงใหญ่" (เปรตหิน) พูดวาจาใดๆ ไม่ได้ สรีระกลายเป็นหิน

กาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง 92 กัปป์ เป็นยุคแรกของพระพุทธเจ้า องค์ที่ 1 คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรต เป็นรอยแรก

จนถึงยุคสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 ทรงพระนามว่า "พระพุทธเจ้าโกนาคมโน" ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต ได้ทรงประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ในรอยพระบาทเดิม เป็นรอยที่ 2

ต่อมา พระพุทธเจ้ากัสสโป องค์ที่ 3 ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตอีก และทรงประทับรอยพระบาทเป็นรอยที่ 3 ซ้อนไว้อีกครั้ง

ถึงยุคของ พระพุทธเจ้าโคตโม หรือ พระสมณโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตอีกครั้ง ทรงประทับรอยที่ 4 ลงบนหินศิลาเปรต บังเกิดพระพุทธบาทสี่รอย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

กาลเวลาล่วงเลยมา 2,000 ปี ได้มีเทวดาทั้งหลาย ต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏ ตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้ จึงเนรมิตเป็นรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินลงมาไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน

พรานป่าที่อาศัยอยู่เชิงเขาเวภารบรรพตเห็นเข้า จึงไล่ติดตามรุ้งสู่ยอดเขา เมื่อไปถึงยอดเขา พบรอยพระพุทธบาทสี่รอยอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้ พรานป่าเกิดความเลื่อมใส จึงทำการสักการบูชา ก่อนนำเรื่องมาแจ้งให้แก่ชาวบ้าน

เมื่อได้ยินคำบอกเล่า ชาวบ้านต่างพากันไปกราบสักการบูชา โดยเรียกขานพระพุทธบาทดังกล่าว ว่า "พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)"

รอยพระพุทธบาท ถือเป็นรอยอันบริสุทธิ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น การกราบไหว้พระพุทธบาทสี่รอย ด้วยเครื่องสักการบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน ยังนับไม่ได้ว่าเป็นการเจริญตามรอยพระพุทธองค์

แต่ควรเจริญรอยตามด้วยการให้ทาน รักษาศีล สมาธิภาวนา จะได้ชื่อว่า เป็นคนหนึ่งที่พระพุทธองค์ ทรงโปรดให้พ้นทุกข์ได้ในที่สุด 

 http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03bud07100449&day=2006/04/10" target="_blank">http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03bud07100449&day=2006/04/10

   

     

เขียน:

ความเห็น (0)