อนุทิน #131955

บันทึกการอ่าน

ครอบครัวนักอ่าน

วันที่บันทึก 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ครอบครัวของ ด.ญ.เมเฟอร์ลิน  อารีสตี้

เรื่อง  แสงเหนือมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

 

           แสงสีเขียว แดง ที่ปรากฏบนท้องฟ้าอันมืดมิดของช่วงฤดูหนาว หากเป็นผู้คนที่ไม่เคยพบเจอกับปรากฏการณ์ธรรมชาติแบบที่ว่ามาก่อนอย่างคนในแถบเอเชียอย่างบ้านเรา ก็อาจจะคิดว่านั่นเป็นเหตุการณ์ประหลาดที่อาจถูกนำไปตีเป็นเลขเอามาแทงหวยงวดต่อไป 

แต่สำหรับผู้คนที่อยู่แถบขั้วโลกเหนือ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จะต่างกันก็เพียงแต่ว่าแสงที่จะเกิดขึ้นบนท้องฟ้านั้นจะเปลี่ยนเป็นสีอะไรเท่านั้น 

แสงที่ว่าถูกเรียกเป็นภาษาไทยแบบตรงตัวว่า แสงเหนือ ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Northern Lightซึ่งเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ารังสีออโรร่า (Aurora) แสงสีแบบเดียวกับการตรวจวัดความร้อนร่างกายด้วยรังสีออร่าที่จะแสดงผลอกเป็นสีเขียวหรือแดงตามค่าความร้อนที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น 

ทว่าการเกิดของแสงออร่าในธรรมชาติที่จะให้สีต่างกันนั้น กลับมีที่มาที่แตกต่างกัน เพราะแสงสีที่ว่าเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสนามแม่เหล็กของโลกสัมผัสกับลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ 
และปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นกับขั้วโลกใต้ด้วยเช่นกัน โดยเรียกตามชื่อของสถานที่เกิดว่า แสงใต้ หรือSouthern Light 

 

แกนกลางของโลกที่เกิดขึ้นจากธาตุโลหะต่าง ๆ เสมือนเป็น แม่เหล็กยักษ์ตั้งอยู่กลางโลก และโลกกับดวงอาทิตย์มีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดชั้นบรรยากาศสนามแม่เหล็ก ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เป็นบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กแรงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น 
อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ ลมพายุสุริยะ ที่ประกอบด้วยอนุภาคสสารมากมาย เมื่อมันถูกพัดผ่านมายังสนามแม่เหล็กของโลก อนุภาคต่าง ๆ ที่ถูกดูดเข้ามาในสนามแม่เหล็กของโลกนี้เองที่ทำให้เกิดแสงสีขึ้น จะเกิดมากในช่วงที่มีการแปรปรวนบนดวงอาทิตย์อย่างในช่วงจุดดับ (Sunspots) แต่จะเกิดสีอะไรนั้นขึ้นอยู่กับพลังงานของ อนุภาคที่ถูกพัดมากับลมสุริยะ 

ที่จริงแล้วแสงสีที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายแต่สีเขียวกับสีแดงจะโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสีเขียวที่สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งเพราะเป็นสีที่สว่างที่สุด ส่วนสีแดงจะพบเห็นได้ค่อนข้างยาก ความแตกต่างของแสงสียังมีเหตุมาจากอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่ระดับความสูงต่างกัน ซึ่งทำให้ภาวะการกระตุ้นของอะตอมจะแตกต่างกันด้วย


รังสีออโรร่าที่เกิดขึ้นนี้มักจะพบเห็นได้ในบริเวณที่อยู่ระดับตั้งแต่ 100-1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นดิน ซึ่งมีบรรยากาศเบาบาง ความกดดัน น้อยมากจนเกือบจะถึงขั้นสุญญา กาศ พลังงานจากดวงอาทิตย์ทั้งรังสีอุลตราไวโอเลตและอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่พุ่งออกจากดวงอาทิตย์จะไปกระตุ้นให้ก๊าซเฉื่อยที่มีอยู่เบาบางในบริเวณนั้นเรืองแสงขึ้นมา ซึ่งบางครั้งอาจเกิดนานเป็นชั่วโมงหรืออาจจะยาวนานถึงตลอดทั้งคืน 
ในอดีตวันที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า แสงประหลาดที่ปรากฏอยู่บนท้องฟ้านี้ถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากพลังทางไสยศาสตร์ บ้างก็ว่าเป็นวิญญาณของภูตผีที่พากันออกมาร่ายรำยามค่ำคืน บ้างก็ว่ากลุ่มวิญญาณจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้กันบนท้องฟ้า สำหรับคนพื้นถิ่นนอร์เวย์เข้าใจว่าแสงนี้เป็นแสงที่เกิดจากสาวพรหม จารี การเต้นรำและการเคลื่อนไหวของระลอกคลื่น
แต่ชาวไวกิ้งที่เป็นชนพื้นเมืองในแถบขั้วโลกเหนือในยุคแรก ๆ เชื่อว่าแสงเหนือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากวิญญาณของสาวพรหมจารี
ขณะที่ชาวเอสกิโมในกรีนแลนด์และชาวพื้นเมืองทางตอนเหนือของแคนาดาเชื่อว่า รังสีออโรร่าดินแดนแห่งความตาย และเมื่อใดที่แสงสีนั้นเปลี่ยนไปก็หมายความว่าเพื่อนของคุณที่เสียชีวิตไปแล้วกำลังพยายามติดต่อกับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ 
ส่วนคนอเมริกันเชื่อว่าหากพวกเขาทำพิธีเรียกผี แสงสีที่เกิดขึ้นก็คือการตอบสนองของดวงวิญญาณที่พวกเขาพยายามจะปลุกขึ้นมานั่นเอง
แต่ไม่ว่าแสงเหนือหรือแสงใต้ที่ปรากฏบนท้องฟ้าในช่วงฤดูหนาวของขั้วโลกเหนือและใต้ จะเคยถูกเข้าใจว่าอะไร สำหรับวันนี้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว กลายเป็นหนึ่งในสินค้าทางการท่องเที่ยวของประเทศในแถบขั้วโลกเหนือ โดยเฉพาะนอร์เวย์ประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณอาร์คติกเซอร์เคิลที่ว่ากันว่าสามารถชื่นชมกับความมหัศจรรย์ของแสงเหนือได้ในทุกค่ำคืน 
ซึ่งหนึ่งในเมืองที่ชมความมหัศจรรย์ได้ดีที่สุดก็คือ ทรูมโซ ซึ่งให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นี้ถึงขนาดให้มีการบรรยายให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปที่พิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยทรูมโซ
และอีกแห่งก็คือ เกาะสวาลบาร์ด ที่ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่สามารถศึกษารังสีออโรร่าทั้งกลางวันและกลางคืน โดยคนไทยที่ต้องการจะไปที่เกาะแห่งนี้ไม่ต้องขอวีซ่าก็สามารถข้ามไปได้หากมีจุดหมายอยู่แห่งเดียว แม้จะเป็นเกาะที่อยู่ในนอร์เวย์ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และไม่น่าเชื่อด้วยว่าที่นี่หนาวติดลบเกือบตลอดทั้งปีแห่งนี้จะมีคนไทยไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย. 

 

 

 

เขียน:

ความเห็น (0)