อนุทิน #128987

บันทึก นิทานธรรม

" จอมเบ่ง "

 

เป็นเรื่องราว เพื่อให้ทุกองคาพยพในสังคม จักได้ประสานร่วมพลังเอามาฝากให้เกิดสัมมาสติ... มิฉะนั้น ประเทศไทย อัน คือ แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง จักคว่ำลง ฯ ได้ ดัง นิทาน...

 

นานมามากแล้ว จนไม่รู้ว่าเริ่มแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นสมัยที่เกิดฝนตกหนักจนน้ำนี้ท่วมโลก สัตว์ทั้งหลายนั้นก็หนีตายจากน้ำท่วมกันยกใหญ่ ยังมีอึ่งอ่างตัวหนึ่งว่ายน้ำมาเจอกะลาใบหนึ่งลอยตุ๊บป่องกลางน้ำมันจึงคว้าแล้วขึ้นไปอยู่ในกะลานั้น 

ซักพักก็มี กิ้งกืออีกตัวหนึ่งว่ายน้ำมาอีกก็ขอขึ้นมาอยู่ในกะลาด้วยเพราะว่าเหนื่อยกับการว่ายน้ำแล้ว ทั้งสองก็อยู่บนกะลานั้นลอยไป เรื่อยๆ 

ซักพักก็มีหิ่งห้อยตัวหนึ่งบินมาด้วยความเหนื่อยหาที่เกาะไม่ได้ก็บินมาเจอกะลาใบนี้ก็ขอเกาะอยู่ด้วย สัตว์ทั้งสามตัวนั้นก็อยู่ในกะลาลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ

ผ่านไปหลายวันแล้วน้ำก็ยังไม่ลดระดับลงซักทีแถมว่าหาแผ่นดินไม่ได้ สัตว์ทั้งสามตัวนั้นก็อยู่ในกะลาคุยกันไปเรื่อยๆ หลายวันผ่านไป จนในคืนหนึ่งเจ้าหิ่งห้อยก็เปล่งแสงที่ก้นของมันและโอ้อวดตัวเองกับเพื่อสัตว์อีกสองตัวว่า...

“ นี่... พวกเจ้านะตัวใหญ่ซะเปล่าไฟในตัวก็ไม่มี ต้องอย่างข้าสิ ตัวเล็กมีไฟให้แสงสว่าง ถ้าพวกเจ้านี้ไม่มีข้าละก็ กลางคืนเจ้าคงไม่เห็นอะไรแล้ว ข้านี่แหละเจ๋งสุดๆ ในกะลาใบนี้ ฮ่าๆๆๆ ” 

เจ้าอึ่งอ่างได้ฟังดังนั้นก็เคืองในใจตนที่โดนสัตว์เล็กกระจ่อยร่อยมาดูถูกมันจึงกล่าวขึ้นมาว่า... “ ฮึ... เจ้าหิ่งห้อยตัวเล็ก ในกะลาใบนี้นะข้าสิใหญ่ที่สุด ”

เจ้าอึ่งอ่างไม่กล่าวเฉยๆ และได้พองตัวเองขึ้นจนเกือบเต็มกะลา ทำให้กะลาที่ลอยเหนือน้ำโคลงไปเคลงมา เจ้ากิ้งกือก็กลัวจะน้อยหน้าผู้อื่นมันจึงคุยทับเพื่อนสัตว์อีกสองตัวว่า...

 

“ ฮึ....ในกะลานี้ข้าสิที่แน่ที่สุด เพราะว่า..ข้านี้ยาวที่สุดตั้งแต่หัวถึงหางยาวจากขอบกะลาข้างหนึ่งไปถึงอีกข้างหนึ่ง ”

มันก็ไม่ว่าเปล่า มันก็ยึดตัวเองออกไปแข่งความแน่ของคนเองในกะลาใบน้อยใบนั้น สัตว์แต่ละตัวก็คุยทับถมกับไปเรื่อยพร้อมกับทำตามที่ตนคุยเอาไว้ด้วย ทำให้กะลานั้นโอนเอนไปมาเรื่อยๆ พร้อมกับโดนคลื่นซัดอีกจึงทำให้กะลาที่สัตว์ทั้งสามนั้น อยู่คว่ำและจมลง สัตว์ทั้งสามนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวก็จมน้ำตายไปหมดทั้งสามตัว

ก็ขอให้นักเบ่งทั้งหลายรู้ด้วยว่า อันการเบ่งทับกันโดไม่ทำอะไรนี้ไม่เข้าท่า คือ จะทำอะไรนั้นมัวแต่คุยโอ้อวด อวดเก่งอยู่นั้นโดยไม่ทำอะไรนั้นมันไม่ทำให้เจริญไปได้ ดูเอา เจ้าสัตว์ทั้งสามตัวนี้เป็นแบบอย่างว่าเป็นอย่างไร ?

 

 

 

 

 

นิทานอีสปเคยกล่าวเอาไว้ว่า...

จงพอใจในวาสนาของท่าน เรามิอาจเป็นเลิศในทุกสิ่งได้ คนไม่พอใจในตัวเองจะเป็นทุกข์ตลอดไป...

.....นานมาแล้วมีกบตัวหนึ่งอาศัยใกล้กุฎิพระ

ตอนเช้าเห็นพระบิณฑบาตได้อาหารมาอย่างสบายทุกวัน เจ้ากบก็ปรารถนาอยากเป็นพระกับเขาบ้าง คงจะดีนะ ต่อมาเมื่อพระฉันเสร็จก็เอาข้าวสุกโปรยให้ไก่กิน เจ้ากบก็คิด เป็นไก่ดีกว่าไม่ต้องออกแรงเลย ไม่อยากเป็นพระอีกแล้ว ขณะนั้นเอง หมาตัวหนึ่งแย่งไก่กินอาหาร ไก่กลัวหมามากจึงหนีเอาตัวรอดอย่างน่าอนาถ เจ้ากบก็คิด เป็นหมาดีกว่าดูเป็นวีรบุรุษดี ไม่อยากเป็นไก่แล้ว มีชายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงเอาไม้ไล่ตีหมา จนหมาวิ่งหนีร้องลั่นไป เจ้ากบจึงคิดว่าทำไมเราไม่เกิดเป็นคนหนอ สามารถขับไล่หมาไปได้ จากนั้นเอง ชายผู้นี้ ก็มานั่งริมสระน้ำ แล้วเจ้าแมลงวันก็บินมาตอมจนชายผู้นั้นรำคาญ และลุกหนี พร้อมบ่นว่า "รำคาญแมลงวันจริงโว้ย" เจ้ากบได้ยินเสียงดังนั้น ก็นึกคิดว่าเกิดเป็นแมลงวันดีกว่านะ เพราะเก่งมากจนทำให้คนรำคาญได้ บังเอิญแมลงวันบินมาเกาะที่จมูก มันจึงแลบลิ้นแผลบกินแมลงวัน เจ้ากบจึงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ว่า เป็นอะไรก็ไม่ดีเท่าตัวเราเอง ความทุกข์จึงเกิดจากความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ " เราแทบไม่คิดว่า เรามีอะไรบ้าง แต่เราคิดเพียงว่า เราขาดอะไรบ้างเท่านั้น "

 



ฉันเป็นกบ อบ...อบ ในกะลา
ภูมิใจว่า..ตัวเองช่างยิ่งใหญ่
มาวันหนึ่งแล้วกะลาก็พลิกไป
ความภูมิใจสลายลงในพลิบตา

จากที่เคยคิดว่า..ตัว ยิ่งใหญ่
หลงภูมิใจอย่างโง่เขลาเบา สุดกังขา
แท้ที่จริงโลกนี้กว้าง ด้วยเปิดปัญญา
ทั่วโลกา โดยแท้ จะหาใคร...ใหญ่จริงไม่มี ฯ



 

 

 

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (2)

ชื่นชม “นิทานธรรม” มากค่ะ


พยายามค้นหาต้นฉบับ และ หาทางทราบ นาม คนแต่ง ก็หาไม่ได้
" ในใจ "น้อมยกความดี มอบแด่...คนแต่ง
เพียงนำเรื่องราวมาปรับ ให้เหมาะ กับกาล
เพื่อสานเจตนา มหากุศล สู่ สัมมาสติแห่งจิตใจทุกปวงมหาประชาชน เทอญ