อนุทิน #128592

วันนี้ (29 สิงหาคม 2556) ผม พี่แจ็ค (ดร.มลฤดี เทคโนฯ มมส.) และคุณเสือ ไปสมทบกับ ศน.สุริยา ศน.วรายุทธ ศน.สายรุ้ง และศน.ประยูร จาก สพป.กส. 1 เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนคำปลาฝาโนนชัย ต.ขมิ้น อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ 9:45 ลงรถ เจอท่าน ผอ.สุรศักดิ์ ผมเดินไปทักทายตามสมควรคารวะ แล้วบอกท่านว่า กระบวนการนิเทศของเราคราวนี้ เน้นนิเทศการสอน หรือเรียกว่า นิเทศชั้นเรียน  เราจะเยี่ยมห้องเรียนก่อน แล้วค่อยมารวมสะท้อนผลกันตอนเวลา 11:30 น. แล้วท่านก็พาเราไปห้องเรียน ชั้นอนุบาล 2  ห้องเรียน ป.1  และห้องเรียน ม.1 ก่อนจะไปรวมกันที่ห้องประชุม

ข้อสังเกตสำหรับโรงเรียนคำปลาฝาโนนชัย

ณ ห้องเรียนอนุบาล 2

  • ก่อนถึงห้องอนุบาล 2 เราเดินผ่านห้อง อนุบาล 1 นักเรียนเงียบมาก ต่างกับห้องอนุบาล 2 ที่แม้จะเงียบในตอนแรก แต่พอครูแจกอุปกรณ์ทดลอง "วิทยาศาสตร์น้อย" เรื่อง "ความลับของสีดำ" เสียงดังของเด็กอนุบาลก็ประสานกันด้วยความสนุกสมใจ เหมือนได้ของที่รอมานาน
  • ห้องอนุบาล 2 ก่อนเริ่มการสอน นักเรียนกลุ่มละ 4-5  คน นั่งหันหน้าหากัน ครูเริ่มด้วยการบอกให้ตัวแทนกลุ่มมารับอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย ชามพลาสติก กรรไกร กระดาษกรอง 2 แผ่น ปากกาแบบ non permanent และ แบบ permanent อย่างละ 1 ด้าม.... (ผมเดาว่าครูต้องการที่จะสอนให้เด็กฝึกการทำงานเป็นทีม ด้วยการเลือกผู้นำผู้ตาม และฝึกให้ผู้นำรับผิดชอบหน้าที่บางอย่าง แต่ การจัดขั้นตอนกระบวนการรีบเร่งเกินไป และนักเรียน "ไม่นิ่ง" สมาธิเด็กไม่ดี และตัวกระบวนการของครูเองที่เดินไปแจกอุปกรณ์ซะเอง ทำให้กิจกรรมไม่บรรลุเท่าที่ควร) 
  • ผมถามคุณครูไสว ว่า ถ้าเราแบ่งระดับเป้าหมายของการจัดกิจกรรม "ความลับของสีดำ" ครั้งนี้ออกเป็น 3 ระดับ คือ 
    • ต้องการให้เด็กชอบ เด็กสนุก ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ 
    • เข้าใจ เข้าใจว่าอะไรคือ "ความลับของสีดำ" 
    • นำไปใช้หรือเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริง เช่น ผสมสีที่ต้องการได้ ฯลฯ
      คุณครูต้องการระดับใด ท่านบอกผมประมาณว่า เด็กจะได้เจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ และเข้าใจด้วยว่า ทำไมสีดำกลายเป็นหลายสีได้บนกระดาษกรอง ฯลฯ
  • เห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งว่า เด็กๆ ชอบและสนุกมาก แต่เป้าที่ 2 คงต้องปรับอีกหน่อยครับ ซึ่งได้คอมเมนต์ไปในรายละเอียดกับท่านแล้ว 
  • จากนั้นครูบอกให้เด็กๆ ช่วยกันตักน้ำจากถังที่วางไว้แล้วตั้งแต่ต้นตรงกลางโต๊ะญี่ปุ่น ลงในชามพลาสติก  (ตรงนี้ดีครับ เด็กๆ ชอบสนุก) 
  • แล้วพับกระดาษกรองแผนแรกเป็นรูปกรวย  ใช้กรรไกรตัดให้มีรูตรงกลาง  ม้วนกระดาษกรองอีกแผ่นหนึ่งเป็นรูปแท่งกลม (ตรงนี้ครูพูดว่า ม้วนเป็นมวนยาสูบของคุณตา... ไม่รู้ว่าเด็กจะพอรู้ไหม แต่สำหรับผมแล้ว ภาพมวนยาพ่อผม ผุดขึ้นในใจชัดมากครับ...ฮา) 
  • จากนั้นจุ่มลงไปในน้ำที่ตักไว้ในชามพลาสติก .... หากทำถูก จะได้ผลแบบนี้ครับ  (ขอเอารูปตอนที่เราอบรมที่ มมส. มาโชว์ นะครับ)

 

 

  •  แต่สิ่งที่ได้วันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะ ครูเลือปากกาสีผิดยี่ห้อ ผิดชนิด ผมจำไม่ได้ว่าต้องใช้ยี่ห้องอะไร แต่ครูไสวกับครูรัตนา ต้องทดลองดูก่อนครับว่า จะได้ผลแบบ "ตื่นตา ตื่นใจ" เด็กๆ แบบภาพนี้ได้หรือไม่
  • ตอนท้าย ครูแจกกระดาษ A4 ให้เด็กๆ วาดรูป กระดาษกรอง.... แต่เมื่อครูเลือกสีผิด ผลก็เลยไม่ได้เห็นเป็นดังรูป แทบจะไม่มีสีอื่นๆ เลย นอกจากสีดำ สีคล้ำ ที่ครูพยายามจะบอกว่าเป็นสีฟ้า สีน้ำเงิน พอให้เด็กวาดรูป ก็เลยกลายเป็น "ดอกทานตะวัน" กันทุกคน
  • ข้อเสนอแนะสำคัญของการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยคือ
    • ครูต้องทดลองทำดูก่อน 
    • ถ้าเป็นเด็กเล็กมาก เช่น อนุบาล  ไม่ถึงระดับ 2 ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องทำให้ "ทึ่ง ตื่นตา ตื่นใจ สงสัย อยากรู้" 
    • ถ้าเป็นเด็กประถม ต้องไปให้ถึง ระดับที่ 2  เด็กควรได้คำตอบด้วยตนเองว่า "ความลับของสีดำ" คือ  ความจริงสีดำอาจเกิดจากการผสมหลายๆ สีเข้าด้วยกัน 

ณ ห้องเรียน ชั้น ป. 1

  • คุณครูสำราญ ได้รับคำชมจาก ผอ. สุรศักดิ์ ว่า ดูแลเด็กดีมาก เอาใจใส่เด็กดีมาก ... 
  • ผลจากการลองคุยและตั้งคำถามกับเด็กๆ  พบว่า เด็กๆ ป.1 บวกเลขได้ และหลายคนเก่งถึงขั้นคล่อง 
  • แต่ครูสำราญ ท่านไม่ได้สอนให้เราได้นิเทศ ท่านใช้ทีวีช่อง DLTV  ให้เด็กเรียนทางไกล  เหตุผลน่าจะเป็นไปได้ว่า ท่านยังไม่มั่นใจในตนเองในวิธีการสอนของตน หรือไม่ ก็เป็นเพราะท่านยังไม่เปิดใจให้กับทีมผมและเป็นบุคลิกส่วนตน  ตอนหลังเมื่อมาถามท่านที่ประชุม จึงได้รู้ว่า เป็นไปตามเหตุอันหลัง ท่านพูดใหัฟังสั้นๆ ว่า "ทำอย่างไรก็ได้ ให้เด็กอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น"  ผมคิดว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากการตกผลึก จากความมั่นใจ มั่นคง  ...ท่านเป็นครูเพื่อศิษย์ครับ 
  • อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ก็ยังคงเรียนคณิตศาสตร์แบบที่ผมเรียกว่า "ท่องวิธี" "จำวิธี" แล้ว "ทำโจทย์"  ยังไม่ใช่การเรียนคณิตศาสตร์เพื่อ "พัฒนาการคิด"  
  • ผมเสนอแนะท่านว่า หากมีอาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ลองค้นหาเกมส์คณิตศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์นอกกะลา มาทดลองสอน เด็กๆ จะไปได้ถึงขึ้น คิดและอธิบายวิธีคิดได้แน่

ณ ห้องเรียน ชั้น ม.1

  • คุณหญิงท่าน ผอ.สุรศักดิ์ คุณครูวิไลลักษณ์ ท่านก็เปิดทีวี DLTV เช่นกันครับ  แต่น่าสนใจตรงที่ท่านมองแบบกระบวนการได้ คือ ท่านบอกว่า กำลังให้นักเรียนฝึก "ถอดความ" หรือ "ย่อความ" หรือ "ฝึกจดบันทึก" จากการเรื่องที่ได้ฟังในทีวี.... แสดงว่าท่านไม่ได้เน้นเนื้อหาในทีวี แต่เน้นฝึกวิธีการเรียนรู้ของเด็กๆ 
  • ผมเสนอท่านว่า วิธีการสอนที่ต้นทางของ DLTV ขณะนั้น เป็นการสอนแบบเก่า อาจารย์ผู้สอนอยู่ทางโน้นควรเปลี่ยนวิธีได้แล้ว 
  • ผมคุยกับท่าน ศน.ประยูร ที่เป็น "ปราชญ์" ด้านแต่งกลอน ที่ "หาตัวจับยาก" ในเขตพื้นที่อีสานนี้...(จริงๆครับ)  พบว่าท่านมีกลอนหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาชุมชนของท่าน  ...ผมคว้าโอกาสทันที เชิญให้ท่านได้คุยกับเด็กๆ และได้อ่านกลอน แล้วให้เด็กๆ ทุกคนฝึก "ถอดความ" 
  • พบว่า เด็กๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าใด หมายถึง ยังไม่มั่นใจเท่าใด  ผมเลยใชโอกาสนั้น แนะนำวิธีการ "ฝึกคิด"  3 ขั้น คือ 
    • ฝึกคิด "จับความ" คือฟังแล้วจับใจความ เขียนย่อไว้ว่า เรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับใคร  ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่  เรียกรวมกันสั้นว่า "ฝึกถอดความ" 
    • ฝึกคิด "หาเหตุผล" ให้ถามกับคำถามตนเองว่า "ทำไม" ทำไมท่านประยูร ถึงได้แต่งกลอนบนนั้น ทำไมผู้เขียน ผู้แต่ง เขียนขึ้น ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น คือคิด "พิจารณาเหตุผล ความหมาย" 
    • ฝึกคิด "ประเมินค่า" ดีหรือไม่ดี ดีๆ เพราะอะไร ตรงไหนบอกว่าดี ถูกหรือผิด ตรงไหนถูกตรงไหนผิด 

โดยรวม AAR กับตนเองว่า แม้วิธีการเรียนการสอนของครูจะยังไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก แต่การบริหารจัดการของท่าน ผอ.สุรศักดิ์ นั้นดีเยี่ยมครับ ครูทุกท่านก็จัดการห้องเรียนห้องสอนได้สะอาดเรียบร้อย สมกับที่เป็นโรงเรียนแนวหน้าของเขตฯ ครับ

และที่สำคัญ ผมคิดว่าผม อาจจะเจอครูเพื่อศิษย์ BP เข้าแล้วอีกหนึ่งคน..... จะติดตามท่านต่อไปครับ

เขียน:

ความเห็น (1)

วิธีการสอนที่ต้นทางของ DLTV ขณะนั้น เป็นการสอนแบบเก่า อาจารย์ผู้สอนอยู่ทางโน้นควรเปลี่ยนวิธีได้แล้ว

เห็นด้วย ดูหลายครั้งแล้วไม่ค่อยปลื้ม ควรเปลี่ยนได้แล้ว (แต่คงลงทุนทำการผลิตไปหลายล้าน คงไม่เปลี่ยนง่าย ๆ)