อนุทิน #127918

บันทึก ทางรอดของแผ่นดิน

ถึงเวลาต้องศึกษา โดย ทุกคนจักต้องใจเย็น และ มุ่งทำด้วยหัวใจเปิดกว้าง เพื่อรัฐนาวาไทย จักไม่เกิดความบอบช้ำจากการถูกกระทำ โดย ทุนนิยมสามานต์ ฯลฯ 

 

จากประวัติศาสตร์ แห่งพัฒนาการแบบไทย ก็ยิ่งควรศึกษา ทั้งจุดด้อย จุดดี ในเจตนา นับแต่ ๒๔๗๕ และที่สำคัญ คือ ศึกษาเจตนา ของล้นเกล้า ในหลวงรัชกาล ที่ ๗ ที่ห่วงใยแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

“ ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครอง ซึ่งไม่เห็นถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้ “

“ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ยอมฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร “

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก
วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๕ นาที


ในการแสดงสิทธิของประชาชน ในการแสดงออกโดยสงบ ( แม้จะมีบางกลุ่ม ที่เหลืออด ทนไม่ได้แทรกปะปนบ้าง ) เจตนาก็หมายเตือน..ให้สติเพื่อให้บุคคลที่ต้องทำหน้าที่..ทำหน้าที่ ซึ่ง มิได้ สานต่อเจตนาอันเกิดจากการหลงทางไม่คิดฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน หากหลงฟังแต่เสียง เจ้าของเงินที่เลี้ยง ขุน จนเชื่อง อย่างเด่นชัด 

(( อีกเหล่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯ ก็ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ โดย หลงทาง ลุแก่อำนาจ กล้าออก พรบ.จำกัดสิทธิอันชอบธรรมตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ของประชาชน ร่วมทำผิดหนักเข้าไปอีก ))

เมื่อเกิดการไม่ฟัง.. ไม่ทำหน้าที่ ฯ ที่ควรกระทำ ซ้ำปล่อยให้เกิดความร้ายแล้ว ๆ เล่า ๆ ฯลฯ ประชาชนคนธรรมดา ผู้คือ เจ้าของอำนาจลำดับที่ ๑ นั่นคือ อำนาจของประชาชน จึงขอออกมาประท้วงยืนยันคะแนนเสียง ๑ คน ๑ เสียง จึงจำต้องออกมาใช้สิทธิ์ ออกมาให้สติ อย่างสงบ... 

หากก็เกิดมีมุมมอง ของบางคน ที่ใจยังไม่กว้างพอต่อความงดงามแห่งพัฒนาการประชาธิปไตย...กลับหลงผิดคิดเลยเถิดไปว่า... " คนบางกลุ่มคิดที่จะปฏิวัติประชาชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลทีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน " ความคิดแบบนี้...ย่อมเข้าทางของฝ่ายที่ทำผิดเจตนาต่อประชาชน ผิดต่อเจตนาแห่งล้นเกล้า ฯ จึงกลายเป็นการทำร้ายแผ่นดิน บนความทุกข์ของประชาชน โดยตรง 

สรุปว่า ความเชื่อ ความคิด ดังที่กล่าวในแบบนี้ ถือว่า คับแคบไปมาก


ความสำคัญ โดย ลำดับ แห่งความเป็นประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบเมืองไทย ที่ประชาชนทุกคน จักต้องเพิ่มความเข้าใจ เพิ่มความชัดเจนเพื่อการพัฒนาแผ่นดิน โดย ไม่ตกอยู่วังวนตามที่ถูกครอบงำ ให้หลงเชื่อแบบผิด ๆ มานานที่ว่า ประชาธิปไตย เพียง คือ การที่ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วจบ...หลังจากนั้น ผู้ที่เป็นตัวแทน หรือ ใครที่มีอิทธิพลนำพาจะนำพาไปอย่างไรต่อ.. ก็ทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว อีกทั้งติดคนที่คิดเช่นนั้น ได้ถูกโลกธรรมครอบหงำจนหลงเข้าใจผิดจนยากจะเข้าใจได้โดยง่าย จึงต้องรวมพลังกันมาทำความเข้าใจ

ขอให้มา ศึกษาทำความชัด แห่งพลังอำนาจอันบริสุทธิ์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๘ ลำดับขั้น ดังนี้...

- อำนาจลำดับที่ ๑ คือ อำนาจของประชาชน ออกมาประท้วงยืนยันคะแนนเสียง ๑ คน ๑ เสียง

- อำนาจลำดับที่ ๒ คือ พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นรัฐาธิปัตย์ตาม Supreme law (อำนาจลำดับที่ ๑ ร่วมกับอำนาจลำดับที่ ๒ เป็นราชประชาสมาสัย) อันนี้สำคัญเพราะมีนิติราชประเพณีแต่โบราณ และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎร ที่กลมกลืนกัน บังเอิญขณะราษฎร์ขัดกับพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นราชประชาสมาสัย จึงดำเนินการเป็นประชาธิปไตยไม่สำเร็จ

- อำนาจลำดับที่ ๓ คือ พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจนั้นผ่าน ๓ สถาบันคือ สถาบันนิติบัญญัติ (รัฐสภา) บริหาร (ครม.) และตุลาการ (ศาล ฯ) อันนี้เป็นลัทธิตะวันตก ซึ่งถือว่าอำนาจแต่ละอำนาจต้องแยกกันและถ่วงกัน ของไทยปนเปกันหมด สักแต่อ้างกษัตริย์ แต่อำนาจกษัตริย์ตามทฤษฎีและประเพณีประชาธิปไตยตะวันตก รัฐบาลและกฎหมายกับลิดรอนอำนาจกษัตริย์ไปเสียอย่างชิ้นเชิง

- อำนาจลำดับที่ ๔ คือ ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามกฎหมาย ในประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่บังคับ แต่ส่วนน้อยก็มีบังคับให้ไปเลือกตั้ง

- อำนาจลำดับที่ ๕ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) ในประเทศประชาธิปไตยต้องไม่บังคับสังกัดพรรค

- อำนาจลำดับที่ ๖ คือ นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเลือกจาก ส.ส. ในประเทศประชาธิปไตยไม่มีประเทศใดกำหนด ส่วนใหญ่ก็อนุโลมกัน โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคเข้มแข็ง ถึงกระนั้นกษัตริย์อังกฤษคือราชินีอลิซาเบธ ก็เลือกคนนอก คือ เซอร์ดักกลาส ฮูมมาเป็นนายกฯเมื่อปี ๑๙๖๕ 

- อำนาจลำดับที่ ๗ คือ คณะรัฐมนตรี ที่นายก ฯ เป็นผู้เลือกมาทำงาน ในประเทศประชาธิปไตย พรรคกำหนดตัวมาให้นายก ฯ เลือกตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง คือ ผู้นำนโยบายสำคัญต่าง ๆ ที่แข่งขันกันขึ้นมาในพรรค ไม่ต้องเอาว่าคนนั้นคนนี้ เพราะส่วนใหญ่เป็นไปตามสูตร ฯ

- อำนาจลำดับที่ ๘ คือ ข้าราชการ ที่ต้องเป็นกลไกที่เป็นกลาง และมีความสามารถในการนำนโยบายการเมืองมารับใช้ราษฎร มิใช่ หากินกับราษฎรและเอาราษฎรไปรับใช้หรือเป็นเบี้ยล่างการเมือง

 

แง่คิด รัฐอัฐบาล  จาก น้าหงา คาราวาน 

www.youtube.com/watch?v=3in1WHQvCqo

 

 

เขียน:

ความเห็น (2)



พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ที่สวนลุม ๑๔ ส.ค. ๕๖

www.youtube.com/watch?v=sDb7IELwVng

 

Duty and responsibility make us reliable and honest. The world worship honesty. (Maybe there is an exception or two ;-)