อนุทิน #122576

คนที่มีศีล ๕ นี้ดีมาก เป็นคนรู้จักพอ ถือว่าเป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจพอเพียง...

“พอเพียงเพียงพอ” ไม่ใช่เป็นคนไม่อยากทำก็อยากได้ ทำนิดหน่อยก็อยากได้มาก ๆ วัน ๆ หนึ่งก็มีแต่ความอยาก คิดไปเรื่อยว่าเราอาภัพอับจน เกิดมาพ่อแม่ไม่รวย เราไม่มีบุญ  ไม่มีวาสนา เพราะว่าเราไม่ได้มาแก้ที่ใจตัวเอง มาแก้ที่ให้เราเป็นคนมีศีล เป็นคนที่เสียสละ

ทุกท่านทุกคนน่ะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าบอกว่าเราต้องพากันมาแก้ที่ตัวเรา  อย่ามานั่งทุกข์ใจ เดินทุกข์ใจ นอนทุกข์ใจอยู่ เราอดเอาทนเอา เราแก้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ดี

คุณพ่อคุณแม่ของเราก็เป็นทุกข์กับเรา เพราะเราเป็นคนเห็นแก่ตัวน่ะ มัวแต่พากันไปแต่งหน้าแต่งตา แต่งผิวพรรณ เสื้อผ้าอาภรณ์ ไม่ได้มาแต่งการประพฤติการปฏิบัติ  ไม่มาละความขี้เกียจ ไม่ได้มาฝึกใจตัวเองให้มันสบายมีความสุข สู้กับการกับงาน

ถ้าเราเป็นคนสวยงาม เป็นคนหล่อ แต่ถ้าปฏิปทาของเราไม่ดี ความประพฤติของเรามันยังใช้ไม่ได้ อย่างนี้แหละ ใหม่ ๆ ทุกคนก็จะรักเราชอบเรา ถ้าหลายวันเค้าก็รู้ในสิ่งที่ไม่ดีของเรา ใครก็รับเราไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าเรามันสวยตั้งแต่ภายนอก สวยตั้งแต่ตบแต่ง  เราไม่ได้สวยออกมาจากจิตจากใจ

พระพุทธเจ้าท่านให้เน้นเข้าไปหาตัวความขยันนี้แหละ เน้นเข้าหาความซื่อสัตย์  ถึงจะเหนื่อยถึงจะยากลำบากก็ช่างมัน ถ้าเราคิดว่าเหนื่อยยากลำบากแสดงว่าเรายังไม่รู้เรื่องความดี ยังไม่รู้เรื่องคุณธรรม “ถ้าไม่เหนื่อยไม่อยากไม่ลำบากเราจะเป็นคนดีได้อย่างไร  เราจะเป็นคนมีศีลมีธรรมมีคุณธรรมได้อย่างไร...?

มันต้องเหนื่อยต้องยากลำบาก เพราะว่าความเหนื่อยความยากลำบากเป็นโอกาส  ให้เราได้สร้างบารมี ให้เราได้ละบาปละอกุศลทั้งปวง ให้เราได้ทำบุญทำกุศลให้ถึงพร้อมในการประพฤติปฏิบัติ


เขียน:

ความเห็น (0)