อนุทิน #12092

 

 

//ดี เลว มีอยู่ในตัวตน//

  เมื่อมีความขัดแย้งในตัวเองอย่างร้ายกาจ จนไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยปัจจัยสิ่งเร้าต่างๆที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นจากภายใน หรือสิ่งเร้ารอบกาย ย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุล

ของสภาพอารมณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเราปรารถนาที่จะควบคุมมัน ก็สามารถที่จะทำได้ซึ่งเป็นสิ่งี่ต้องพึ่งกระทำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่อยู่ภายในมันสามารถควบคุมได้อยู่แล้ว(ในบางโอกาส)

แต่สภาพภายนอกที่เราไม่สามารถควบได้ล่ะ...มีหลายท่านสอนให้เราอยู่ปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่ออะไรนั้นคงไม่ต้องอธิบาย ก็เพื่อควบคุมสภาพให้เป็นอยู่ ณ ปัจจัยนั้นเอง

มีหลายอย่างอยู่ในหัวสมองเราวิ่งไปมาโดยไม่ได้รับการควบคุม ถ้าเราฝึกควบคุมมันให้ได้ก็จะเป็นผลดี นั้นหมายถึงสภาวะที่สมดุลย์ของร่างกายจิดใจนั้นเอง

คนเราต้องเดินทาง...ไม่ว่าทางกายภาพหรือด้านจินตนาการ สิ่งต้องพึ่งกระทำขณะเดินทางก็เพียงให้เรารู้หลักเส้นทางที่ก้าวเดินทุกขณะจิต..ไม่เพียงแต่รู้เส้นทาง

ความพร้อมขององค์ทุกอย่างต้องพร้อมเท่ากัน ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะมีการเดินทางไกล ใกล้ เท่าไหร่แต่สิ่งที่อยู่ใกล้เรามากที่สุดคือตัวเรา จิตเรา มันเดินทางไปด้วยกันหรือ

ความเป็นหนึ่งของทั้งสองสิ่ง ย่อมเป็นเรื่องที่ควรจำเป็นอย่างยิ่ง...

   การเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุดเมื่อนั้นก็ถึงคราพักและทบทวน ทุกอย่างที่ผ่านมา ดีเลวอย่างไรมีอยู่ในตัวตนนั้นเป็น

สิ่งที่ผ่านมาพร้อมกับการเดินทาง  รายทางก้าวย่างที่ผ่านมา นั่งทบทวนโดยไม่ห่วงสิ่งใดอีกเลยนั้นคือสิ่งที่ปรารถนา

ของคนเราทุกถ้วนหน้า ใช่หรือไม่ ปลดระหว่างสิ่งต่างๆ ปลดหัวใจที่เดินทางมาไกล ร่างกายที่อ่อนล้า

เพื่อจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง...กับลมหายใจสุดท้าย

 

 

บทเพลง...

     เช้าวันอาทิตย์..แสงตะวัน..ลมพัดยอดต้นไม้ใหญ่ ลมเย็นๆของฤดูร้อนที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

บทเพลงเพื่อชีวิตดังขึ้น วงมาลีฮวนน่า เป็นบทเพลงที่พูดถึงชีวิตในเมืองใหญ่ ของเด็กบ้านนอก

"ฉันเป็นเด็กไอ้บ้านนอกคนหนึ่ง ที่หวังปีนป่ายจุดหมายปลายฟ้า จะเหนื่อจะยากอุตส่าห์ฝ่าฟันแบกปัญหา"

  หยาดเหงื่อน้ำตาแลกมากับความเป็นจริง" นั้นเป็นท่อนหนึ่งที่คนแต่งต้องการให้รู้ว่า คนที่มาจากบ้านนอกไม่

ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ขอให้ได้สู้แค่นั้นเหรอ..ไม่หวังผลว่ามันจะเป็นอย่างไรมันคือสัญชาติญาณการ

เอาตัวรอดของคน  ผ่านเรื่องราวมามากมาย ร้อนรนทุกข์ร้อน

  "กลับคืนบ้านเราดีกว่า พักมองฟ้า เสียงหญ้าอ่อนลู่ลม เลิกฝันบ้าลมๆ อยู่ในเมืองลวง"  นั้นเป็นบทสรุปของใครคนหนึ่ง

 "นึกถึงวันที่ฉันจากบ้านเกิด มีลังใส่ความหวังไว้เต็มใบ ตีตั๋วขึ้นรถไป กทม. แล้วรถก็พรากความหวัง ฉันไป กำลังใจลอยหายตามลม"

   "ทิ้งท้องปลายนา..จะสนุกหรือล้มเหลวได้ลองได้แลกัน "

 " กลิ่นคนอ่อนแรง...เจ็บล้าบาดแผลเมือง"

 

          มาถึงวัน...ที่ความหวังได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับความกังวลต่างๆ ก็บังเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ความหวังครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ กทม.

หากแต่อยู่ที่บ้านนอกที่เราจากมา นั้นบอกถึงการเดินทางยังคงเดินทางไปโดยยังไม่ถึงท่อนสุดท้ายของบทเพลง หากแต่ห้วงทำนอง

ได้เปลี่ยนไปเป็น ที่ราบเรียบสงบเยือกเย็น และแผ่วเบา ชวนให้หลับฝัน หลังจากที่บทเพลง ร้อนรนได้สิ้นสุดลง บทเพลงใหม่ที่กำลังจะบรรเลง

และดังขึ้น ราบเรียบแผ่วเบาหากแต่ดังอย่างต่อเนื่อง บทเพลงแห่งความหวังบทเพลงชีวิตอย่างแท้จริง

... บทเพลงแห่งชีวิตยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เหมือนชีวิตที่ยังบรรเลงไปจนกว่าจะถึงท่อนสุดท้าย และเสียงดนตรีสุดท้ายได้สิ้นเสียงลง....

 

   สะใจ...อย่างแรง

                 ดูการรายงานข่าวทาง โทรทัศน์ ตอนเช้าในหัวข้อข่าวที่ รัฐมนตรีไปประชุม ธนาคารโลก เรื่องวิกฤต พลังงานโลก และอาหารที่ขาดแคลน ในรายละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับเรา คือเขาขอร้องให้เรา ลดการปลูกพืชพลังงาน ให้ปลูกพืชอาหารให้มากๆ ในฝั่งของเราที่ไปประชุมก็ตั้งคำถามได้ดี ทำไมประเทศที่ผลิตน้ำมันมันไม่ยอมช่วยเรา ทีพวกเขาเดือดร้อนกลับให้เราช่วยฟังดูแล้วมันก็ได้สรุปว่า ที่ผ่านมามนุษย์เราเห็นแก่ต้วกัน ยิ่งพวกที่รวยมั่งคั่งไม่ยอมเสียผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น คิดในแง่สะใจประชดประชัน คือสะใจ แต่ในทางกลับกันมามองที่ตัวเราว่าที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศที่มุ่ง จะชูเรื่องอุตสาหกรรม ทั้งที่ตัวเราเองถนัดเรื่อง เกษตรกรรม ผมว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเอง วิ่งไล่ตามเอาอย่าง ทั้งหมดไม่คัดกรองความเหมาะสม ผมได้ว่าการชูเรื่องอุสาหกรรมไม่ดี แต่น่าจะเป็นเรื่อง รองๆสำหรับความสำคัญการพัฒนาประเทศ ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าเราๆท่านๆ รู้สำนึกหรือยังว่า ที่เดินทางมามันผิด เราเอาอย่างเพื่อให้เขาชมเราว่าเรา มีอารยที่ก้าวหน้า ด้านการพัฒนา ไม่รู้สิผมรู้สึก สงสารตัวเอง.......... ผมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ผิดพลาดโดนกล่อมว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง มันเก่าล้าสมัย ต้องเปลี่ยน ต้องพัฒนาให้เป็นสิ่งศิวิไล แต่คุณภาพชีวิตต่ำลง ค่านิยมต่ำลง สิ่งที่อวดอ้างกันกลายเป็น รถยนต์คันงาม  เงินที่ซื้อได้ทุกอย่างทุกคนต้องอพยพเข้าเมือง ......เอาล่ะที่ผ่านมามันจะผิดทางถูกทางอย่างไรมันก็ผ่านไปแล้ว ชีวิตเรายังเดินต่อไป ผมไม่ใด้ให้ทุกคนกลับไปทำนา ทุกคนมีงานต้องทำ หน้าที่ต้องทำไปแต่ความสมดุลจะต้องเกิดขึ้น ในบ้านเมืองเรา ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ถูกทาง แม้นว่าที่ผ่านมาผมก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ผิดทางมันเหมือนเราไม่โง่ ที่ใครพูดอะไรแล้วเราเชื่อ ผมว่าการที่เราเป็นคนง่ายๆ สบายๆมันเป็นดาบสองคม ผมไม่ได้ว่าคนไทยเราเป็นอย่างนั้นหมดสิ่งที่ถูกทางเราเราอยู่...ให้ลงมือทำ

 

 

 

If you know

ลมพัดเย็น เสียงเพลงเบาๆ อารมณ์ที่บ่งบอกถึงความเงียบสงบ ว่างเปล่า

น้อยครั้งนักที่คนเราจะมีภายยากาศภายในเช่นนี้ เป็นเรื่อง ดี ทำให้เรา

ผ่อนคลาย คลี่คลายตัวเองจากสภาวะแวดล้อมที่บีบรัด ทุกชั่วขณะทุกโมงยาม

แสงแดดจ้า ยามบ่ายทำให้ คลายความอึดอัดลงไปได้มาก บางครั้งเราอยากอยู่

ห้วงเวลาเช่นนี้ตลอดไป

เมื่อย้อนเวลาไป ในเวลาอดีตที่เรายัง อ่อนเยาว์และโง่เขลา เราไม่อาจมองเห็นคุณค่า

ซ้ำร้ายยังรังเกียจทุกครั้งที่หวนคิด ความมีคุณค่ามีอย่างทุก อย่างทุกวันทุกวินาที

เมื่อเรามองเห็นคุณค่าของมันทำให้เรามีความสุขทุกครา.....ไป

 

ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป

ในห้วงยามที่ลำบากที่สุดผ่านพ้นไป ทำให้เรานึกถึงอะไร

อาจเป็นเสมือนว่าเรากำลังจะ หยุดหายใจ จนกระทั้งบ้า

เขาบอกว่านั้นเป็นการบ่มเพาะประสบการณ์

ถ้าเราทำได้มันก็เป็นแรงส่งให้เราก้าวข้ามเรื่องราวต่างๆที่กำลังรอเราอยู่

แต่จงคิดอยู่เสมอว่า..สิ่งที่ทำอยู่วันนี้ไม่อาจเป็นแรงส่งก็ได้

เพราะฉะนั้นเราก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเรื่องราวใหม่ๆได้ตลอดเวลา

บทเพลงชีวิตก็ยังคงขับร้องไปท่ามกลางฝุ่นควันของการต่อสู้

ในเมื่อมันเป็นเช่นนั้นคงไม่ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่กระทำ ณ ปัจจุบันขณะอีกต่อไป

เราคงได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งเราจะก้าวข้ามหัวใจ....เราเองให้ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น

เมื่อพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีใครมาบังคับเรา

เหตุการณ์ทุกอย่าง เราทำโดย  มีความพร้อมทั้งกาย และใจ

มันทำให้เรา มีความอิ่มเอม มีความหวัง มีชีวิตที่ มีความหมาย

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ความศรัทธา จะถูกท้าทาย ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

จะขอยึดมั่น ในคำสัญญา ในปฏิญญาที่ให้ไว้

สิ่งใหม่ที่รับรู้ได้มา และได้ลงมือทำให้เราได้รู้ว่า

ในเรี่องบางเรื่องเรายังอ่อนด้อย ยังคงต้องฝึกฝนต่ออีกพอสมควร

แต่เหนือสิ่งอิ่นใดเราเชื่อว่า ศรัทธา ในใจจะนำพาเราไปสู่ สิ่งที่เรียกว่า

ความ รู้แจ้งในสิ่งทำ รู้แจ้งในความสิ่งที่กระทำ โดยมีปัญญา เป็นสิ่งนำทาง

ไม่ว่า เราจะเชี่ยวชาญหรือไม่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด นั้นคือความมั่นใจ ในสิ่งที่ทำ

โดยตรึกตรอง คุณค่าแห่งความดี ที่มีอยู่ในตัวตน

สิ่งดีๆที่มีอยู่ในตัวตน ทำให้เราคิดว่า จะยังค้นหาอะไรอีกในชีวิต ที่อยากลำบากนี้

หนทางที่เดินทาง อาจคดเคี้ยว ไม่ใช่เส้นที่ตรงแต่คุณค่าของมันก็มีอยู่ในตัวเอง

มันทำให้เราเข้มแข็งและได้มุมมองที่ดีๆ จนที่สุดแล้ว มันคือบทสรุปเพื่อนำมาประกอบบางสิ่งบางอย่าง นั้นเอง

 

 

ไม่น่าเชื่อเลยว่า...

 

 

วันนี้ดูเป็นวันที่ ความรู้สึกพลุ่งพล่าน ถึงกระแสหลักที่พวกเราๆท่านๆ กำลังเผชิญอยู่

นั้นคือปรากฏการณ์ อาหารแพง ทุกอย่างแพงหมด ราคาของขึ้นไปหมด แต่ตัวเราเองยัง

ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลย คำว่าพึ่งพาในที่นี้หมายถึงการ มีกินโดยไม่ต้องซื้อกิน

การมีความสุขโดยไม่ต้องซื้อ โดยไม่ต้องฝันลมๆแล้งๆ

ทางออกต่างๆ ก็คือกับไปผลิตอาหารเองเพื่อที่จะเอาไว้กิน

กับไปในที่ที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะแยะมากมาย ก็สามารถอยู้ได้ท่ามกลางโลกที่เดินทางเข้า

ความจนตรอกจากที่เราสร้างขึ้นมา ทุนนิยม คำนี้รู้สึกว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี

อย่างไรไม่รู้ การที่คนเก่งสามารถหลอกให้คนไม่เก่งหลงเชื่อได้ โดยชี้ให้ให้เดินทางไป

ในสิ่งที่จะต้องพบจุดจบในสักวันหนึ่ง แล้วมาวันนี้ผู้คนกำลังเผชิญกับศรัทธาที่มีต่อ

คำว่า ทุนนิยม วิถีเก่าๆที่ดีงามหายไป เพราะคนเรา เอาคำว่า เงินมาเป็นตัวตัดสิน

ว่าชีวิตจะดีขึ้นถ้ามีเงินเยอะๆ แล้วจะมีความสุขถ้ามีเงินมาก ทำให้ทุกคนเดินทางลัด

พยามหาเงินกันทุกวิธีทาง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ดีงามที่หายไปจาก ชีวิต

แรงงานที่หมดจนหนทางเดินทางเข้า เมืองใหญ่เพื่อหาเงิน เอาไปใช้หนี้ ธกส.

ยังเป็นวังวน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นคำตอบคือ กล้าที่จะเดินทวนกระแส ออกมาจากทุนนิยม

นั้นคือไม่ก้าวนำไปในสิ่งที่เป็นของไม่เที่ยงไม่แท้ กัดกินชีวิตตัวเอง

น่าสงสารมนุษย์เราที่ต้องเดินทางไปสู่ความหายนะ โดนสิ่งเลวร้ายครอบงำจิตใจ

มันง่ายมากเพียงแต่เราสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตัวเอง เท่านั้นเองรายละเอียดปลีกย่อย

ทุกคนต้องหาเอง เพียงต้องใช้เวลาเท่านั้นเอง....สำหรับค้นเส้นทางเดินของตัวเอง

 

 

 

 

ถนนเส้นนี้กลับบ้าน

ทางเลือกของชีวิตไม่ได้มีเฉพาะ

เป็นลูกไล่ให้ท่านเจ้านายอยู่ในออฟฟิศ

กลางเมืองใหญ่ แล้วเขาก็เลือกที่จะมุ่งหน้ากลับบ้าน

กลับไปเริ่มต้นด้วยความหวัง

ไม่ใช่กลับไปอย่างคนแพ้

 

สงบ เงียบ ท่ามกลาง....ความวุ่นวาย

 

เมื่อเราได้อ่านอะไรสักอย่าง.....ผมสรุปและทึกทักเอาว่า คนเราต้องการแบบอย่าง

อย่างที่เราอ่านที่เราฝันยิ่ง เรื่องราวต่างๆ ที่ได้อ่านใกล้เคียงกับประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่าใหร่

ยิ่งทำให้เรา ให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นๆเป็นพิเศษ วิถีความเป็นไปของใครคนหนึ่งย่อมเป็นไปในทิศทางของตัวเอง ไม่สามารถเทียบเคียงกันได้ แต่ก็อีกนั้นแหละ ผมว่าบางเศษเสี้ยวของชีวิตย่อมส่วนที่ คล้ายคลึง

กันไม่มากก็น้อย ประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าทำให้เราได้เรียนรู้อะไร ก่อนที่จะลงมีทำ

ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหน ผิด  เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้ผมสงบลงอย่างไม่น่าเชิ่อจากที่ ร้อนรน ตลอดมา

เขียน:

ความเห็น (0)