อนุทิน #119577

ธรรมชาติบำบัดเพื่อชีวิตเป็นสุข

                    หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "เสถียรธรรมสถาน"  เพราะเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่ประชาชนศรัทธา  มีผู้ปฏิบัติธรรมไปเสถียรธรรมสถานกันทุกวัน  ด้วยความเมตตาของคุณยายจ๋าหรือแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต  ได้ให้คณะผู้สนใจปฏิบัติธรรมจากนครสวรรค์ไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน   จึงได้รู้ว่าที่นี่มิใช่มีการปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียว  แต่มีโครงการ กิจกรรมที่มีประโยชน์เพื่อสังคมอีกมาก  ที่ผู้เขียนจะนำเสนอสักหนึ่งกิจกรรม คือ "ค่ายธรรมชาติบำบัดเพื่อชีวิตเป็นสุข"  คุณแม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต  ท่านได้กล่าวไว้ว่า  ฺฺ... "โรคก็คือกายใจของเรา หากเรามองโรคอย่างที่โรคเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล  ร่างกายที่เจ็บป่วยจะไม่ใช่ปัญหาของเรา และจิตของเราก็จะเป็นอิสระ  แต่วิธีการนี้ต้องควบคู่ไปกับการเยียวยาร่างกายของเราด้วย  "และธรรมชาติบำบัดเป็นทางหนึ่งในทางเลือก"

                    ธรรมชาติบำบัด คือ ศิลปแห่งการเยียวยา การดูแลตนเอง และความเป็นอยู่ให้เกิดความสมดุล และสอดคล้องกับธรรมชาติ  คนเราทุกคนพึงใช้ปัญญา จิตสำนึกในการสังเกตตัวเอง และควรเปิดโอกาสให้ร่างกายได้เยียวยาตนเอง ด้วยการเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว คือการบริโภค โดยเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด และมีพลังชีวิต  เพื่อให้ร่างกายกลับมามีพลังในการเยียวยาตนเองได้  ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แสวงหา หรือเปิดโอกาสให้พิษที่มีผลต่อร่างกาย หรือจิตใจเข้าสู่ร่างกาย  หมั่นออกกำลังกาย ฝึกโยคะ  สูดอากาศที่บริสุทธิ์  และอาศัยความเพียรในการปรับวิถีชีวิต ปรับความเคยชินเก่าๆ เพื่อชีวิตใหม่ที่สดใส แข็งแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ  ที่สำคัญ...จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่า ... ร่างกายของคุณเป็นหมอที่เก่งที่สุด (แม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต)

                    หลังจากปฏิบัติธรรมแล้วผู้เขียนได้สมัครเข้ารับการอบรมกิจกรรมค่าย "ธรรมชาติบำบัดเพื่อชีวิตเป็นสุข"  เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา  พบว่าเป็นค่ายที่สนุก มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองโดยใช้สิ่งของที่หาได้ง่ายรอบๆตัวเรา  เช่นการดื่มน้ำย่านางที่คั้นสดๆ 1 แก้วตอนท้องว่าง   การดื่มน้ำฟักอ่อนเพื่อปรับสมดุลความร้อนเย็นตอนท้องว่างเช่นกัน  รับประทานผลไม้ที่สด  สะอาด แทนการรับประทานข้าว (ในระหว่างการเข้าค่ายไม่มีการรับประทานข้าวตลอด 4 วัน)  วิทยากรบอกว่าการรับประทานผลไม้ไม่ควรเกินมื้อละ 2 ชนิด  หนึ่งชนิดจะดีมาก  ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่หวาน และเปรี้ยวในมื้อเดียวกัน  ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนตอนท้องว่าง หรือก่อนเข้านอนทุกวัน  ท่านวิทยากรอธิบายเพิ่มอีกว่า"น้ำ"มีคุณสมบัติลดอาการเจ็บป่วยบางอย่างได้ ขอยกตัวอย่างดังนี้ เมื่อมีอาการปวดศีรษะไม่ต้องกินยาแก้ปวด  ให้ใช้น้ำราดหัวแล้วนำผ้าขนหนูชุบน้ำบิดให้หมาดโพกหัวไว้ ประมาณ ครึ่งชั่วโมง มือ เท้าต้องแห้ง ทำบ่อยๆจนหายปวด  เมื่อออกจากค่าย วิทยากรจะมีการบ้านให้เรามาทำในชีวิตประจำวันด้วย  ของผู้เขียนท่านแจ้งว่า ต้องอาบแดดทุกวัน รับประทานผลไม้ฉ่ำน้ำวันละ 1 มื้อ  เมื่อมีอาการของความดันโลหิตสูงให้ใช้น้ำราดหัว  การปฏิบัติตนในการบริโภค คือ ตื่นนอนดื่มน้ำย่านาง  รับประทานผักผลไม้มื้อเช้า  ดึ่มน้ำมะพร้าวอ่อนในช่วงอาหารว่าง  ประโยชน์ของมันคือแการล้างสารพิษ  น้ำมะพร้าวอ่อนย่อยง่าย  ประมาณ 5 นาที        รับประทานข้าวมื้อกลางวัน  และรับประทานผลไม้มื้อเย็น  ควรงดเว้นเนื้อสัตว์  ถ้าตอนค่ำหิวให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนก่อนนอน ผู้เขียนปฏิบัติตัวได้เดือนกว่า  ปฏิบัติเรื่องการบริโภคได้ประมาณร้อยละ 80  ผลที่เกิดคือผู้เขียนไม่ได้รับประทานยาความดันโลหิตสูง (มีติดกระเป๋าไว้) เมื่อมีอาการขณะอยู่ที่บ้านจะใช้น้ำราดหัว  วิทยากรบอกว่าถ้าปวด หรือมึนศีรษะ ขณะที่ออกไปธุระนอกบ้านให้บีบน้ำมะนาวหนึ่งซีกใส่ปาก หรือเคี้ยวมะขามเปียกก็ได้  ผู้เขียนยังไม่เคยลองเพราะไม่มีอาการเหล่านี้เวลาออกไปนอกบ้าน  แต่เตรียมไว้ในตะกร้า หรือกระเป๋าหิ้ว หลังจากออกจากค่ายไิด้ประมาณ 1 อาทิตย์มีอาการไข้  ผู้เขียนไม่ได้กินยาแก้ไข้  แต่ดื่มน้ำย่านาง น้ำมะพร้าวอ่อน  รับประทานผลไม้ตลอดวัน ไม่ได้รับประทานข้าว  ทำดีท็อก เช้า เย็น ประมาณ 2 วันอาการไข้ก็เบาและหายไป  ผลที่เห็นชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ "กระ" ที่เป็นตามแขนจางหายไิปเกือบมองไม่เห็น  ที่สำคัญมากที่สุดคือน้ำหนักตัวลดลง แต่ไม่มีอาการเพลีย  มีกิจกรรมค่ายอีกมากที่มิได้กล่าวในอนุทินนี้  ถ้าท่านผู้อ่านสนใจกรุณาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-0288-4931

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (1)

เป็นธรรมชาติบำบัดที่น่าเผยแพร่จริงๆค่ะ