อนุทิน #118681

กิจกรรมตอนเช้าวันนี้ ได้ปรับวิธีการนำเข้าสู่บรรยากาศของการร่วมกิจกรรมMEDITATION โดยใช้คำถามชวนคิดชวนขำและสะกิดใจ ตามแต่ว่าใครจะมีความคิดอย่างไรก็ให้คิด แต่อย่าเผลอปรุงแต่ง

คำถามนี้เคยนำมาใช้มากกว่า 30 ครั้งแล้ว คือ

1. เมื่อคืนจำได้ไหมว่า ตอนจะหลับนั้นหายใจเข้า หรือหายใจออก คุณยายท่านหนึ่งรีบตอบว่า "ฉํนหายใจเข้า"

แล้วถามท่านอื่นๆต่อไปอีก จนเจอคำตอบใหม่ว่า "หายใจออก"

2.คำถามที่สองย้อนไปถามคุณยายที่ตอบว่าหายใจเข้าเป็นคนแรกว่า "ทำไมจึงหายใจเข้า"

คุณยายตอบว่า ตอนจะหลับรู้สึกเหนื่อยมากจึงรีบหายใจเข้า ไว้ก่อน ถ้าหลับไปจะได้มีลมหายใจ"ถึงตรงนี้่มีผู้ป่วยหลายคนหัวเราะ ขำทำให้คุณยายขำไปด้วย

ต่อจากนั้นจึงเดินไปถามคนแรกที่ตอบว่า"หายใจออก" ว่าทำไมจึงคิดว่าตัวเองหายใจออก" ได้คำตอบว่า" มันอึดอัดมากพอหายใจออกก็โล่งสบายแล้วหลับเลย

มีคำตอบอื่นเพิ่มมาอีก หลายคนว่า "ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ตัว บ้างก็บอกว่ารู้แต่ไม่สบาย นอนไม่หลับ บ้างก็บอกว่า "ฉันกินยานะ เลยไม่รู้ว่าหลับตอนไหน หายใจหรือไม่ก็ไม่รู้...บ้างก็นั่งยิ้ม บ้างก็ร้องขึ้นมา"เออ..แนะทำไมไม่เคยคิด" บ้างก็ร้องออกมาว่า "จะไปนึกถึงทำไม แค่จะนอนฉันก็ยังปวดมึนอยู่เลย"

ฉันได้จดบันทึกคำตอบของเพื่อนผู้ป่วยที่สมัครใจร่วมกิจกรรมทำสมาธิบำบัด จำนวน 20 ท่านี้ไว้ เพื่อจะได้นำว่าทบทวนว่าคำตอบแต่ละคำตอบนั้นเชื่อมโยง หรือบอกอะไรได้มากกว่าคำตอบ และหลังสอนเด็กน้อยคนหนึ่งแล้ว จึงได้นำประเด็นไปชวนคุยกับน้องพยาบาลที่ฉันไปร่วมงานด้วย  ต่างช่วยกันวิเคราะห์คำตอบของผู้ป่วย และตั้งสมมติฐาน น้องโยงคงได้ข้อคิดอะไรขึ้นมาพูดว่า ต้องเอามาทำแบบสอบถาม

และฉันได้ยินเสียงตัวเองร้องในใจพร้อมปรบมือดังฉาดว่า"ป๊ะ!ได้การเลย และเชื่อว่าอีกไม่นาน OPD MED คงมีแบบประเมินผู้ป่วยก่อนร่วมกิจกรรมสมาธิบำบัดอีกชุดหนึ่งแน่ ...ต้องคอยตามดู

สำหรับฉัน หลังจากทำกิจกรรมนำเพื่อนผู้ป่วยทำกิจกรรม MEDITATION ให้กับOPD MED นี้มาแล้ว 56 รุ่น (พยาบาลวภา อินทรณรงค์ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่เข้าร่วมกิจกรรมได้แจ้งให้ทราบวันนี้เอง )

ฉันพบความเปลี่ยนแปลงในตัวเองคือความใจเย็นมากขึ้น และสามารถสงบความฟุ้งของจิตได้เร็วกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าฉันต้องใช้เวลาในการเดินทางนานเหมือนกัน 

ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ ฉันเริ่มพูดคล่องมากขึ้น ด้วยมีเสียงคุณยายคุณย่าชมและการประเมินความพึงพอใจเกือบทุกครั้ง แปลว่า 56 ครั้งนั้นไม่ได้ชมทุกครั้ง ฮามากเลย 

สำหรับอุปกรณ์เคื่องเสียงตัวจิ๋วของฉันก็ยังได้รับคำชมว่าเสียงดีไม่แพ้คนคุมเครื่อง มันทำงานหนักเกินราคา 350 บาทฉันจึงเตรียมเครื่องสำรองไว้เพิ่มอีก 1 ตัว แต่ตัวนี้ใหญ่กว่า1 เท่าตัว ลำโพงสองตัวเหมือนกัน แต่เสียงนุ่มกว่า ก็แหมมันคงเป็นไปตามราคาคือ 550 บาท และคิดว่าถ้าตัวเล็กทำงานได้ 56 รุ่น คูณ 17 คน ตัวใหญ่ก็ควรทำงานได้ไม่น้อยกว่า 112รุ่น แต่คูณ 25 คน เพราะเราเปลี่ยนห้องโดยย้ายจากห้องมิตรภาพลงมาทำที่อายุรกรรม 2 ที่มีเนื้อที่กว้างมากกว่า จุคนได้อีกเท่าตัว ที่สำคัญผู้ป่วยที่สูงวัยไม่ต้องเดินไกล และผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นก็ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้สะดวก

ในด้านเทคนิกการสอน ฉันได้เรียนรู้่ว่าจะทำอย่างไรที่จะน้อมนำเพื่อนผู้ป่วยให้หันมาระลึกรู้ลมหายใจตัวเอง ให้เกิดความเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกอริบท และการพยายามระลึกรู้ลมหายใจ เพื่อปรับสภาวะของจิตใจให้สบาย โล่ง มีความสุขแบบพอดีๆ ทำใจให้สบายไม่ขุ่นมัว ไม่เครียด ไม่กังวล ให้เบิกบานไว้

ปิดท้ายของการทำกิจกรรมคือการแผ่เมตตา มีผู้ป่วยสูงวัยหลายรุ่นเห็นพ้องต้องกันว่าอยากสวดมนต์ก่อนทำสมาธิ

ฉันรับปากไว้ว่าปีใหม่เราจะเริ่มแต่ผู้ป่วยบางท่านก็คัดค้านว่า กว่าหมอจะนัดกลับมาก็คงหลายเดือนจึงจะได้สวดมนต์ร่วมกัน ฉันอดขำไม่ได้ ในคำตอบนี้มันหมายความว่าอย่างไร เมื่อถามออกไปผู้ป่วยสูงอายุจะหัวเราะขำ บางคนก็มีคำตอบให้เลยว่าส เราก็ไปสวดที่บ้านซิ  ฉันจึงถามออกไปว่า ตกลงพวกเราชอบมาโรงพยาบาลใช่ไหม หรือว่าพวกเราไม่อยากหายกัน ..ฮามากเลย ...ในการพูดคุยในบรรยากาศของการเจ็บป่วยยังมีความสุขแฝงอยู่ก็ดีใจแล้ว 

แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นในความคิดคือ"การยึดติด" การยึดติดกับรูปแบบ การยึดติดกับตัวบุคคล สถานที่ คงไม่ก่อให้เกิดความสุขแท้แน่

ขอบคุณgotoknow.org ที่เปิดโอกาสให้ได้ลปรร.

ขอบคุณทุกๆท่านที่แวะมาทักทาย และให้ข้อคิดเห็น 

ขอบคุณโรงพยาบาลสมุทรสาคร ที่แบ่งพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ของคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาล และฝ่ายการพยาบาลผู้มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคน

(หากสามารถลงในบันทึกได้ก็จะขอย้ายจากอนุทินไปสู่บันทึกค่ะ)

เขียน:

ความเห็น (0)