อนุทิน #118651

เรื่องดีีๆ  4 นิสัยคนรวย....ที่ผมอบากจะแนะนำครับ

จะว่าไปแล้วคนส่วนใหญ่คงจะอยากเป็นเศรษฐี อยากจะมั่งมีศรีสุข อยากจะมีเงินมีทองกองโตๆ มีบ้านหลังใหญ่ๆมีรถยนต์คันโก้ มีข้าวของเครื่องใช้หรูหรา มีของสะสมล้ำค่าไว้ชื่นชม กระทั่งหลายคนยอมขายศักดิ์ศรี ขายความถูกต้องความดีงาม ความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาตลอดชีวิตเพื่อแลกกับเงินทองที่มีคนนำมากองให้ตรงหน้า เพราะอยากมีเงินเพราะอยากร่ำรวย อยากเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี หลายคนจึงยอมทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ดังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายทั้งที่กฎหมายตามทันจับตัวมาลงโทษลงทัณฑ์ได้สำเร็จ ต้องติดคุกติดตาราง หมดโอกาสหมดอนาคตกันไป และอีกหลายกรณีที่กฎหมายตามไม่ทันก็คงนั่งๆ นอนๆ บนกองเงินกองทองได้อย่างไม่ค่อยจะมีความสุขเท่าไรนัก....

ทำไมหนอ...ทำไมใครๆ จึงอยากเป็นเศรษฐี?ทั้งที่อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า“เศรษฐี”หมายความว่าอย่างไร!!!

ในสมัยพุทธกาล หากพูดถึง“เศรษฐี”เขาจะเป็นคนที่น่ายกย่อง น่าเคารพนับถือมากในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีน้ำใจไมตรี มีเมตตากรุณาต่อผู้ด้อยโอกาส

เพราะว่าเศรษฐีในสมัยพุทธกาลหมายถึง“ผู้ที่มีโรงทาน”ใครมีโรงทานใหญ่ๆหรือมีหลายๆ โรง ก็จะถือเป็นเศรษฐีใหญ่หรือมหาเศรษฐี ส่วนใครมีโรงทานเพียงโรงเดียวหรือโรงทานไม่ใหญ่มากนักก็นับเป็นเศรษฐีหรือเศรษฐีน้อย ก็จะว่ากันไปตามขนาดของโรงทานที่มีไว้บริการอาหารเครื่องดื่มแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม...

ฟังดูแตกต่างจากเศรษฐีในสมัยปัจจุบันอยู่ไม่น้อยทีเดียว

เดี๋ยวนี้พอนึกถึง“เศรษฐี”ภาพของคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่า วัตถุสิ่งของหรูหรา เครื่องอำนวยความสะดวกสุดล้ำสมัยกลับปรากฎขึ้นแทนโรงทานไปซะได้....

ใครที่อยากเป็นเศรษฐี คงต้องเริ่มจากกำหนดนิยามของคำว่า เศรษฐี ที่ต้องการจะเป็นให้ชัดเจนก่อน บางคนอาจจะอยากเป็นเศรษฐีที่มีมูลนิธิ มีโรงทานไว้ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแก่ผู้ด้อยโอกาส บางคนอาจจะอยากเป็นเศรษฐีมีเงินมีทองไว้เป็นมรดกตกทอดให้ลูกให้หลานได้อยู่อย่างสบายๆ ใครจะเป็นเศรษฐีแบบใดคงต้องออกแบบกันเองตามความพอใจ....

แต่ไม่ว่าใครจะอยากเป็นเศรษฐีแบบใด นิสัยเศรษฐีที่สำคัญ ๔ ข้อต่อไปนี้น่าจะเป็นตัวช่วยนำพาท่านไปลองลิ้มชิมรสความเป็นเศรษฐีให้เร็วขึ้นได้บ้าง.....

๑. คิดอย่างเศรษฐี แต่ไม่ใช้อย่างเศรษฐี

มีข้อมูลจากหนังสือbest sellerประเภทSelf-made millionaireมากมายทั่วโลก แนะนำไปในทางเดียวกันว่าคนจะรวยได้ก็ต้องคิดอย่างเศรษฐีคือ จะต้องมีความเชื่อที่หนักแน่นก่อนว่าเราก็เป็นเศรษฐีได้ เมื่อเชื่อแล้วก็ต้องลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็ง มีความพากเพียร มีวิริยะอุตสาหะ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานอย่างทุ่มเท ซึ่งก็ควรจะขยันอย่างฉลาด คือต้องหมั่นหาความรู้เพื่อการพัฒนางาน พัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย

แต่ที่สำคัญไปกว่าการคิดอย่างเศรษฐีก็คือ ต้องไม่ใช้อย่างเศรษฐีคือ ต้องรู้จักกินอยู่ให้ต่ำกว่าฐานะเสมอ หลายคนทำงานหาเงินได้มากมาย แต่ก็ไม่มีเงินเก็บเงินออมเป็นกอบกำสักที เพราะหาได้มากก็ยิ่งใช้จ่ายมาก หาได้เท่าไรก็ไม่เคยพอกินพอใช้ พอหน้าที่การงานเริ่มก้าวหน้าก็ใช้จ่ายมือเติบ ซื้อความสุขความสบายล่วงหน้า เรียกว่ารสนิยมสูงเกินเงินเดือน แบบนี้อาจจะลงเอยด้วยการเป็นเศรษฐีหนี้แทนที่จะได้เป็นเศรษฐีหรือเศรษฐีนี

๒.มีวินัย

กฎเหล็กสำคัญพื้นฐานของการทำงานให้ประสบความสำเร็จและบริหารเงินให้เป็นไปอย่างที่ใจคิด ก็คือ ต้องมีวินัย ทั้งวินัยในการทำงาน วินัยทางการเงินและวินัยในการใช้ชีวิต เพราะวินัยจะช่วยให้ชีวิตเราเป็นระบบและมีระเบียบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการเป็นเศรษฐีให้เราได้อย่างไม่ต้องสงสัย.... ข้อนี้ต้องหมั่น“ฝืนใจ”ตัวเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำบ่อยๆ และต้องลดการตามใจตัวเองลงบ้างทีละนิด ทีละหน่อย

๓.อด อด อด

ใครอยากเป็นเศรษฐีต้องสร้าง ๓ อดให้ได้ ซึ่งก็คือ

อดออม

อดทน และ

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

เพราะเงินที่หามาได้ ไม่มีค่าเท่าเงินที่รักษาไว้ได้การวางแผนการเงินอย่างเศรษฐีจึงต้องเริ่มต้นที่อดออม คือต้องอดใจ ต้องหักห้ามใจไว้บ้าง อยากเป็นเศรษฐีต้องมีความอดทนต่อสิ่งเร้ารอบตัว และต้องรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่รีบร้อน ไม่เร่งรัดโดยเฉพาะการบริโภคหรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือการบริโภคตามกระแสนิยม

๔. รู้จักพอเพียงและแบ่งปัน

ฟังดูเรียบง่าย แต่มีพลังสร้างสรรค์ที่มหาศาล เพราะทันทีที่เรารู้จักพอ ทันทีที่เราเข้าใจความพอเพียงและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเเรา เราก็จะกลายเป็นเศรษฐีได้ในทันที เพราะการมีมากมายแบบไม่รู้จักพอ ก็เท่ากับยังไม่มี ยังต้องดิ้นรน ยังต้องแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเรารู้จักพอและพร้อมจะแบ่งปัน แสดงว่าเรามีมากตามที่เราต้องการ แถมยังมีส่วนเกินที่เผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่นได้อีก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของอภิมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่อย่างBill GatesและWarren Buffettที่บริจาคทรัพย์สินมากกว่า ๙๐% ที่ตนเองมีเพื่อสาธารณกุศล ผู้เขียนคิดว่าตอนที่Bill GatesและWarren Buffettทำงานหนักเพื่อหาเงินเค้าน่าจะมีความเครียด ความทุกข์กาย ทุกข์ใจจากการทำงานบ้างตามวิถีชีวิตคนทำงาน จนการงานประสบความสำเร็จจนมีทรัพย์สินเงินทองมากมายติดอันดับหนึ่งของโลกหลายปีอย่างต่อเนื่อง

แต่ทันทีที่เค้าให้ เค้าบริจาคเงิน ความสุข ความอิ่มเอิบใจจากการเสียสละ จากการแบ่งปันคงจะประมาณค่ามิได้ แม้ที่สุดแล้ว เค้าจะมีทรัพย์สินเก็บไว้ไม่ถึง10%ของที่เคยมี เค้าก็คงจะมีความสุขมากมายจากการได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน....

จากอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก กลายมาเป็นเศรษฐีแสนสุขที่โลกไม่มีวันลืม....

เศรษฐีแสนสุขใครๆ ก็เป็นได้ค่ะ ขอเพียงมีนิสัยเศรษฐีให้ครบทั้ง ๔ ข้อ

http://www.smeclinic.in.th/download/pdf/10-money%20cafe.pdf" target="_self" title="10 บทความคัดสรรจากคอลัมน์ Money Café หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ">

เขียนโดยดร.อัจฉราโยมสินธุ์

เขียน:

ความเห็น (0)