อนุทิน #116069

๒๕๔. ยักษ์ : ก้าวกระโดด Transnational Cultural Dialogue และอุตสาหกรรมวัฒนธรรมมวลชนในหนังแอนนิเมชั่นสายเลือดไท

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งระหว่างพากันทำน้ำพริกและเก็บผักในสวนที่บ้านมาทำอาหารมื้อเย็นนั่งกินด้วยกันไปตามประสา ด้ากับนา ครอบครัวเพื่อนบ้านของผมที่สันป่าตอง ก็คุยเรื่องหนังแอนนิเมชั่นของประภาส ชลศรานนท์ เรื่อง ยักษ์ ทำให้ผมเสนอโปรแกรมพากันไปดูหนัง จากนั้นอีกวันสองวันก็พากันไป ไปดูหนังเรื่องนี้กันแหละครับ

เมื่อไปชมแล้ว นอกจากจะไม่ผิดหวังแล้ว ก็ได้ความประทับใจมากมายหลายอย่าง ทางด้านความเป็นศิลปะหนังการ์ตูนและกราฟิคเคลื่อนไหวหรือแอนนิเมชั่นนั้น ก็เป็นหนังแอนนิเมชั่นไทยที่ก้าวกระโดดก้าวใหญ่ จากยุคที่เคยมีหนังแอนนิเมชั่น 'สุดสาคร' ของอาจารย์ปยุต เงากระจ่างเมื่อทศวรรษ ๒๕๒๕ ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจแล้วก็กลายเป็นตำนานไป ไม่มีหนังแอนนิเมชั่นหนังใหญ่อย่างนั้นออกมาอีก พอมาถึงหนัง 'ยักษ์' แม้จะเป็นเพียงอีกเรื่องในไม่กี่เรื่องที่สร้างขึ้นในสังคมไทย ก็กลับก้าวเลยความเป็นหนังท้องถิ่น โดยได้รับรางวัลระดับโลกและมีการซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในประเทศอื่นๆด้วย

หนัง'ยักษ์' นี้ หยิบเอาเรื่องราวของรามเกียรติ์หรือเกียรติยศแห่งราม มาคิดและทำใหม่ ภายใต้ความเป็นรามเกียรติ์นั้น เราทราบกันดีว่า นอกจากเป็นวรรณคดีและงานเขียนยุคโบราณของวาลมิกิฤาษีอินเดียเรื่องยาวมากเรื่องหนึ่งแล้ว ก็จัดว่าเป็นโลกทรรศน์และระบบวิธีคิดของอินเดียที่มีอิทธิพลมากสายหนึ่งของโลกต่อหลายสังคม จึงนับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมมหาชนแบบข้ามพรมแดนความเป็นรัฐชาติ

หนัง 'ยักษ์' หยิบมาเล่นเหมือนชวนตั้งคำถามใหม่ผ่านสิ่งต่างๆที่สะท้อนอยู่ในความเป็นรามเกียรติ์ เช่น ทำไมถึงมีชีวิตเพียงเป็นกลไก เป็นหุ่นเชิดที่ถูกโปรแกรมคำสั่งให้จ้องทำลายล้างผู้อื่นไว้อย่างปราศจากชีวิตจิตใจและความสำนึกของตนเอง จนมองไม่เห็นคุณงามความดีของเขา ทำไมต้องเป็นศัตรู เข่นฆ่าทำลายกัน เป็นเพื่อนร่วมทุกข์สุข สร้างมิตรภาพต่อกัน มีความสมดุลทั้งความภักดีด้วยคุณธรรมอันสูงส่งในชีวิตและความศรัทธาที่ไม่มืดบอด กับความรู้ดีชั่ว มีศรัทธาที่มีสติและปัญญา มีวิจารณญาณ มีคุณธรรมและความสำนึกที่ออกมาจากความเป็นตัวของตัวเอง เห็นความดี เกียริติยศในชีวิตและความสูงส่งของผู้คนชนชั้นต่างๆจากการปฏิบัติ ความดีงามที่มีต่อผู้อื่น ความมีคุณธรรมในชีวิต ความมีคุณธรรมต่อการสร้างสรรรค์ ทำลาย รักษาระบบและสืบทอดสิ่งต่างๆในสังคม

หรือกล่าวได้อย่างหนึ่งเหมือนกันว่า เป็นหนังที่นำเอามิติด้านในของมนุษย์อันได้แก่กิเลสตัณหา ปัญญา โลภ โกรธ หลง และจิตใจที่กล่อมเกลาและพัฒนาในระดับต่างๆ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมและโลก กับพลังอำนาจที่อยู่ในวรรณกรรมคลาสสิคของสังคมไทยและเป็นประสบการณ์พื้นฐานร่วมกันในอีกหลายสังคมของอีกหลายประเทศ มาชวนพินิจพิจารณา คิดใคร่ครวญ และนำกลับมาฟื้นฟูสู่ยุคสังคมร่วมสมัยในอีกมิติหนึ่งนั่นเอง

จากนั้น ก็เล่าถ่ายทอดด้วยอารมณ์การ์ตูน การ์ตูนที่สร้างสรรค์บุคลิกจากมันสมองและประสบการณ์รอบตัวต่อศิลปะและสื่อบันเทิงของประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งทำให้มีความคิดและมุมมองที่แหลมคม ให้ความรู้และความครุ่นคิดที่ลึกซึ้งต่อเรื่องที่คนชอบมองดูเป็นเรื่องวรรณคดีโบร่ำโบราณ  ให้สุนทรียภาพและรสนิยมชีวิต ผมไม่ได้ดูหนังมาหลายปีแล้ว และในจำนวนที่ได้ดูบ้างนั้น ก็มีอันได้ไปนั่งหลับในโรงหนัง แต่หนัง 'ยักษ์' นี้ กลับทำให้รู้สึกว่าจบเร็วจัง มีวาทกรรมทางสังคมและให้โลกทรรศน์ต่อสิ่งต่างๆดีกว่าหนังต่างประเทศหลายเรื่องที่เคยชมเสียอีก

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (1)

ยังไม่เคยชมหนังแบบนี้เลยค่ะ ได้ชมการประชาสัมพันธ์บ้าง

อ่านจากอาจารย์เล่า ก็ชื่มชมผู้สร้างมาให้ชม ขอบคุณมากนะคะ

นำยักษ์เฝ้าถ้ำเชียงดาวมาฝากค่ะ