อนุทิน #111952

ความเร่งรีบที่เห็นและถูกผลักดันให้แสดงออกทางกายเพียงเพื่อปกป้องความเหนื่อยล้าที่ต้องเผชิญกับความคิดของบุคคลที่เราต้องสื่อสารกับเขาเพื่อให้เป้าหมายของงานได้ปรากฏเป็นรูปธรรม ความเฉื่อยที่ปะทะแทบทำให้หมดแรงที่จะต่อสู้ในงาน และทุกครั้งที่เกิดแรงปะทะ จึงหันมาวิ่งๆๆๆๆ ทำสมาธิให้อยู่กับการวิ่ง ระลึกรู้กายเคลื่อน มองให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าของสังขาร และมันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ แม้ว่าความคิดได้ทะลึ่ง ตั้งเป้าหมายของการวิ่งไปที่แคลอรี่ ...ตลกมากเลย จึงดูเหมือนคนที่ไม่ยอมเสียอะไรเลย และบางครั้งก็แตกแยกกันเองว่าเป็นไปไม่ได้ที่การฉวยโอกาสแบบนี้จะช่วยให้ทั้งกายและจิตมีความสมดุล ซึ่งก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ ทั้งๆที่อยากจะทำ วิธีพาตัวเองไปวิ่งๆๆๆๆ จนความเงียบเข้ามาเป็นจังหวะของการก้าวเท้า กลับช่วยให้สมองโล่ง และจิตเริ่มนิ่ง ๆๆๆ ไม่เหนื่อย และไปเรื่อยๆ แต่เมื่อลืมตามองหน้าปัดเครื่องวิ่ง เวลาที่ตั้งไว้ใกล้หมดลง กิเลสอยากให้วิ่งได้ไกล วิ่งให้แคลอรี่ได้เผาผลาญกลับพุ่งขึ้นมากลายเป็นความรู้สึกจะเอาชนะ นี่มันก็เสียสมาธิไปเลย ความคิดเข้ามาแทนที่คิดงาน คิดวางแผนกิจกรรมเลยไม่ได้ออกกำลังกายแบบพักความคิดเลย แต่ดูเหมือนว่ายิ่งร่างกายมีความสมดุลเกิดขึ้น ความคิดกลับวิ่งแข่งเข้ามาด้วย ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้เลย และดูออกจะสับสนด้วยซ้ำไป จึงต้องหาวิธีจัดการกับตัวเองใหม่ด้วยการวิ่งภาวนา สวดมนต์และจบด้วยการแผ่เมตตา ซึ่งได้ผลดี ทำให้การวิ่งปรากฏเป็นความโล่ง โปร่งในขณะที่วิ่ง ลมหายใจสบายๆ ไม่อึดอัด ไม่แน่นปี๊ดขึ้นไปที่สมองข้างซ้ายอีก และเมื่อวิ่งได้ตามเวลาที่ตั้งไว้ พลังจึงกลับคืนมา รู้สึกว่ายังยกน้ำหนักบริหารแขนให้กล้ามเนื้อแข็งแรงได้อีก จึงลองทำ 3 ท่า ๆละ10ครั้ง รวมถึงขี่จักรยานได้อีก 2 กโล ไม่มากแต่เป็นของแถมที่ทำให้เกิดความพึงพอใจกับสภาพร่างกาย เมื่อออกกำลังกายได้ตามเวลาที่กำนด จึงไม่รู้สึกเหนื่อยมาก ไม่เพลียมากแค่นั่งพักความเมื่อยล้าก็หายไป คิดว่าถ้าเพิ่มเวลาการออกกำลังกายเป็นวันละ60 นาทีได้ไม่ยาก..และจะลองทำดู

เขียน:

ความเห็น (0)