อนุทิน #110672

อ่านคอลัมน์ "มายาคติของคนไทยส่วนใหญ่" ข้อเขียนของ อ. โกวิท จากเว็บมติชน

อ่านจบแล้ว ความคิดเห็นผมก็เตลิดต่อไป ผมก็ตั้งคำถามตัวเองต่อว่า แล้วหนี้ในอนาคตของลูกหลานไทย ใครเป็นคนรับผิดชอบการก่อหนี้ของรัฐบาลประชานิยม (หลายคณะ และ หลายพรรค) ถ้าในอนาคตนั้น แม้คนในรัฐบาลต่างๆ ที่ก่อหนี้และใช้เงินอย่างไม่รับผิดชอบไม่อยู่แล้ว

คำตอบต่อคำถามนั้นก็คือ คนไทยทั้งที่เลือกรัฐบาลเข้าไป และรวมทั้งคนไม่เลือกด้วย ถือว่าทำกรรม(มีเจตนา)ร่วมกัน (ผมด้วย เมื่อยังมีชีิวิตอยู่)  ต้องรับผิดชอบ 

ถ้าใครไม่อยากรับผลของกรรมก็โน่น ต้องหนีเข้านิพพานไปเลย อย่ากลับมาเกิดเป็นรุ่นลูกหลานเหลนโหลนลืดลืบ อีก (ไม่ว่าจะในประเทศไหนๆ ก็ตามที่มีหนี้ล้นพ้นตัว) หรือจุติไปอยู่บน ฉกามาพจร หรือ พรหมโลกภูมิใดๆ รอไปจนกว่าคนในโลกอนาคตจะเลิกยึดถือเงินตราเป็นของสำคัญสูงสุด แล้วค่อยมาเกิด อิอิ :-) 

ทุกอย่างเป็นของชั่วคราว เกิด ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับ ยังไงๆ ผมไม่กังวลหรอก

ประโยคสุดท้ายของผมที่ว่า รอไปจนกว่าคนในโลกอนาคตจะเลิกยึดถือเงินตราเป็นของสำคัญสูงสุด ผมไปนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวกับมายาคติ นึกถึงสังคมที่น่าจะเป็น, สังคมในอุดมคติ, อาจจะนานเกินศตวรรษข้างหน้าก็ได้ ผมนี่เห็นอย่างจริงใจเลยว่า คนเราไม่ควรจะยึดยือว่าเงินตราเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ก็เห็นชัดๆ ว่า คนในชนบทมีความสุขได้โดยใช้เงินน้อยกว่าคนเมืองมาก 

ถ้าสังคมอนาคต ทำให้ทุกคนในสังคม (ยูโทเปียละมัง) ได้ทำงานที่ตัวเองรัก มีฉันทะได้เต็มที่ และอยู่ได้อย่างพอเพียง ไม่ต้องโลภ ไม่ยึดติดวัตถุมากนัก ความสบายพอประมาณ คนไม่ล้นระบบนิเวศน์ของโลก เงินก็แทบจะไม่ต้องคิดถึงมัน ใครเคยคิดถึง ออกซิเจนที่เราหายใจ น้ำบริสุทธิ์ที่เราดื่ม หรือยึดติดกับมันบ้าง ?

ความคิดตอนหลังของผมนี่ เป็นคนละเรื่องกับบทความในลิงก์ที่กระตุ้นให้ผมเขียนโพสต์นี้แล้วนะครับ 

 

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (2)

เรียนอาจารย์ ....

เราหมายถึง นักคิด นักเขียน นักทำ ยังก้าวไม่พ้น มายาคติ และยิ่งต้องพูดต้องชี้ชัด ส่วนใหนตรงใหนอย่างคือมายาคติ

เมื่อ มาคติ มีแต่ งู กับแขก ตอนนี้มีนักการเมืองมาอีกพวก

ในความคิด ในการดำเดินชีวิต ที่ สะอาด สงบ สันติ ง่าย งาม คือสิ่งตามหา

ขอบคุณครับสำหรับความเห็น รู้สึกดีที่มีฟีดแบ็คครับ ผมก็เลยถือโอกาสไปเพิ่มเติมบางประโยคในโพสต์เดิมให้ข้อความชัดเจนขึ้นครับ

ผมไม่ได้ติดใจในเรื่อง มายาคติ จะของคนไทย เรื่องอะไรก็ตาม ที่ท่านผู้เขียนเดิมในลิงก์เขียนไว้ ผมไม่ได้ติดอยู่กับความขัดแย้งในสังคมไทย ที่กำลังทำให้เกิดวิกฤตในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ผมมองว่า ทุกอย่างมีเกิด ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับ รวมทั้งเรื่องหนี้สาธารณด้วย ชั่วคราวในที่นี้ เป็นเรื่องเชิงสัมพัทธ์ อาจจะเป็น ๑๐ ปี หรือนานกว่านั้นก็ได้

ความคิดของผม มองข้ามช็อท มองข้ามเรื่องที่ท่านผู้เขียนเดิมกังวลเรื่องหนี้สาธารณะไปเสียด้วยซ้ำ ผมมองไปยังสังคมอุดมคติ อาจจะเข้าใกล้สังคมยุคพระศรีอาริย์ ที่คนอยากได้อะไรก็ไปเอามาจากต้นกัลปพฤกษ์ อาจไม่ต้องใช้เงิน อาจไม่ต้องทำงานหนัก ถ้ามีเครื่องทุ่นแรง มีหุ่นยนต์มาใช้ มี software agents มาช่วยทำงาน ช่วยเป็นคู่คิด เป็นเหมือนเลขาส่่วนตัว

สังคมในอุดมคติเป็นสิ่งที่ผมพยายามนึก และสื่อออกมาในโพสต์ข้างต้น สำหรับเราในขณะนี้ สังคมในอุดมคติ อาจจะเป็นมายาคติเรื่องหนึ่งสำหรับผมอยู่ก็ได้