อนุทิน #108302

ห้องทรงงาน พระมหากษัตริย์ไทย..

นี่คือ...ห้องทรงงาน กษัตริย์ ไทย ที่ปรากฏในสารคดี " Soul of a Nation " BBC สัมภาษณ์พระเจ้าอยู่หัว เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ที่นี่... คนไทยรักในหลวง

http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=4mggqi5rG2k#!

‎ ต้องขออนุโมทนา คุณโอ๋ เผินเหม่ยซิ่ว ที่ช่วยถอดคำสนทนาและ คำบรรยายในคลิป... ออกมาเป็นอักษรให้อ่าน ดังนี้


ถาม : พระองค์ทรงมองหน้าที่ของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ว่าคืออะไร และทำไมพระองค์คิดว่าประเทศไทยควรมีพระมหากษัตริย์

พระเจ้าอยู่หัว : " ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ข้าพเจ้าทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย "

ถาม : พระองค์ทรงตระหนักไหมว่าประเทศไทย จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้หากไม่มีพระมหากษัตริย์

พระเจ้าอยู่หัว : " ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ แต่หน้าที่ของข้าพเจ้าไม่ใช่หน้าที่ของกษัตริย์ เป็นที่สิ่งยากที่จะระบุ...ข้าพเจ้าเพียงแค่ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย....ท่านถามข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีแผนไหม...ข้าพเจ้าไม่มีแผนข้าพเจ้าแค่รู้ว่า ข้าพเจ้าต้องทำอะไรแล้วก็ลงมือทำ...ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันคืออะไรบ้างแต่มันต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทุก ๆ ที่ พวกข้าพเจ้าไป ประชาชนจะให้ความสนใจ พวกเขาต้องการที่จะรู้จักพวกข้าพเจ้ามากขึ้น "

พระราชินี : กษัตริย์กับประชาชนมีความใกล้ชิดกันมาโดยตลอด ประชาชนมองกษัตริย์ว่าเป็นพ่อของแผ่นดิน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มีชีวิตส่วนตัวมากนัก เพราะประชาชนเห็นเราเป็นพ่อและแม่ของแผ่นดิน

พระเจ้าอยู่หัว : " คำนิยามของความเป็นกษัตริย์นั้นเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทวดของข้าพเจ้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนักปรัชญาที่เก่ง "

บรรยาย : สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในประเทศไทยคือพระแก้วมรกต เหล่าทหารจะต้องออกมากระทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนทุกปี นั่นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหาร รัฐบาลและศาสนา ผู้เข้าร่วมในพิธีเตือนให้พวกเราตระหนักถึงภัยคุกคามต่าง ๆ คำสัตย์ปฏิญาณกล่าวว่า " หากข้าพเจ้าไม่กระทำตาม คำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้ ขอให้ข้าพเจ้ามีอันเป็นไป " ในอดีตกษัตริย์ไม่ต้องปฏิญาณตน แต่ในปัจจุบันต้อง พระองค์ทรงเดินทางประมาณ ๓๐,๐๐๐ ไมล์ต่อปี ซึ่งวัตถุประสงค์ของการเสด็จเยือนที่ต่าง ๆ นั้นมีสองประการ

๑. เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ๒. เพื่อให้ประชาชนทราบว่าพระองค์ทรงห่วงใยและไม่ทอดทิ้งประชาชน

ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดเสด็จเยือนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในหลวงทรงใช้เวลาสิบปีแรกหลังขึ้นครองราชย์ เสด็จเยือนภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นพระองค์ทรงได้เห็นและรับรู้ถึงปัญหาของประชาชน ทำให้พระองค์ทรงสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง

พระเจ้าอยู่หัว : " ประชาชนดีใจทุกครั้งที่ได้เจอพวกข้าพเจ้า พวกเขาต้องการทราบว่าชื่อหมู่บ้าน ของพวกเขานั้นปรากฎอยู่บนแผนที่แล้ว "

ถาม : ผมเห็นพระองค์ทรงมีแผนที่ติดพระองค์ ตลอดเวลาที่เสด็จเยือนพื้นที่ต่างๆ

พระเจ้าอยู่หัว : " ใช่ เพราะบางครั้งชื่อของหมู่บ้านยังไม่มีปรากฎบนแผนที่ ข้าพเจ้าก็จะเติมชื่อหมู่บ้านนั้นลงไป "

บรรยาย : ในหลวงและพระราชินีทรงต้อนรับแขกต่างประเทศทั้งอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ โดยได้ให้การสนับสนุนงานฝีมือ วัฒนธรรมและวัสดุพื้นเมืองของไทย พระราชินีทรงเสื้อผ้าที่ตัดเย็บโดยผ้าไหมไทย ในหลวงทรงออกแบบเขื่อน และคลองระบายน้ำต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง ในหลวงทรงมีความสามารถในหลาย ๆ ด้าน แต่พระองค์ทรงมีความสามารถพิเศษในด้านวิศวกรรม ในหลวงทรงถือวิทยุสื่อสารตลอดเวลา และบางครั้งก็ทรงบรรทมพร้อมวิทยุสื่อสารเหล่านั้น เพื่อพระองค์จะได้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ณ ค่ายทหาร เหล่าทหารต่างเฝ้าคอยรับเสด็จตลอดทั้งวัน แต่ไม่มีกำลังพลคนใดเหนื่อยหรือบ่นเลย เพราะทุกคนถือว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดที่จะได้เห็นในหลวง

ถาม : พระองค์บอกได้ไหมว่าทำไมมันถึงสำคัญที่จะต้องมาเยือนหน่วยทหารเช่นนี้

พระราชินี : ทหารมีภารกิจที่สำคัญในการดูแลและปกป้องแผ่นดินไทย อีกทั้งช่วยเหลือประชาชน พื้นที่นี้เรียกว่า พื้นที่อิสระ ทหารจะช่วยให้คำแนะนำ ประชาชน เกี่ยวกับการเกษตรและการดูแลครอบครัว ทหารไม่ได้สู้รบด้วยอาวุธเสมอไป ภารกิจของพวกเขา รวมถึงการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ในความเป็นจริง ทหารได้สามารถเอาชนะใจของประชาชนได้แล้ว นั่นคือการกระทำที่ถูกต้อง

บรรยาย : ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ในหลวงทรงใช้เวลา ๕ ถึง ๖ ชั่วโมงภายในห้องทรงงานตามลำพัง รอบล้อมไปด้วยเครื่องพิมพ์ วิทยุ และเครื่องมือสื่อสารต่างๆ พระองค์ทรงสรุปงานในแต่ละวันด้วยพระองค์เอง รวมทั้งวางแผนสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้นด้วย

ถาม : พระองค์บอกได้ไหมว่าพระองค์ทรงทำอะไรกับแผนที่ พระเจ้าอยู่หัว : " ข้าพเจ้าทำเครื่องหมายว่าพื้นที่ใดจะสามารถสร้างเขื่อนหรือที่กักเก็บน้ำได้ แล้วข้าพเจ้าก็จะส่งวิศวกรเข้าไปสำรวจพื้นที่ "

ถาม : ทำไมพระองค์ทรงมีเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้

พระเจ้าอยู่หัว : " ไว้ติดต่อสื่อสาร "

ถาม : คล้ายๆ กับเครือข่ายการข่าวใช่ไหม

พระเจ้าอยู่หัว : " ไม่ถึงกับเครือข่ายการข่าว แต่พวกมันมีประโยชน์ในการติดตามข่าวสารเพราะหากมีข่าวภัยพิบัติ เราก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ความรวดเร็วถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง หลายๆเรื่องก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า เช่น คดีฆาตกรรม หรือการจับกุมผู้ค้าเฮโรอีนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ "

ถาม : เวลาพระองค์ประทับอยู่ในห้องทำงานตามลำพัง เป็นเพราะพระองค์ทรงชอบอยู่คนเดียว หรือพระองค์ทรงต้องการเวลาส่วนตัว

พระเจ้าอยู่หัว : " ข้าพเจ้าไม่ได้ชอบอยู่คนเดียว แต่ข้าพเจ้ามีงานต้องทำ การอยู่คนเดียวทำให้ข้าพเจ้ามีสมาธิและมีสติในการทำงาน เป็นการเตรียมตัวเอง ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเจอ โดยการศึกษาแผนที่ ทำให้ข้าพเจ้ามีข้อมูลในสิ่งที่ข้าพเจ้าจะทำ "

บรรยาย : พระราชินีทรงได้รับรางวัลจากองค์การอาหารและการเกษตร

พระราชินี : ข้าพเจ้าไม่ได้แค่อยากที่จะเข้าไปเยี่ยมเยือนเท่านั้น เราต้องทำดีกว่านั้น ต้องช่วยรัฐบาลในการสนับสนุนและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การเยี่ยมเยือนโดยประมุขของประเทศจึงไม่เกิดประโยชน์ หากเราไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ก็ถือว่าเราไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นประมุข

บรรยาย : พระบรมวงศานุวงศ์ทรงใช้เฮลิคอปเตอร์ ในการเสด็จเยือนพื้นที่ทุรกันดาร และได้ทรงช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ การทรงงานกับประชาชนทำให้พระองค์ทรงตกอยู่ในอันตราย

(ฟังแล้ว คงจะหมายถึง การทำงานใกล้ชิดประชาชน โดยไม่มีการระแวงใด ๆ ทำงานอย่างจริงใจ ให้ประชาชนจริง ๆ แบบนี้ อาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถลอบทำร้ายได้ โดยง่ายได้)

ชายไทยส่วนใหญ่จะบวชเป็นพระ (รวมถึงพระมหากษัตริย์) ระยะเวลาของการบวชประมาณสามเดือน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ในหลวงตรัสว่า " ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นหนึ่งในศาสนาที่ดีที่สุดในโลก " ศาสนาพุทธสอนให้คนเป็นคนดี ตอนที่ในหลวงออกผนวช ท่านทรงทำตามคำสอนและออกบิณฑบาตตามปกติ

ถาม : ในฐานะจอมทัพไทย พระองค์ทรงปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาที่ห้ามการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างไร

พระเจ้าอยู่หัว : " เวลาทหารถือปืนเขามักมุ่งที่จะยิงศัตรู แต่ถ้าทหารถือปืนเพื่อปกป้องประเทศชาติไม่ถือว่าเขากระทำผิดต่อคำสอนของศาสนา ถ้าศัตรูมาถึงทหารก็ต้องยิง เพราะมีเจตนาที่จะปกป้องศาสนาและประเทศชาติ "

พระราชินี : ความรักและความเมตตากรุณาเป็นสิ่งที่ควรให้แก่ผู้อื่น นั่นคือเหตุผลที่เราสามารถทำงานได้ปีแล้วปีเล่าโดยไม่เจ็บป่วย แต่เราทราบดีว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องตาย ไม่มีใครหนีความตายได้

เขียน:

ความเห็น (0)