อนุทิน #107481

วันอังคารที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ฉันทำงานล่าช้าไปอีก 1 ชั่วโมง สาเหตุเกิดจากเป้าหมายHM ท่านต้องไปรับการเจาะเลือด และวันนี้หากได้สังเกตความแออัดที่เกิดขึ้นหน้าห้องสังคมสงเคราะห์ และหน้าห้องรอการเจาะเลือดแล้ว เราจะพบว่าแถวที่เกิดจากการรอคอยเรียกชื่อตามคิวนั้นมันยาวคดเลี้ยวไปยังพื้นที่ว่างของตึกใหม่ หลายคนไม่มีญาติมายืนรองคิวแทน แต่ผู้ป่วยหลากหลายโรคที่ต้องมารับการเจาะเลือดเมื่อนำผลส่งต่อให้คุณหมอวินิจฉัยโรคนั้นมันมาแออัดในที่ๆเดียวกัน ฉันใช้เวลาแห่งการรอคอย นั้นสนทนากับน้องแม่บ้าน แทนการนั่งรอผู้ป่วยที่จะมาเข้าครอส "ผ่อนพักตระหนักรู้ และการสปาเท้าด้วยโลชั่นและลมหายใจ" ช่วงเวลาของการรอคอยความพร้อมของผู้ป่วยที่มาร่วมกิจกรรมให้ความรู้โดยเน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญนี้ ทำให้ฉันได้มีเวลาทบทวนเหตุการณ์ก่อนจะมาถึงวันนี้ วันที่ได้เสริมสร้างผู้นำกลุ่มขึ้นมา อย่างเป็นธรรมชาติและโดยกลไกลของกระบวนการกลุ่ม  เราจะพบเห็นศักยภาพของความเป็นผู้ได้จากการทำกิจกรรมหลากหลายร่วมกัน และรวมทั้งการนำเครื่องมือการวัดและประเมินผลมาใช้ สอบถามทัศนคติ และเครื่องมือสังเกตพฤติกรรม รวมทั้งแบบทดสอบความรู้โรคที่ตนเองเป็นอยู่ จากการประเมิน

โจทย์ต่อไปคือ เมื่อพบแล้วจะพัฒนาผู้ป่วยเหล่านั้นอย่างไร ให้มีความพร้อมทั้งกายใจ ในการทำหน้าที่อาสาสมัครเพื่อนช่วยเพื่อนที่มีคุณภาพอีกและทั้งเรายังได้พัฒนาผู้ป่วยที่ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครอยู่แล้วให้ได้นำศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาออกมาสู่ใช้ในชีวิตประจำวันในสังคมได้อย่างมีความสุข ความสุขอันเกิดจากการมีคนเข้าใจ สังคมเข้าใจ การยอมรับของสังคมที่มีต่อกลุ่มอาสาเพื่อนHM กลุ่มพันท้ายร่วมใจ พวกเขาทำงานกันมานานหลายปี และต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพวกเขาเอง ความพยายามของพวกเขา และความเสียสละได้ส่งกระแสความคิดไปยังนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ของ รพ.สมุทรสาคร ...จนเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องขึ้นมา และมีความเป็นรูปธรรมของการช่วยเหลือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง....

โจทย์ต่อมาที่งานสังคมฯทางการแพทย์ มอบให้ฉันได้เข้ามาช่วยทำในขณะนี้นั้นเป็นโจทย์ที่ยอมรับว่ายากพอสมควร เพราะเป็นโจทย์ที่ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อย่างที่ฉันเคยได้รับจากนพ.กรภัทร มยุระสาคร และทีมงาน แต่เป็นโจทย์ของอาสาสมัครเพื่อนผู้ป่วยHM พวกเขาต่างมีชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนของชีวิต และความมืด ชีวิตที่ต้องระวังภัยความรู้สึกของกลุ่มคนที่ยังไม่เข้าใจ และความรู้สึกระวังภัยของคนที่รู้จักกัน แต่ไม่รู้ว่าHMก็คือHMพวกเขาได้เสียสละทั้งเวลา กำลังกาย ใจเพื่อรวมตัวกันทำกิจกรรมช่วยเพื่อนผู้ป่วยเช่นที่พวกเขาเคยได้รับความเมตตานี้จากนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ของรพ.แล้วนั้น ร

ะยะเวลาการทำงานของพวกเขาที่เสียสละนั้นมันผ่านมาหลายปี จนถึงจุดๆหนึ่งที่พวกเขาต่างพบปัญหาที่เกิดจากทัศนคติของพวกเขาเอง และผู้เกี่ยวข้องบางคน ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้แต่ฝ่ายเดียว ผู้นำกลุ่มอาสาสมัคร HM คนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในที่ประชุมคณะกรรมการชุมชนว่า เขารู้สึกว่าการให้ความรู้เรื่องที่ผ่านๆ พวกเขามีความรูความเข้าใจมากกว่าผู้เกี่ยวข้องที่มาให้ความรู้พวกเขา และเขารูสึกแย่มากกับกริยาท่าทางของผู้มาให้ความรู้ ที่แสดงออกความรังเกลียดพวกเขา อีกทั้งรูปแบบการให้ความรู้นั้นก็ล้าสมัย เพราะเป็นการให้ความรู้แต่เพียงฝ่ายเดียว ขาดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าผ้ให้และผู้รับ ความรู้ที่เกิดจากากรแพ้ยา และอาการต่างๆที่นำมาถ่ายทอดนั้นขาดรสชาดของความจริง มันห่างและเบาบางจากความจริงที่พวกเขาถอดรหัสออกมาด้วยตนเองหลายประเด็น การนำpower point มาฉายพร้อมกับพูดบรรยายไปพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มกระแทกแป้นพิมพ์นั้น กลับให้ความรู้สึกแบบขอไปที ๆ พวกเขารู้สึกไม่สบายใจ และอึดอัดกับบรรยากาศการให้ความรู้ของจนท.ยาของรพ.มาก และกลายเป็นเรื่องล้อเลียนท่าทางของผู้ให้ความรู้ที่ที่พกพาความรู้มาเพื่อแบกะดินและเร่งขายให้หมดโดยเร็ว.

นี่เป็นโจทย์ใหญ่มาก ในความรู้สึกของฉัน เราจะต้องหาทางแก้ปัญหานี้ก่อนที่พวกเขาจะปล่อยวาง และสลายตัวไปในไม่ช้า หรือไม่ก็จะเกิดความไม่เข้าใจอันเกิดจากการมองข้ามเทคนิคการให้ความรู้กับผู้คนในระดับต่างๆ และในสังคมที่ต่างกัน พูดถึงตรงนี้แล้ว ฉันก็นึกถึงเรื่องเล่าที่ชอบเอามาคุยเล่นกันในยามว่า ถึงการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย เหตุเกิดที่รพ.ศิริราช ในอดีต ผู้ป่วยจะเดินทางไปหาหมอก็โดยอาศัยเรือข้ามฝากที่หน้าพระจันทร์ ทางรถยังไม่มี เมื่อผู้ป่วยรับการรักษาแล้วจะเดินออกมารับยา พยาบาลจะบอกผู้ป่วยว่าให้ไปรับยาฝั่งโน้นนะคะ ความหมายของพยาบาลคือห้องตรงข้ามในรพ.นั่นแหละ

แต่ผู้ป่วยอายุมากรายนี้ยืนฟังพยาบาลพูดในขณะที่ตัวเองหันหน้าไปท่าพระจันทร์ เมื่อพยาบาลพูดเสร็จก็หันไปหาผู้ป่วยรายใหม่ ในขณะที่ผู้ป่วยรายนี้เดินจากมาและเดินไปรอเรือที่ท่าน้ำปากก็บ่นพึมพัมว่า ทำไมไม่ให้รับท่านี้ซะเลยจะได้ไม่ต้องนั่งเรือปท่าพระจันทร์อีก เรื่องการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่ให้การรักษานั้นยังมีให้ขำๆและให้คิดอีกหลายเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องขำแต่ก็ให้ข้อคิดเพื่อให้เกิดการแก้ไขขึ้นมาพัฒนาระบบขึ้นมา

ปัญหาต่างๆทำให้ฉันได้รับเชิญมาร่วมวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับผู้นำในกลุ่ม พร้อมกับกลุ่มลานสังคมสงเคราะห์ของรพ.ที่รับผิดชอบให้การช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มHM ในด้านการปรับตัว ด้านอารมณ์ จิตใจ ครอบครัว และสังคม และถือได้ว่ากลุ่มพันท้ายร่วมใจกลุ่มนี้ได้มีส่วนช่วยอย่างมาก ให้รพ.ทำงานได้ง่ายขึ้น

เราสุ่มตัวอย่างทีมของพวกเขาบางคนมาร่วมวิเคราะห์ ประเด็นปัญหาและหาทางออกร่วมกัน  ขณะเดียวกันฉันคิดว่าฉันได้เห็น น้ำในบ่อใหญ่ที่เต็มปริ่มมานานแล้ว แต่ขาดการถ่ายโอน ไปสู่บ่อใหม่ จึงไม่สามารถรับน้ำใหม่ได้

ทำอย่างไรจึงจะได้บ่อ 3 บ่อขึ้นมา เพื่อใช้ถ่ายน้ำเก่า และน้ำใหม่ในบ่อใหม่ หรือน้ำฝนจะได้ไหลลงไปแทนที่น้ำในบ่อเก่า และน้ำบ่อเก่าจะได้นำไปกำจัดของเสีย หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

โจทย์ที่ฉันได้รับมาจึงเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติ การยอมรับผู้นำรุ่นใหม่ และอัตตาตัวเบ้เล่ง ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของคนหน้างาน และทำอย่างไรจึงจะให้เกิดการถ่ายเทน้ำขึ้นมาในองค์กรผู้นำHMนี้ ให้ผู้นำได้แสดงศักยภาพที่เพิ่มพูนทั้งองค์ความรู้ใหม่ และองค์ความรู้เก่า ผนวกกับประสบการณ์ตรง ให้ได้นำมาถ่ายทอดกันเอง ให้ได้สื่อสารกันเองจะดีกว่าไหม

เราเพียงแต่supportสื่อและอื่นๆที่เขาต้องการ รวมทั้งการส่งเสริมให้ได้มีความรู้เกี่ยวกับโรคมากขึ้น เพียงเพื่อให้รู้ทันโรค และนำพาตัวเองมาให้หมอรักษาได้ทัน โดยเฉพาะโรคฉวยโอกาส ที่กลุ่มอาสาสมัครได้เคยผ่านความตายกันมาแล้วหลายคน ก็เป็นประสบการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาให้เพื่อนได้รับรู้  จะดีกว่ามานั่งฟังการอธิบายการกินยา ชนิด ประเภทของยา ผลข้างเคียงของยา แล้วก็จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้ แม้ใจตัวเองก็ยังหาที่ลงไม่ได้ว่าจะรวบรวมกำลังใจให้ต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างไร  ณ.จุดนี้จึงเป็นเหตุให้ฉันก้าวเข้ามาร่วมทำงานด้านจิตวิญาณกับงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์เพื่อร่วมจัดกิจกรรมในโครงการการให้ความรู้ผู้ป่วยHM ที่เน้นผู้ป่วยเป็นสำคัญ ผู้ป่วยได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง บันทึกแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ตรงด้วยกัน จะกินยาอย่างไร เมื่อไหร่ที่ร่งกาย และจิตใจพร้อมจะเริ่มยา ทำอย่างไรถึงจะพร้อม จะปฎิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์กระทันหันเพื่อให้ตัวเองมีความมั่นคงทางจิตใจอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ผู้ที่มาให้ความรู้เรื่องยาไม่เข้าใจมากไปกว่าตำราที่เขียนไว้ อาสาคนหนึ่งกล่าวว่า พวกผมรู้ลึกกว่า เข้าใจกว่าจนท.ยาอีกเพราะพวกผมเป็นผู้ปฏิบัติเอง กินเอง รับรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเอง แต่เขามักไม่ถาม ไม่ถามพวกผลก็ไม่ตอบ

อีกโจทย์หนึ่งคือการปรับทัศนคติของผู้ป่วยใหม่ เจ็ดรุ่นผ่านไปแล้ว ของทั้งหมด 20 รุ่น แต่ละรุ่นฉันต้องนำผู้ป่วยทำกิจกรรมจิตตปัญญา และการฝึกระลึกรู้ลมหายใจของตนเอง ในกระบวนการจิตตปัญญาได้ก่อให้เกิดการปรับทัศนคติ ของผู้ป่วยเอง มันก็มีทั้งยากง่ายในแต่ละบุคคล การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลทำให้ฉันทำงานอย่างมีความสุข อีกทั้งยังช่วยให้สมองคิดถึงการออกแบบกิจกรรมที่เน้นความแตกต่างระหว่างผู้ป่วย  นี่เป็นผลของการทำงานอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ปัญหาการทำงานร่วมกัน และความร่วมมือความจริงใจที่จะร่วมกันแก้ปัญหาการทำงานร่วมกันกับทีมงาน ที่สำคัญคือความรักของการเป็นผู้ให้ ทำให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ อีกทั้งความกล้าหาญที่จะทำงานที่    ผู้คนยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคผิดๆนั้นอีก  ก็เป็นสิ่งท้าทายความคิดความพยายามที่จะเดินหน้า ด้วยความรู้สึกเข้าใจ และมองเห็นความคิดภายในของผู้ป่วยแต่ละคนที่มาร่วมกิจกรรม และพบว่าสิ่งนั้นเองที่ทำลายศักยภาพ และความสุขของผู้ป่วยเอง

และในรุ่นที่ 7 นี้เองได้เกิดการตกผลึกทางความคิด จากการทำงานของทีมขึ้นมา อันนำไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพของผู้นำต่อไป

คิดทั้งที่ไม่รู้ว่าความคิดของพวกเราจะถูก เบรคลงหรือไม่อย่างไร

แต่ก็ไม่กังวลเพราะมันเป็นเพียงความคิดที่อาจปรับเปลี่ยนไปได้ทุกเวลา

สำคัญที่ใจเราคิดแล้วทำได้อย่างไร มีความสุข ความเข้าใจกับการทำงานมากน้อยเพียงไร  เรามีความสุขที่ได้เรียนรู้จากการทำงานเพื่องานแค่ไหน....จ๊ะเอี๊ยดดดดดดดดดดดดด

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)