อนุทิน #107353

เส้นทางชีวิตหญิงเก่ง “สิริภัทร กรัณกิติกร” พลิกชีวิตจากร้านขายผ้า สู่ธุรกิจทำไร่ปาล์มและ อสังหาฯ มูลค่านับพันๆ ล้าน

      คนเราจะรวยได้ต้องวิริยะ อุตสาหะ มุ่งมั่น ตั้งใจ ขยัน อดทน อดกลั่น  อดออม ขึ้นกับจังหวะและโอกาส คนรวยๆหลายคนไม่ได้เกิดมาในตระกูล    ที่ร่ำรวย แต่เพราะเขาสู้ และคอยหาโอกาส จังหวะที่เขาเรียกว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก
      หากพูดถึง  ห้างลินลี่  แทบจะไม่มีใคร ไม่รู้จัก เพราะห้างผ้าแห่งนี้ เกิดขึ้นมานานและเป็นเจ้าแรกๆที่  นำผ้าแฟชั่นมาขายที่หาดใหญ่เลยก็ว่าได้  เรามีโอกาสเข้าไปพูดคุยถึงการสร้างธุรกิจของ คุณสิริภัทร ลินลี่ กรัณกิติกร เจ้าของห้างลินลี่ ซึ่งวันนี้ได้ขยายไลน์ หันไปทำอสังหา ซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และยังมีบริษัทไร่ปาล์มกรัณกิติกร จำกัด ซึ่งปลูกปาล์มกว่า 2,500 ไร่ ที่สุราษฎร์ธานีเช่นกัน  นอกจากนี้  ยังมีที่ดินทำเลทองที่กำลังจะขึ้นโครงการ ทั้งที่หาดใหญ่ กระบี่ สตูล  สุราษฎร์ธานี
    แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เส้นทางไม่ได้โรยด้วย กลีบกุหลาบ คุณลินลี่เล่าให้ฟังว่าเธอเองเป็นคนหาดใหญ่ จบประถมศึกษาที่โรงเรียนกอบกาญจน์ ต่อมาก็ได้ศึกษาต่อมัธยมและปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฎ จ.สุราษฎร์ธานี  ในช่วงวัยเด็กนั้นครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวย มีพี่น้องด้วยกัน 5 คน แต่ด้วยความเป็นลูกผู้หญิงครอบครัวคนจีนไม่อยากได้ลูกผู้หญิงมาก ประกอบกับหมอดูเคยทำนายทายทักว่า ถ้าเด็กคนนี้ให้ผู้อื่นเลี้ยง ต่อไปภายหน้าเด็กผู้หญิงคนนี้ จะโชคดีมีบารมีและบุญวาสนา เพราะเธอเป็นลูกผู้หญิงคนที่ 3  คุณพ่อจึงได้ยกให้แม่นมไปเลี้ยง  ซึ่งแม่นมเองนั้นก็ได้นำเด็กผู้ชายมาเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรมแล้วคนหนึ่ง เมื่อเรามาอยู่ด้วย ท่านก็มีลูกชาย 1 หญิง 1
    คุณลินลี่ กล่าวว่า ในสมัยนั้น ที่บ้านคุณพ่อผู้ให้กำเนิด นั้นรับซื้อยางพารา เป็นยี่วปั้วรายแรกๆ ของหาดใหญ่ ซึ่งใครๆ ก็รู้จักร้านยางลิ่มหลีฮง ใต้สะพานลอยหาดใหญ่ แต่เมื่อตนเองถูกยกให้พ่อและแม่บุญธรรม ก็ต้องติดตามครอบครัวพ่อและแม่บุญธรรม ตอนที่อยู่หาดใหญ่ อายุยังน้อยมาก รู้แต่ว่าพ่อแม่ ลำบาก และต้องขายผักและผลไม้ ในหาดใหญ่ อยู่ได้ไม่นาน จึงย้ายไปอยู่ จ.ยะลา ตอนแรกๆ ก็ลำบาก อยู่ได้ไม่นานพ่อบุญธรรม ได้รับการแนะนำจากเพื่อนให้  ประกอบธุรกิจ ด้วยการปลูกส้มโชกุน บนเนื้อที่ 25 ไร่ ใน อ.ลำใหม่ จ.ยะลาทำได้ไม่นาน และมีอยู่ช่วงหนึ่งราคาตกต่ำมาก อีกทั้งถูกลักขโมย จนคุณพ่อต้องตัดสินใจขายสวน 

หลังจากนั้น โชคดีที่ได้รู้จักพ่อค้า ในปากคลองตลาดเขาค้าผักสด โดยการแนะนำของญาติที่กรุงเทพฯ คุณพ่อคุณแม่ก็ตัดสินใจขายส่งผักสด ทำให้ธุรกิจของคุณพ่อคุณแม่ใน จ.ยะลา ดีขึ้น และมีชื่อเสียง เพราะผักสดที่มาจากปากคลองตลาดเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ก็ได้เปิดร้านขายผลไม้และผักสดที่ตลาดใหม่ ถ.สิโรรส จ.ยะลา ชื่อร้านนายเจียง ขายส่งผักสดและผลไม้ซึ่งส่งมาจากปากคลองตลาด ส่งมาเป็นตู้รถไฟคอนเทเนอร์ให้ และถ้าเป็นฤดูผลไม้ต่างๆ ของภาคใต้เราจะต้องจัดส่งไปขายที่กรุงเทพ ปากคอลงตลาด แลกเปลี่ยนสินค้ากัน ในส่วนตัวเราช่วงปิดเทอมก็ไปช่วยงานคุณพ่อและคุณแม่บุญธรรม ที่ จ.ยะลา แต่ก็ช่วยได้ไม่นานนัก ต้องกลับมาเรียนหนังสือที่หาดใหญ่ต่อ ในความดูแลของคุณยาย จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา จึงได้ย้ายไปอยู่ยะลา กับคุณพ่อและคุณแม่บุญธรรม อยู่กันนาน 4 ปี

    คุณพ่อบุญธรรมเห็นว่าดิฉันเป็นคนมุ่งมั่นในการค้า และขยันจึงตัดสินใจซื้อบ้านให้ เพื่อทำธุรกิจที่ อ.หาดใหญ่  ในช่วงนั้น กำลังคิดตัดสินใจ จะทำธุรกิจอะไรดี  ระหว่างที่ตัดสินใจอยู่นั้น ก็ได้รับการแนะนำจากเพื่อนที่กรุงเทพฯ เป็นผู้จัดการร้านผ้า  ก.ไทยสวัสดิ์  เป็นร้านขายส่งผ้าต่างประเทศใน สำเพ็ง  แนะนำให้ขายผ้า พร้อมให้การสนับสนุนแนะนำ   และช่วยค้ำประกันให้ในระยะแรก ในช่วงนั้นดิฉันไม่มีเงินเลย เพราะทราบดีว่า การเปิดร้านผ้า จะต้องใช้เงินทุนมากมาย  เงินสดจริงๆ ที่เหลือก็มีแค่30,000 บาท     จะต้องใช้เครดิตคุณพ่อ และสถาบันการเงิน 

การตัดสินใจเปิดร้านขายผ้าในครั้งนั้นบังเอิญว่า ดิฉันเองมีรสนิยมการแต่งตัว เป็นทุนอยู่แล้ว และด้วยใจรักของสวยของงาม จึงเปิดร้านชื่อ “ห้างลินลี่โตร์” ตอนนั้นอายุประมาณ 22 ปีเห็นได้ ต้องตามสมัยให้ทันกับแฟชั่นใหม่ๆ ในแต่ละเดือน ต้องไปกรุงเทพฯ ซื้อผ้า โดยไปขออาศัยพักที่บ้านของพี่สาว สี่กั๊กพระยาศรี ร้านเพชรกิจเจริญ

    ช่วงแรกที่เปิดร้านขายผ้านั้น แค่คิดว่าถ้าเราได้วันละ 4 – 5 พันบาท เราก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว แต่เกินความคราดหมาย ได้ดีกว่าที่คิด บางวันขายดีมาก วันหนึ่งๆ สามารถขายได้เป็นเงินหมื่นๆ เกินความคาดหมาย และช่วงที่ทำโปรโมชั่นขายลดราคา ขายได้วันละเป็นแสน ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก จึงได้ขยายธุรกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 ห้องเป็น 2 ห้อง และเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ห้างลินลี่” จำหน่ายผ้าทุกชนิด รวมทั้งผ้าไหมไทย และผ้าลูกไม้จากนานาประเทศ
    ชื่อเสียงในด้านคุณภาพและความซื่อตรงของห้างลินลี่ กระจายไปทั่ว ทั้งใน        อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาและใกล้เคียง รวมทั้งชาวต่างประเทศ ทำให้ได้รับความนิยม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศมาเลเซีย ถ้ามีโอกาสมาหาดใหญ่ครั้งใด ก็จะแวะมาชมและซื้อผ้าที่   ห้างลินลี่ เป็นประจำ
    ปี พ.ศ.2522  คุณลินลี่บอกว่าก็เริ่มจะมองธุรกิจอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยง นอกเหนือจากการขายผ้าแล้ว วันหนึ่งชาวมาเลเซีย ซึ่งรู้จักกันโดยบังเอิญมาชวนปลูกปาล์ม เขาอธิบายว่าการปลูกปาล์มในประเทศไทยยังมีคนปลูกน้อย  ที่ดินก็ยังถูก เขาให้เราร่วมหุ้น   จึงตกลงกันว่า ให้ทางหุ้นส่วนมาเลเซียเป็นผู้บุกเบิกให้ นักธุรกิจท่านนี้ปลูกปาล์มอยู่แล้วที่มาเลเซีย เราก็เชื่อเขาและศรัทธาในตัวเขา จึงตัดสินใจเข้าหุ้นด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องปาล์มเลย ที่ดินที่ซื้อไว้ปลูกปาล์ม อยู่ในกิ่งอำเภอวิภาวดี สมัยนั้นเป็น อ.ตะกุกเหนือ  ยังไม่เจริญ ถนนหนทาง  เป็นถนนดินแดง  เป็นหลุมเป็นบ่อ รถจะข้ามสะพานแต่ละครั้งหวาดเสียวมาก เพราะใช้ต้นไม้มาวางเป็นสะพาน และต้องใช้ รถกระบะเท่านั้น ที่จะเดินทางและเข้าสวนได้ สภาพถนนแย่จริงๆ ตกเย็นก็ต้องรีบออกมาหาที่พักในเมืองสุราษฎร์ธานี ด้วยความกลัวไม่ปลอดภัย ต่อชีวิต และทรัพย์สิน  เพราะแถวนั้น เป็นพื้นที่สีชมพู ไม่ปลอดภัยมากๆ ใครๆก็ไม่อยากไป พูดถึงไปสวนปาล์มใครๆ ก็กลัว ไปครั้งเดียว ก็ไม่อยากไปแล้ว  เดินทางเข้าสวนใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าจะถึงสวน ต้องขับช้า ๆ เพราะหนทางไม่อำนวย      
      แต่ละครั้งที่เดินทางไปดูแลสวนปาล์ม ต้องไปพักโรงแรมในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี  ทำให้รับทราบถึงความต้องการของชาวสุราษฎร์ธานีว่าต้องการที่พักอาศัย จึงได้ตัดสินใจทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สุราษฎร์ธานี เป็นบ้านทาวเฮาส์ประมาณ 400 ยูนิต  ในขณะเดียวกันก็ดูแลสวนปาล์มไปด้วย  คุณลินลี่บอกว่า ธุรกิจสวนปาล์ม ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนและบริหารจัดการคอนข้างสูงมาก และต้องใช้บุคลากร และแรงงานจำนวนมาก ผลผลิตที่ดี ต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ที่เอื้ออำนวย ฝนต้องตก ดินต้องดี อากาศชื้น และยังต้องมีขั้นตอนการดูแล บริหารจัดการ การวิเคราะห์ และการใส่ปุ๋ยแต่ละสูตรปุ๋ยต้องถึง และต้องมีผู้จัดการ และทีมงาน ที่ติดตามและมีความรู้ในเรื่องปาล์ม ทำงานด้วยใจรัก ขยัน ซื่อสัตย์ 
      ในปี 2537-2538 ธุรกิจปาล์มนั้นแย่เอามากๆ          เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นวิกฤติของชีวิตเลยก็ว่าได้  ผลผลิตน้อยไม่คุ้มกับการลงทุน และเกิดสภาวะแห้งแล้ง เกิดเอลนิโญ่ ผลผลิตไม่มีลูกปาล์มฝ่อหมดปีนั้นขาดทุนหลายๆล้านบาท ทำให้หุ้นส่วนหมดกำลังใจในการทำธุรกิจปาล์มต่อไป  ต่างคนต่างก็อยากจะขายหุ้นของตัวเอง  เราเองก็พยายามจะบอกขายสวนปาล์มถึงขนาดบนบานศาลกล่าวขอให้ขายสวนปาล์มนี้ให้ได้ เพื่อให้ทุกคนได้เงินที่ลงทุนคืนไป ตอนนั้นอยากจะขายออกไป เพราะไม่อยากจะเป็นภาระเรื่องต่างๆ รวมทั้งเรื่องเงินธนาคาร  ซึ่งเป็นภาระของเราหมด แรกๆ ที่บอกขายมีคนสนใจจะซื้อหลายคน แต่ก็ไม่สำเร็จ  ใจจริงแล้วไม่อยากให้ทุกคนจะต้องขายหุ้น แต่ผลที่สุด ทุกคนอยากขาย ถ้าเราไม่ซื้อเขาสามารถนำหุ้นไปขายให้บุคคลอื่นได้ จนจำใจต้องซื้อหุ้น จากหุ้นส่วนทุกคน  โดยขอเงินสนับสนุน จากสถาบันการเงิน  มาซื้อหุ้นของหุ้นส่วนแต่ละท่าน   
      แม้จะขายไม่ได้ แต่ก็ได้พยายามอดทนดูแลสวนปาล์ม  เพราะเรามีธุรกิจอื่นๆ ที่พอจะมาช่วยชดเชย จนกระทั่ง ปี 2545 ผลผลิตปาล์มดีขึ้นกลายเป็นกำไร อีกทั้งเราโชคดีที่ได้ผู้บริหาร และทีมงานที่ดี บางปีผลผลิตมาก แต่บางปี ก็น้อย ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ  ผลผลิตมาก วันนี้ธุรกิจปาล์มกลายเป็นธุรกิจสำคัญของและมั่นคงของครอบครัว 
      และณ วันนี้ ทำเลสวนปาล์มไม่เหมือนเมื่ออดีตแล้ว ที่ดินบริเวณดังกล่าวราคาแพง มีสิ่งอำนายความสะดวก มีสถานที่ราชการต่างๆ  โรงพยาบาล, ธนาคาร, ปั้มน้ำมัน, เซเว่น, ตลาด  และร้านค้ามากมาย 

คุณลินลี่บอกว่าธุรกิจสวนปาล์มไปได้ดีทำให้ต้องเดินทางมาสุราษฎร์บ่อย และการพักในเมืองทำให้ต้องเดินทางไกลอีกทั้ง บรรยากาศในสวย อากาศดี และยังมีทะเลหมอก จึงตัดสินใจสร้างบ้านพักตากอากาศบนเขาสูง เพื่อสะดวกต่อการทำงานในสวนปาล์ม โดยไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปพักในเมือง และยังมีโอกาสรับรองแขกผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ ใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนใจ ในยามที่เครียด และเหนื่อย นอกจากสวนปาล์มที่สุราษฎร์ธานี แล้วคุณลินลี่บอกว่าประสบการณ์ทำไร่ปาล์มก็ได้มาสร้างสวนปาล์มที่คลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลาอีกกว่า 2,000 ไร่ ทุกวันนี้ให้ลูกๆ ช่วยบริหารรวมทั้งสวนยางพาราอีก 200 ไร่ ที่กำลังให้ผลผลิต ซึ่งก็ถือเป็นอีกธุรกิจของครอบครัว

      คุณลินลี่ย้อนกลับไปที่เรื่องของธุรกิจอสังหาฯ ที่มีจุดเริ่มต้นที่จ.สุราษฎร์ธานี โครงการแรกคือบ้าน  “พลเกษม” ช่วงนั้นบ้านจัดสรร ที่ จ.สุราษฎร์ ยังเกิดขึ้นน้อยมาก ธุรกิจอสังหาฯ ไม่มีคู่แข่ง  จึงง่ายต่อการทำธุรกิจในด้านอสังหาฯ  และได้ผลกำไร จาก จ.สุราษฎร์ธานี มาต่อยอด  ธุรกิจอสังหาฯ       ถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา          ในโครงการลินลี่วิลล่า, ลินลี่โฮม, ลินลี่ซิตี้โฮม, และยังขยายไปสู่ จ. กระบี่ โครงการบ้านสวยลินลี่ และโครงการลินลี่วัลเล่ย์  เป็นโครงการบ้านเดี่ยว ที่ จ.กระบี่ และคาดว่าจะมีโครงการคอนโดมิเนียม ที่ อ.คลองม่วง จ.กระบี่ โดยได้ลูกสาวคนที่ 4 ซึ่ง จบจากสหรัฐอเมริกา  เป็นผู้บริหารอยู่ 
      จากประสบการณ์และผลสำเร็จของธุรกิจอสังหา คุณลินลี่ไม่หยุดที่จะคิดที่จะทำแม้วันนี้วัยจะเลย 60 ปีแล้วแต่เธอยังลุยไปข้างหน้า ล่าสุดตัดสินใจอีกครั้ง ด้วยแนวคิดแหวกแนวตลาดเพื่อสังคมคนรุ่นใหม่  แตกสไตล์ ทำธุรกิจคอนโดมิเนียมซึ่งได้มีลูกสาวจบจากประเทศอังกฤษ ทำคอนโดมิเนี่ยม ชื่อ “ดิ แอททรีบิวท์ คอนโดมิเนียม” ดูแลอยู่  กำลังจะเปิดเฟส 4 ในต้นปีหน้า และกำลังออกแบบใหม่เฟส 5 ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆนี้เช่นกัน ด้วยกระแสตลาดที่ตอบรับดีต่อเนื่อง 

และธุรกิจอสังหาฯในเครือบริษัทของคุณลินลี่ก็ไม่จบแค่นี้ เธอวางแผนจะ ขยายธุรกิจ บ้านเดี่ยวและคอนโด ติดถนนใหญ่ ปุณณกัณฑ์ และอีกแปลงอยู่ใกล้กับบิ๊กซีเอ็กซ์ตาร์ ซึ่งสามารถสร้างคอนโดมิเนียมได้อีก 3 เฟส คาดว่าจะขึ้นในอนาคต

    แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะดีวันดีคืน ธุรกิจปาล์มน้ำมันจะให้ผลตอบแทนสูงจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดโลก คุณลินลี่ บอกว่าธุรกิจห้างลินลี่ ซึ่งสร้างกับมือคุณลินลี่เอง ยังต้องทำต่อไป เพราะธุรกิจผ้าเป็นหนึ่งธุรกิจ ที่มีความสำคัญในครอบครัว ทำให้เรามีฐานะ และมีชื่อเสียงโด่งดัง  เป็นที่รู้จักของชาวหาดใหญ่จนทุกวันนี้  

ก่อนจากกันคุณลินลี่ได้ทิ้งแง่คิด หรือปรัชญาในการทำงานกับเราว่า
“คิดก่อนแล้วต้องตัดสินใจทันที และต้องรู้จังหวะของธุรกิจ จะรุกเมื่อไหร จะถอยเวลาใด คิดแล้วลงมือทำทันทีเมื่อมีโอกาส”

      ธุรกิจใดๆ จะสำเร็จได้ จะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นคนดีของสังคม และประเทศชาติ 

ด้านครอบครัวคุณลินลี่ มีบุตร 5 คนด้วยกัน คือ 1. น.ส.ชาณุกา กรัณกิติกร จบการศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย Certficate of Computing Coure ปัจจุบันดูแล บจก.เคโอนเนอร์ 2.นายโอภาส กรัณกิติกร ปริญญาเอก สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีครอบครัวแล้ว ดูแลสวนปาล์มที่ อ.คลองหอยโข่ง หาดใหญ่ บจก.เอสแอลซีปาล์ม 3.นายวิศาล กรัณกิติกร จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ ปัจจุบันดูแลกิจการสวนปาล์ม อ.คลองหอยโข่ง หาดใหญ่ และ โครงการจัดสรร บ้านเนินเขา ควนลัง ของบริษัทฯ ที่หุ้นอยู่ 4.น.ส.ดวงพร กรัณกิติกร ปริญญาโท กฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา ดูแลโครงการบ้านจัดสรร ที่ จ.กระบี่ บ้านสวยลินลี่, ลินลี่วัลเล่ย์ และมีโครงการจะขึ้นคอนโดมิเนียม ที่ อ.คลองม่วง จ.กระบี่ 5.น.ส.ดวงชนก กรัณกิติกร ปริญญาโท สถาปัตยกรรม จากประเทศอังกฤษ ปัจจุบันดูแลโครงการ ดิ แอททรีบิวท์ คอนโดมิเนียม ในเครือ บริษัท ลินลี่พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (1)

บันทึกดีๆเรื่องแบบนี้น่าเขียนเป็นบันทึกแบบมีคำสำคัญเก็บไว้นะคะ จะได้ง่ายต่อการค้นหาและเป็นประโยชน์ในวงกว้างในอนาคตด้วยนะคะ