อนุทิน #107317

                                      การทดสอบประสิทธิภาพสื่อและชุดการสอน 
                                         โดย  ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์
การทดสอบประสิทธิภาพสื่อและชุดการสอน ( Developmental testing , DT  ) เป็นการทดสอบพัฒนาการตามขั้นตอนเพื่อตรวจสอบคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบของต้นแบบชิ้นงาน  ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

Developmental testing   of  a prototype  =  การตรวจสอบพัฒนาการตามขั้นตอนต้นแบบชิ้นงาน
Developmental testing , DT  คือการนำสื่อหรือสื่อผสมที่จัดอยู่ในรูปชุดการสอนไปทดสอบด้วยกระบวนการ  2 ขั้นตอน
-  ขั้นการทดลองใช้เบื้องต้น  หรือ การทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น (  Tryout )
-  ขั้นทดสอบประสิทธิภาพจริง ( Trial  Run  )
    โดย  DT = Tryout ( การทดลองใช้เบื้องต้น ) +  Trial run  ( การทดลองใช้จริง )
วัตถุประสงค์  เพื่อหาคุณภาพสื่อในขั้นตอนที่กำหนดใน 3 ประเด็น
       1.  ทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
       2.  ทำให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนและทำแบบประเมินที่มีประสิทธิภาพ
       3.  ผู้เรียนกับผู้สอนมีความพึงพอใจในการเรียนจากสื่อหรือชุดการสอนในระดับมาก
สิ่งที่ต้องคำนึงคือ  แผนการสอนหรือแผนการจัดการเรียนรู้นำไปหาประสิทธิภาพโดยใช้ E1/E2  ไม่ได้
 Trial  Run  เป็นการนำต้นแบบชิ้นงานไปใช้ในสถานการณ์จริง สถานที่จริง  ในช่วงเวลาหนึ่งเช่น หนึ่งภาคเรียน
การทดสอบประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอน  มีความจำเป็นดังนี้
1.  เป็นการรับประกันสื่อหรือชุดการสอนว่า อยู่ในขั้นสูงเหมาะสมที่จะผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
2.  ผู้ใช้สื่อจะได้มั่นใจว่า  การสอนมีประสิทธิภาพในการทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จริง  ช่วยให้ครูได้ใช้สื่อตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
                                       

 

 ความหมายของเกณฑ์ ( Criterion )
เกณฑ์เป็นขีดกำหนดที่จะยอมรับว่า  สิ่งใดหรือพฤติกรรมใดมีคุณภาพหรือปริมาณที่จะรับได้
โดยทั่วไปมักใช้กับคำว่า มาตรฐาน ( Standard ) ซึ่งเป็นขีดต่ำสุดที่เราพอใจหรือขีดต่ำสุดที่จะทำให้สื่อหรือนวัตกรรมจะทำงานได้  ดังนั้นจึงมีคำว่า Standard  Criterion
ในการตั้งเกณฑ์ต้องตั้งไว้ครั้งแรกครั้งเดียว  เพื่อจะปรับปรุงคุณภาพให้ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้และเนื่องจากเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นเกณฑ์ต่ำสุด  ดังนั้นการทดสอบคุณภาพสิ่งใดหรือพฤติกรรมใดผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญ  ก็ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นได้
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทำได้ โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) กำหนด ค่าประสิทธิภาพเป็น
E1 =Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ)
และพฤติกรรมสุดท้าย (ผลลัพธ์) กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น
 E2 =Efficiency of Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์)
(Do the thing right=Efficiency)
(Do the right thing=Effectiveness)
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ
1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) คือประเมินผลต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียน เรียกว่า “กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม ได้แก่ การทำโครงการ หรือทำรายงานเป็นกลุ่ม และรายงานบุคคล ได้แก่งานที่มอบหมาย และกิจกรรมอื่นใดที่ผู้สอนกำหนดไว้
2. ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย (Terminal Behavior) คือประเมินผลลัพธ์ (Product) ของผู้เรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไล่
ประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนจะกำหนดเป็นเกณฑ์ ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปลี่ยน พฤติกรรมเป็นที่พึงพอใจ โดยกำหนดให้ผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงานและ การประกอบกิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมด          ต่อร้อยละของผลการประเมินหลังเรียนทั้งหมด
E1/E2 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์

ตัวอย่าง
80/80 หมายความว่าเมื่อเรียนจากสื่อหรือชุดการสอนแล้ว ผู้เรียนจะสามารถทำแบบฝึกปฏิบัติ หรืองานได้ผลเฉลี่ย 80% และประเมินหลังเรียนและงานสุดท้ายได้ผลเฉลี่ย 80%
การที่จะกำหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความพอใจโดยพิจารณาพิสัยการเรียนที่จำแนกเป็น
วิทยพิสัย (Cognitive Domain)
จิตพิสัย (Affective Domain)
ทักษพิสัย (Skill Domain)
วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ
วิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพ กระทำได้ 2 วิธี คือ โดยใช้สูตรและโดยการคำนวณธรรมดา
การตีความหมายผลการคำนวณค่า E1/E2
หลังจากคำนวณหาค่า E1 และ E2 ได้แล้ว ผู้หาประสิทธิภาพต้องตีความหมายของผลลัพธ์โดยยึดหลักการและแนวทางดังนี้  ความคลาดแคลื่อนของผลลัพธ์ ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือความแปรปรวนของผลลัพธ์ ได้ไม่เกิน .05 (ร้อยละ 5) จากช่วงต่ำไปสูง= ±2.5 นั่นคือผลลัพธ์ของค่า E1 หรือ E2 ที่ถือว่า เป็นไปตามเกณฑ์ มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่เกิน 2.5% และสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่เกิน 2.5%
หากคะแนน E1 หรือ E2 ห่างกันเกิน 5% แสดงว่า กิจกรรมที่ให้นักเรียนทำกับการสอบหลังเรียนไม่สมดุลกัน
เช่น ค่า E1 มากกว่า E2 แสดงว่า งานที่มอบหมายอาจจะง่ายกว่า การสอบ หรือ หากค่า E2 มากกว่าค่า E1 แสดงว่า การสอบยากกว่าหรือไม่สมดุลกับงานที่มอบหมายให้ทำ จำเป็นที่จะต้องปรับแก้
หากสื่อหรือชุดการสอนได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างดีมีคุณภาพ ค่า E1 และ E2 ที่คำนวณได้จากการทดสอบประสิทธิภาพ จะต้องใกล้เคียงกันและห่างกันไม่เกิน 5% ซึ่งเป็นตัวชี้ที่จะยืนยันได้ว่า นักเรียนได้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเนื่องตามลำดับขั้นหรือไม่ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนพฤติกรรมขั้นสุดท้าย หรืออีกนัยหนึ่งต้องประกันได้ว่านักเรียนมีความรู้จริง ไม่ใช่ทำกิจกรรมหรือทำสอบได้เพราะการเดา



ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ 1:1
ก. การทดลอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว (1:1) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คนทดลอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียน 1-3 คน โดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง และเด็กเก่ง ให้ดีขึ้นคะแนนที่ได้ในขั้นนี้จะประมาณ 50-60%
ระหว่างทดลอบประสิทธิภาพ 1:1 ให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่า หงุดหงิด ทำหน้าฉงน หรือทำท่าทางไม่เข้าใจหรือไม่ ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือกิจกรรมหรือภารกิจและงานที่มอบให้ทำและทดสอบหลังเรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น
S-Stand O-Ongoing
I-Inhale S-Smile SIFOS MOdel
F-Focus
ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ 1:10
ข. การทดลอบประสิทธิภาพแบบกลุ่ม (1 : 10) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คนทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียน 6 – 12 คน (คละผู้เรียนที่เก่ง ปานกลางกับอ่อน)
ระหว่างทดลอบประสิทธิภาพ 1:10 ให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่า หงุดหงิด ทำหน้าฉงน หรือทำท่าทางไม่เข้าใจหรือไม่
หลังจากทดลอบประสิทธิภาพให้ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือกิจกรรมหรือภารกิจและงานที่มอบให้ทำและประเมินผลลัพธ์คือการทดสอบหลังเรียนและงานสุดท้ายที่มอบให้นักเรียนทำส่งก่อนสอบประจำหน่วย
ให้นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ หากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้นคำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุง
ในคราวนี้คะแนนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์โดยเฉลี่ยจะห่างจากเกณฑ์ประมาณ 10% นั่นคือ E1/E2 ที่ได้จะมีค่าประมาณ 60-70%
ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ 1:100
ค. การทดลอบประสิทธิภาพภาคสนาม (1 : 100) เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คนทดลอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียนทั้งชั้น (30 คนขึ้นไป แต่ไม่ต่ำกว่า 15 คน)
ระหว่างทดลอบประสิทธิภาพ 1:100 ให้จับเวลาในการประกอบกิจกรรม สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่า หงุดหงิด ทำหน้าฉงน หรือทำท่าทางไม่เข้าใจหรือไม่
หลังจากทดลอบประสิทธิภาพภาคสนามแล้ว ให้ประเมินการเรียนจากกระบวนการ คือกิจกรรมหรือภารกิจและงานที่มอบให้ทำและทดสอบหลังเรียน นำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพ
หากไม่ถึงเกณฑ์ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระ กิจกรรมระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนให้ดีขึ้น แล้วนำไปทดลอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ำกับนักเรียนต่างกลุ่ม อาจทดลอบประสิทธิภาพ 2-3 ครั้ง จนได้ค่าประสิทธิภาพถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ปรกติไม่น่าจะทดลอบประสิทธิภาพเกณฑ์สามครั้ง ด้วยเหตุนี้ ขั้นทดลอบประสิทธิภาพ ภาคสนามจึงแทนด้วย 1:100
ปรกติให้ใช้กับผู้เรียน 30 คน แต่ในโรงเรียนขนาดเล็กอนุโลมให้ใช้กับนักเรียน 15 คนขึ้นไป
ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลอบประสิทธิภาพภาคสนามควรใกล้เคียงกัน เกณฑ์ที่ตั้งไว้ หากต่ำจาก เกณฑ์ไม่เกิน 2.5% ก็ให้ยอมรับว่า สื่อหรือชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
หากค่าที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์มากกว่า -2.5 ให้ปรับปรุงและทดลอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ำ จนกว่าจะถึงเกณฑ์ จะหยุดปรับปรุงแล้วสรุปว่า ชุดการสอนไม่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือจะลดเกณฑ์ลงเพราะ “ถอดใจ” หรือยอมแพ้ไม่ได้
หากสูงกว่าเกณฑ์ไม่เกิน +2.5 ก็ยอมรับว่า สื่อหรือชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
หากค่าที่ได้สูงกว่าเกณฑ์เกิน +2.5 ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น เช่น ตั้งไว้ 80/80 หาค่าได้ 83.40/86.25 ก็ให้ปรับขึ้นเป็น 85/85 หรือ หาค่าได้ 88.75/91.20 ก็ปรับเกณฑ์เป็น 90/90 ตามค่าประสิทธิภาพที่ทดลอบประสิทธิภาพได้
ตัวอย่าง เมื่อทดสอบหาประสิทธิภาพแล้วได้ 83.5/85.4 ก็แสดงว่าสื่อหรือชุดการสอนนั้นมีประสิทธิภาพ 83.5/85.4 ใกล้เคียงกับเกณฑ์ 85/85 ที่ตั้งไว้ แต่ ถ้าตั้งเกณฑ์ไว้ 75/75 เมื่อผลการทดลอบประสิทธิภาพเป็น 83.5/85.4 ก็ให้เลื่อนเกณฑ์ขึ้นมาเป็น 85/85

 

 

การประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ของ นางฉวีวรรณ กุดหอม
เลขประจำตัว 55421231125 สาขาวิจัยและพัฒนาการศึกษา

จากการได้ชมวีดีโอ  สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  โดยสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตรงตามหลักการวัดผลและประเมินผลและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้นอกจากนี้ยังได้เครื่องมือวัดที่มีประสิทธิภาพมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์กับผู้เรียน

เขียน:

ความเห็น (0)