อนุทิน #105827

ข่าว...ปรองดอง และ ทำความเข้าใจ กับคำว่า จำเลย สังคม

คำว่า " จำเลย สังคม " คือ ความพยายามของบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลที่จะนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ต้องการสื่อ...ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนรับรู้ และพยายามอย่างตั้งใจ ที่จะปกปิดในส่วนที่ไม่ตองการให้สาธารณชน... รับรู้ ก็เป็นเจตนาอยู่

ทั้งสองด้าน เมื่อสาธารณชนฉลาดรู้เท่าทันชัดแท้ว่า... มีผู้กระทำโดยเจตนาดังกล่าว ความรับรู้นั้น ยังผลให้คนดังกล่าว ที่ยังคงด้าน ชา ทำไม่รู้ ไม่ชี้... นั่นจึงคือ " จำเลย สังคม " โดยแท้ และนี่คือ ความหยาบคาย

บัดนี้ ทุกคนในสังคมที่เกาะติดข่าว ต่างได้รู้ชัดว่า... จำเลย สังคม คือใคร ? มีที่มา ที่ไป มีเบื้องหลังมาจากใคร ? โดยสาเหตุใด ?

จึงขอนำข้อคิดอันมาจากการรกระทำอันเป็นแบบอย่างที่ดี จาก มหาตะมะ คานธี (Mahatma Gandhi) มาสะท้อนสังคม

  • การมองดูเฉพาะโทษของผู้อื่นนั้น เลวร้ายกว่าการยกย่องตัวเอง
  • การยิ้มโดยมิได้เสแสร้ง หากด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว เป็นการพูดที่บังเกิดผลที่สุด และมีประสิทธิภาพมากกว่าคำพูดด้วยซ้ำไป
  • แม้ได้เปล่าก็ไม่ควรรับสิ่งที่ไม่ควรรับ

  • แม้งานจะบริสุทธิ์ แต่ถ้าเราทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็ย่อมจะหนีความยุ่งยากไปไม่พ้น

  • เมื่อเรารู้แล้วว่าทุกอย่างมีสองด้านให้เราดู เราก็ควรจะดูเฉพาะด้านที่ดีงามเท่านั้น
  • มนุษย์จะพบตนเองในเมื่อหมดอหังการ

  • ผู้ที่เสียสละแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เขาคือผู้ที่มิได้เสียสละอะไรเลย การเสียสละที่แท้จริงมีแต่จะทำให้เกิดความปิติและพาจิตใจไปสู่ที่สูง

  • ผู้ใดไม่สามารถปกครองตนเองได้ ผู้นั้นย่อมไม่สามารถปกครองผู้อื่นได้อย่างแท้จริง

  • ผู้ที่ไม่รู้จักระเบียบและไม่ปฏิบัติตามระเบียบ จะเป็นผู้รับใช้ประชาชนไม่ได้

  • ผู้ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้อื่น ย่อมได้ชื่อว่ามิได้ทำสิ่งไรโดยไร้คุณค่า
  • ผู้ใดที่ต้องการสร้างความพอใจให้แก่คนทุกคน ผู้นั้นย่อมจะสร้างความพอใจให้แก่ใครไม่ได้เลย

  • ผู้ใดที่คอยจับผิดคนอื่น ผู้นั้นย่อมจะไม่พบผิดของตนเอง

  • ผู้ใดที่กลัวคำตำหนิของมหาชน ผู้นั้นย่อมจะไม่มีวันทำงานสำคัญใดๆได้
  • คำพูดที่จริงนั้น แม้เพียงคำเดียวก็พอ แต่คำพูดที่ไม่จริง ถึงแม้จะมากมาย ก็เปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น

  • คนไม่มีอุดมการณ์เปรียบได้กับเรือไม่หางเสือ

  • ที่ใดมีศรัทธา ที่นั่นย่อมไม่มีความสิ้นหวัง
  • คนเราคิดอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

  • คนอ่อนแอไม่เคยให้อภัย การรู้จักให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนเข้มแข็ง

  • คนอื่นเท่านั้นดอกที่จะมองเห็นหลังของเราได้ ตัวเราเองย่อมมองไม่เห็น ฉันใด ความผิดของเราเอง เราก็ย่อมมองไม่เห็น ฉันนั้น
  • หากคนเราสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยจิตใจอันแน่วแน่ ในที่สุดเขาก็สามารถทำทุกอย่างได้

  • ความนุ่มนวลและความสุขุมเป็นสัญลักษณ์ที่แท้จริงของความสำเร็จในชีวิต

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (3)

ฤา ยุคนี้ ปุโรหิต ผู้มีนามว่า กัณฑหาลพราหมณ์ แห่งนครบุปผวดี กลับชาติ มาเกิด ณ เมืองไทย

ย้อน ไปถึง ณ ชาติที่ ๗ พระจันทกุมาร

เมื่อครั้งอดีตกาลนานมาแล้ว พระเจ้าเอกราชและพระนางโคตมีอัครมเหสีผู้ครองนครบุปผวดี ได้มีพระราชโอรสองค์หนึ่งนามว่า พระจันทกุมาร

ในพระราชสำนักนั้นมีปุโรหิตผู้หนึ่งนามว่า กัณฑหาลพราหมณ์ซึ่งเป็นคนโลภและไม่ซื่อสัตย์ภักดีต่อพระราชา

เมื่อกัณฑหาลพราหมณ์ได้รับมอบหมายให้พิพากษาพิจารณาคดีความต่างๆ พราหมณ์ผู้นี้ก็มักจะตัดสินอย่างไร้ความยุติธรรมและมักรับสินบนจากคนผิดเสมอจนผู้บริสุทธิ์ต้องพ่ายแพ้ความไปและได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอันมาก

วันหนึ่งผู้บริสุทธิ์ที่ถูกตัดสินให้แพ้ความได้เดินร้องไห้ออกจากท้องพระโรงไปนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่ข้างประตูวัง

ขณะนั้นพระจันทกุมารเสด็จผ่านมาจึงเข้าไปไถ่ถาม เมื่อทราบ

ความทั้งหมดจึงได้มีรับสั่งให้เปิดศาลพิจารณาคดีนั้นอีกครั้ง

กัณฑหาลพราหมณ์แม้จะมิพอใจแต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระราชโอรสได้ ในที่สุดพระจันทกุมารก็ได้ตัดสินความให้ผู้บริสุทธิ์นั้นมีชัยชนะในคดีนั้น และตัดสินให้ผู้ผิดเป็นฝ่ายแพ้

บรรดาชาวบ้านชาวเมืองก็พากันปิติยินดีมีขวัญกำลังใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าพระจันทกุมารราชโอรสทรงผดุงความเป็นธรรมแก่ราษฎร

พระเจ้าเอกราชเมื่อได้ทราบความว่าพระราชโอรสตัดสินคดีความอย่างยุติธรรมจนราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญกันไปทั่ว ก็ทรงรับสั่งให้พระ-จันทกุมารรับหน้าที่ผู้พิพากษาแทนปุโรหิตสืบต่อไป

วันหนึ่งพระเจ้าเอกราชทรงสุบินว่าได้ขึ้นไปเที่ยวชมสวรรค์บนชั้นดาวดึงส์ พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นทรัพย์สมบัติทิพย์ของพระอินทร์และปราสาทวิมานแก้วอันวิจิตรตระการตาทั้งปวงก็ยังเกิดความอยากได้อยากเสวยทิพยสมบัตินั้นบ้าง

เมื่อทรงนำเอาความฝันนี้ ไปหารือกับปุโรหิตกัณฑหาลในวันรุ่งขื้น พราหมณ์เฒ่าเจ้าเล่ห์จึงทูลว่า

“พระองค์จะได้เสวยทิพยสมบัติเหล่านั้นพระเจ้าข้า แต่ว่าจะต้องนำ “ของอันเป็นที่รัก” ทำพิธีบูชายัญเสียให้หมด”

พระราชาสดับฟังดังนั้นก็ตรัสถามว่า

“ของอันเป็นที่รักคือสิ่งใดหรือ”

กัณฑหาลพราหมณ์จึงทูลว่า

“ของอันเป็นที่รักก็คือม้าแก้ว ช้างแก้ว นางแก้ว พระราชโอรส และพระราชธิดา พระเจ้าข้า”

พระเจ้าเอกราชได้ฟังก็ทรงนิ่งอึ้งไป แต่ปุโรหิตก็รีบทูลยุยงให้พระองค์ยอมตัดพระทัยจากของอันเป็นที่รักเหล่านั้น เพื่อจะได้เสวยทิพยสมบัติอย่างพระอินทร์ในเร็ววัน

บรรดาชาวเมืองต่างก็พากันเสียขวัญและพิศวงงงงวยยิ่งนัก ที่จู่ๆ พระราชาจะจัดพิธีบูชายัญที่นอกนครโดยใช้เลือดของผู้เป็นที่รักสังเวยเทพยดา

พระอัครมเหสีโคตมีพยายามทูลขอร้องวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรแต่ก็มิสามารถทัดทานหรือเปลี่ยนพระทัยพระสวามีได้

ในพิธีนั้นกัณฑหาลพราหมณ์ได้เตรียมม้าแก้ว ช้างแก้ว นางแก้วคือพระมเหสี พระราชธิดาและพระราชโอรสมาที่ปะรำพิธีตั้งแต่รุ่งเช้า

ซึ่งผู้ที่จะต้องสังเวยชีวิตเป็นบุคคลแรกนั้นก็คือพระจันทกุมารนั่นเอง

พระจันทกุมารราชโอรสได้กราบทูลพระราชบิดาว่า“เสด็จพ่อพระเจ้าข้า กัณฑหาลพราหมณ์นั้นเป็นคนชั่ว ชอบใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงราษฎร ด้วยความแค้นเคืองหม่อมฉันจึงได้คิดฆ่าเอาเช่นนี้ หากการบูชายัญจะทำให้ได้สมบัติทิพย์ ไฉนปุโรหิตไม่ฆ่าลูกเมียของตนบ้างเล่าขอให้เสด็จพ่อทรงใคร่ครวญด้วย หากประสงค์จะฆ่าเพื่อเอาสมบัติที่อยู่ก็ขอให้ฆ่าหม่อมฉันคนเดียวเถิด”

พระเจ้าเอกราชกำลังตกอยู่ในความมัวเมาลุ่มหลงในทิพยสมบัติด้วยกิเลสและความโลภ จึงมิทรงฟังคำของพระราชโอรสแม้แต่น้อยกลับยิ่งทรงเร่งให้ปุโรหิตคนชั่วเริ่มพิธีโดยเร็ว

ครั้นเมื่อพระจันทกุมารถูกนำมายังปากหลุมแล้วนั้น ฝ่ายพระจันทาเทวีชายาของพระจันทกุมารก็ร่ำไห้ตั้งจิตอธิษฐานบนบานต่อเทพยดาทั้งปวงว่า

“ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวงจงช่วยพระสวามีของลูกด้วยเถิด พระจันทกุมารนั้นเป็นคนดี ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม แต่พราหมณ์กัณฑหาลนั้นเป็นคนชั่ว คิดมุ่งร้ายต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ขอให้เทพยดาอารักษ์ช่วยคุ้มครองพระจันทกุมารด้วยเถิดอย่าให้ต้องตายด้วยน้ำมือของคนพาลเลย”

ด้วยแรงอธิษฐานนั้น พระอินทร์จึงทรงร้อนอาสน์ และรีบส่องทิพยเนตร เล็งดู เมื่อรู้ความเป็นไปทั้งหมดก็จึง เสด็จลงจากดาวดึงส์ สำแดงอิทธิฤทธิ์ เหาะเหินมาปรากฏกายเหนือปะรำพิธีเป็นที่ แตกตื่นแก่ผู้ได้พบเห็นยิ่งนัก

“ชิชะ เจ้าเอกราชผู้โง่เขลา”พระอินทร์ทรงชี้หน้าพระราชาอย่างพิโรธ พร้อมกับกวัดแกว่งฆ้อนเหล็กที่ลุกเป็นไฟอย่าง น่าสะพรึงกลัวเป็นยิ่งนัก “เจ้านี่หรือบังอาจใคร่จะได้สมบัติที่อยู่ของข้าจนถึงกับลงมือฆ่าแกงลูกเมียของตัวเอง เจ้าช่างเป็นกษัตริย์ที่ชั่วช้าไร้คุณธรรมนัก จิตใจลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสอย่างน่าสังเวชที่สุด สมควรนักแล้วที่ข้าจะฆ่าเจ้าเสียให้ตายในบัดนี้”

ตรัสด้วยสุรเสียงอันกึกก้องกังวานไปในเวหา แล้วพระอินทร์ก็ทรงฟาดฆ้อนไฟใส่ฉัตรธงและปะรำพิธีจนหักพังราบเป็นหน้ากลอง

บรรดาชาวบ้านชาวเมืองเมื่อหายตกตะลึงแล้วจึงกรูกันเข้าจับตัวปุโรหิตมารุมประชาทัณฑ์จนตายในที่นั้นเอง

พระจันทกุมารจึงทรงเข้าห้ามปรามไว้ มิให้เอาชีวิตพระราชบิดาแต่ราษฎรก็ขอให้เนรเทศพระเจ้าเอกราชออกไปจากพระนครเลย ให้ไปอยู่ในหมู่บ้านจัณฑาลที่ทุรกันดารในแดนไกล

เมื่อพระอินทร์เสด็จกลับขึ้นสวรรค์แล้ว เหล่าเสนาอำมาตย์และข้าราชบริพารทั้งปวงก็พร้อมใจกันอัญเชิญเสด็จพระจันทกุมารขึ้นครองราชบัลลังก์สืบต่อไป

เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งบุปผวดีนครแล้ว พระจันทกุมารก็ยังทรงเสด็จไปเยี่ยมเยือนพระราชบิดาอยู่เนืองๆ

พระองค์ทรงเป็นพระราชาผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงเป็นที่รักของไพร่ฟ้าปวงชนทั่วไปและทรงเจริญพระชนมายุยืนยาวด้วยบุญญาภินิหารโดยแท้

ขอบ่นอีกหน่อย

เรื่อง ความปรองดอง ที่มาแรงในระยะนี้ พิเคราะห์โดยแท้แล้ว ก็คือ ปรากฏการณ์ที่ค้านมโนธรรม...แม้แต่ในใจของผู้เป็นจำเลยสังคม ณ บัดนี้เอง ที่กระทำ

ส่วนตัว เชื่อโดยสุจริตใจว่า...บุคคลไม่ว่าจะทำอะไร ทำหน้าที่ใด ขอเพียงอย่าให้ค้านกับมโนธรรมของตน..ในสิ่งที่ตนรับผิดชอบ ตามหน้าที่ และต้องพากเพียรฟันฝ่าอุปสรรค ทุ่มเท...เพื่องาน อันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ประเทศชาติ

อีกทั้งบุคคลรอบข้างที่ให้กำลังใจ สนับสนุนบุคคลนั้นให้สามารถเติบกล้า ฯลฯ บรรดาคนเหล่านี้ก็จะมีส่วนช่วยหล่อหลอมและมีอิทธิพลต่อเขา โดย เริ่มจากบุคคลในครอบครัว เป็นต้น

โดยถ้าบุคคลรอบข้าง มีคุณธรรม ก็ยิ่งจะทำให้บุคคลนั้น ผลิตเนื้องานออกมาได้อย่างทรงพลังเกื้อกว้างได้มาก แต่หากไม่ใช่...ก็จะคือ การพิสูจน์คุณภาพคุณธรรมในบุคคลดังกล่าวนี้ ที่บริหารจัดการงานแผ่นดิน ตามหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระดับ ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ว่า...จะสามารถในภายในอย่างมีคุณภาพ...โดยแท้หรือไม่....ซึ่งก็จะคือการพิสูจน์

จึงขอให้ผู้กล้าทั้งหลาย...ตั้งสติ เพิ่มสัมมาแห่งใจ แล้วฝ่าฟันอุปสรรคอย่างตรงไปตรงมา ฝ่าด่านกำแพงเงินตรา ด่านอำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข...ที่จะถาโถมมาเป็นเครื่องล่อ...

จากผู้ที่มีจิตใจใฝ่ต่ำทางจิตใจที่จ้องขุดหลุมพรางดักไว้ลวงให้ไปเป็นเครื่องมือสั่งสมความโลภของเขาได้ อย่างปลอดภัย

กึ่งพุทธกาลผ่านแล้ว แน่นอนว่า ความแข็งแกร่งแห่งมโนธรรมลดลงมาอย่างรวดเร็ว การแก่งแย่ง การริษยา อาฆาต ความหลงติดอย่างชนิดหน้ามืดตามัวต่อการเสพโลกธรรม จนลืมตาย ไม่สนใจว่า เพียงเพื่อการจะได้มานั้นน่ะ... มันผิดเต็ม ๆ หรือ ได้มาโดยชอบธรรม...

เส้นทางโมหะชน...ก่อนขย้ำ หากกฏแห่งกรรม จักทำให้..ขมำหงาย

แผนโมหะลดเครดิด ทุกสถาบัน เฉือนหั่นทำลาย "บัง" ดวงตาปัญญาทหารชรา บทสุดท้าย เด่นชัดเจน

แผนปรองดอง หากตอบตรงสมชายชาตรี จักก้าวพ้น แผนปรองดองที่ได้ผล ด้วยทหารขลาดศพเน่าเหม็น

ภาระกิจ ทำลายเครดิด สำเร็จ ทุกประเด็น เหลือเพียงเส้นทางขับเคลื่อน ให้เหมือนใจ

หากอุทธัจจะในใจ รู้..กลุ่มใหญ่... รู้... ด้วยเฝ้าดู เงาหัวอยู่ อย่างรู้ใส้ หมายผู้จริงจังต่อแผ่นดิน เช่น ชาว พธม. ไร้พลัง ไซร๊.. จักต้องสร้างความชอบธรรม ช่วย วีระ-ราตรี สำเร็จได้ จักบีฑาไม่ช้าแท้