อนุทิน #101106

              พอดีช่วงนี้ได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมเล่มหนึ่ง ซึ่งตอนหนึ่งท่านกล่าวถึงการขึ้นไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ การถอดจิตออกจากร่างและเรื่องญาณต่างๆ ผมเองก็รู้สึกสนใจเพราะเป็นสิ่งลี้ลับที่เชื่อว่าใครๆก็อยากรู้ว่ามีจริงไหม มีชาติหน้า ชาตินี้ ชาติไหนยังไง

ผมก็เชื่อว่าระดับพระครูบาอาจารย์ ท่านคงไม่สามารถมุสา หลอกลวงประชาชน ถึงเรื่องนรกสวรรค์ โดยส่วนตัวก็เชื่อว่ามีจริง (แต่ก็ยังไม่เคยพบเจอกับตนเอง)

              แต่อย่างไรก็ดีผมก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของท่านพุทธทาส ซึ่งท่านก็กล่าวไว้ชัดเจนในเรื่องของปัญญา ซึ่งพอจะสรุปด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของผมได้ดังนี้
              ท่านไม่ได้กล่าวว่าไม่มีนรก ไม่สวรรค์ หรือไม่ได้กล่าวว่ามีนรกหรือมีสวรรค์

แต่ท่านต้องการจะสอนปุถุชน คนธรรมดาให้เข้าใจถึงธรรมและถึงหลักการของพุทธศาสนา ว่าเป็นศาสนาที่มีเหตุผลต้องพิสูจน์ได้ และผลของธรรมะนั้นต้องได้ผลเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ไม่ใช่ไปหวังสวรรค์วิมาณอะไร ซึ่งแก่นของศาสนาก็คือการชำระล้างจิตใจให้ผ่องใส

              แต่อย่างไรก็ดี ผมก็คิดเอาเองว่าเรื่องเหล่านี้ก็เป็นส่วนประกอบของศาสนาที่ทำให้มีคนบอกเล่าศาสนาให้ไปได้ไกล และมีอายุยืนนานถึง 5000 ปี ดังที่เราเชื่อกัน เปรียบเสมือนถ้าจะให้เด็กทานยาขมข้างนอกก็ต้องเคลือบน้ำหวานไว้ ซึ่งเด็กๆก็ต้องชอบน้ำหวานเป็นธรรมดา แต่ถ้าเด็กๆคนไหนชอบและสนใจเฉพาะรสน้ำหวานนั้น ยาขมก็คงไม่สามารถออกฤิทธิ์ได้
              ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความโลภกันมาก แต่ก็โทษใครไม่ได้ ก็เนื่องจากสังคมสมัยนี้เป็นสังคมทุนนิยมบูชาคนที่เงินทอง ลาภยศ สรรเสิญ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องอนิจจังทั้งสิ้น และก็มีตัวอย่างความอนิจจังของสิ่งเหล่านี้ให้เห็นกันเกลื่อน เห็นกันทุกซอย ทุกช่อง ทุกบ้าน ทุกประเทศกันเลย ผู้ที่ทำบุญก็มากที่ทำเพราะอยากได้ลาภ ทำแล้วก็ซื้อลอตเตอรี่ซักหน่อย ขอให้เกิดชาติหน้ารวยๆบ้างก็เยอะ แต่พอเห็นเรื่องเหล่าก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาสาธุ ถ้าเด็กจะทานยาขมเพราะชอบน้ำตาลที่เคลือบผมก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร กลับยินดีที่ยังไงก็เป็นกระบวนการที่ทำให้พุทธศาสนาสืบต่อไปอยู่ดี
              ส่วนตัวผมเองก็เชื่อว่าสวรรค์วิมาณมีจริง แต่ก็คิดพิจารณาว่าเป็นอนิจจัง เราขึ้นสวรรค์ได้ก็ตกสวรรค์ได้เช่นกัน หากเราต้องการทำบุญเพื่อหวังสวรรค์วิมาณก็เหมือนการลงทุนในทางโลกเพื่อหวังผลกำไร ซึ่งในสุดท้ายก็มีความเสี่ยงอยู่ดี เพราะการเพลิดเพลินไปกับความสุขที่มีสภาพพังได้ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมปราถนา
             สุดท้ายของการบันทึกครั้งนี้ ก็ไม่ได้จะขออะไรใคร ขอแค่ทุกท่านที่มีโอกาสได้อ่านอนุทินได้หาโอกาส ไปทานยาขมดูสักหน่อยว่าฤิทธิ์ของมันจะเป็นอย่างไร

ขอให้เจริญสติกันทั่วกันครับ

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (1)

ทำไมหน้าบันทึก แปลกๆไปค่ะ:)