ความเห็น 935479

นิพพานสูญหรือไม่สูญ ?

เขียนเมื่อ 

ข้อ ๒. การมีสุขในพระนิพพานเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง

คำตอบสำหรับข้อนี้มีว่า ความเข้าใจว่าความสุขเป็นกิเลสนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความรู้ของเราเองใน เรื่องความสุขมีน้อยเกินไป จึงเหมาเอาเองว่าความสุขจะต้องเป็นกิเลสทั้งนั้น

คำว่ากิเลสแปลว่าเครื่องเศร้าหมอง และสำหรับคนทั่วๆ ไปนั้นมักจะทำความพยายามหาอะไรต่ออะไรมาให้ตัวเอง เมื่อได้มาก็เกิดเป็นความสุข แต่จะมีใครคิดถึงความสุขอีกอย่างหนึ่งหรือไม่ว่า การเสียสละออกไปก็ทำให้เกิดความสุขได้ เช่น เราได้ช่วยให้ผู้อื่นคลายความทุกข์ได้ ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราให้เงินขอทานแล้วเขาดีใจจนน้ำตาไหลว่าวันนี้เขารอดตายแล้ว เราก็ย่อมเกิดความสุข หรือการมีอารมณ์สงบ สบาย ชุ่มชื่น สงัด ร่มเย็น เช่นนี้ก็มีความสุขได้โดยไม่ต้องไขว่คว้าอะไรเข้าบำรุงตัวเลย ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าหากใคร่ครวญกันให้ถี่ ถ้วนจริงๆ ในเรื่องความสุขแล้ว ความสุขจะมีได้หลายอย่างต่างๆ กัน

เรื่องนี้ คนในสมัยโบราณที่เราคิดว่า โง่ จนต้องเขียนเรื่องสวรรค์ – นรก มาหลอกให้กลัวนั้นท่านได้คิดกันมาแล้ว

เล่ม ๒๐ หน้า ๙๐ (พระพุทธดำรัส)

“ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สุขของคฤหัสถ์ ๑ สุขเกิดแต่บรรพชา ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้แล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่บรรพชาเป็นเลิศ”

ต่อไป ท่านยังมีจำแนกไว้อีกหลายคู่ ดังจะแสดงโดยย่อต่อไปนี้ (อย่างหลังเป็นเลิศทุกข้อ)

- กามสุข ๑ เนกขัมมสุข ๑

- สุขเจือกิเลส ๑ สุขไม่เจือกิเลส ๑

- สุขมีอาสวะ ๑ สุขไม่มีอาสวะ ๑

- สุขอิงอามิส ๑ สุขไม่อิงอามิส ๑

- สุขของปุถุชน ๑ สุขของพระอริยเจ้า ๑

- กายิกสุข ๑ เจตสิกสุข ๑

- สุขอันเกิดแต่ฌานที่ยังมีปีติ ๑ สุขอันเกิดแต่ฌานที่ไม่มีปีติ ๑

- สุขเกิดแต่ความยินดี ๑ สุขเกิดแต่ความวางเฉย ๑

- สุขที่ไม่ถึงสมาธิ ๑ สุขที่ถึงสมาธิ ๑

- สุขเกิดแต่ฌานที่มีปีติเป็นอารมณ์ ๑ สุขเกิดแต่ฌานไม่มีปีติเป็นอารมณ์ ๑

- สุขที่มีความยินดีเป็นอารมณ์ ๑ สุขที่มีความวางเฉยเป็นอารมณ์ ๑

- สุขที่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑

เพียงแค่นี้ เราจะเห็นได้ว่าตัวเราเองนั่นแหละที่มีความรู้ในเรื่อง “สุข” ไม่เพียงพอ จึงเหมาเอาอย่างรวม ๆ ว่า ขึ้นชื่อว่าสุขแล้วย่อมเป็นกิเลสทั้งหมด ความจริงความสุขอย่างที่เราเข้าใจว่าเป็นกิเลสนั้น ก็คือที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “กามสุข” นั่นเอง เรามักจะไม่เข้าใจถึงความสุขอย่างอื่น เข้าใจเอาว่ามีแต่กามสุขอย่างเดียว

ความสุขในฌาณ คือสมาบัติ ๘ และสัญญาเวทยิตนิโรธ ที่ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า เป็นความสุขของพระนิพพานโดยปริยายนั่นเอง สุขเช่นนี้คนที่ไม่เคยปฏิบัติ หรือปฏิบัติอธิจิตในไตรสิกขาแต่ยังไม่ได้ผล จะไม่มีทางเข้าใจได้ตรงกับที่ตรัสไว้อย่างสม่ำเสมอว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าปฏิบัติแล้วจึงจะเข้าใจได้ เช่นเดียวกับคนทั่วไปกำลังปฏิบัติในการสัมผัสกามสุข ย่อมเข้าใจได้ว่ากามสุขนั้นสุขอย่างไร

เล่ม ๑๓ หน้า ๑๖๔ ทรงกล่าวกับท่านอุทายีว่า

“ดูกร อุทายี กามคุณ ๕ เหล่านี้ กามคุณ ๕ เป็นไฉน คือ รูป เสียง.....โผฏฐัพพะอันพึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่สัตว์ปรารถนารักใคร่ ชอบใจ เป็นสิ่งน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด กามคุณห้านี้แล อุทายี ความสุขโสมนัสที่เกิดเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ เรากล่าวว่ากามสุข ความสุขไม่สะอาด ความสุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะอันบุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรให้เกิดมี ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัว แต่สุขนั้น

“ดูกร อุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาณ.....(ถึงจตุตถฌาณ).....ฌาณทั้ง ๔ นี้ เรากล่าวว่า ความสุขเกิดแต่การออกจากกาม ความสุขเกิดแต่ความสงัด ความสุขเกิดแต่ความสัมโพธิ อันบุคคลควรเสพ ควรให้เกิดมี ควรทำให้มาก ไม่ควรกลัวแต่ความสุขนั้น ดังนี้” ในอันดับต่อไปตรัสว่า อย่าอาลัยในฌาณ ๔ ให้ก้าวขึ้นไปถึงอรูปฌาณ ๔ และสัญญาเวทยิตนิโรธ

ก็เป็นอันแจ่มแจ้งว่า ความสุขมี ๒ ประเภท ความสุขในกามคุณ ๕ เรียกว่า กามสุขเราเข้าใจ และรู้ว่าเป็นกิเลส แต่เมื่อท่านกล่าวถึงสุขในนิพพาน เราก็เอากามสุขนี้เข้าไปจับ จึงสรุปว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเป็นกิเลส ซึ่งความจริงแล้วสุขในนิพพานคือสุขจากการทิ้งกามคุณ ๕ ทิ้งกิเลส สุขชนิดนี้ปุถุชน โดยเฉพาะพวกนักปริยัติคืออ่านแต่ตำราไม่ปฏิบัติอธิจิตให้เกิดญาณทัสสนะเสียก่อน แล้วความเข้าใจแจ่มแจ้งก็ไม่เกิด เกิดทัสสนะอันน่าเกลียดว่าตนเองถูก พระพุทธเจ้า(ในพระไตรปิฎก)ผิด