ความเห็น 874167

ยุคมืดพระพุทธศาสนาในอินเดีย

ปราชญ์ขยะ
เขียนเมื่อ 

วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย

สาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดียนั้น มีหลายท่านได้ตั้งข้อสงสัย ว่าทั้ง ๆ ที่อินเดียเป็นแดนเกิดของพระพุทธศาสนา ทำไมพระพุทธศาสนาจึงได้ได้เสื่อมไปจากประเทศอินเดีย ปัญหานี้มีคนสงสัยกันมาก แต่ก็มีน้อยคนที่ได้สนใจในปัญหานี้กันอย่างแท้จริง และก็มีจำนวนมากที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงสมควรที่จะค้นหาและวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ในเรื่องนี้ ซึ่งพอจะกล่าวโดยย่อได้ดังนี้

เหตุภายใน

1. ความเสื่อมศีลธรรมของพุทธบริษัท หมายถึงผู้ที่นับถือพุทธศาสนาเองทั้งภิกษุและฆราวาสไม่สนใจต่อการประพฤติธรรมเหินห่างจากศีลธรรม มีหลักฐานปรากฏว่า “พระไม่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย อยู่อย่างเกียจคร้าน อยู่อย่างไร้ค่า ใช้ชีวิตอย่างชาวโลก ชอบเที่ยวเตร่หาความแพลิดเพลิน แม้จะห่มผ้ากาสาวพัตร์ แต่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลี้ยงปศุสัตว์ และมีเมีย มีลูก”

เหตุการณ์ที่กล่าวนี้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 12 ตามบันทึกของท่านสมณะเฮี้ยนจัง (พระถังซัมจั๋ง)ถอยหลังไปอีก 2 ศตวรรษ คือพุทธศตวรรษที่ 10 มีบันทึกหลักฐานตามประวัติศาสตร์ของแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ว่า“ครึ่งหนึ่งของวัดบางวัดในแคว้นแคชเมียร์ จัดให้เป็นที่อยู่ของพระที่มีความประพฤติดีและไม่มีเมีย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของวัดจัดให้เป็นที่อยู่ของพระที่มีลูกเมียและมีทรัพย์สมบัติมาก”

ในต้นพุทธศตวรรษที่ 13 ท่านสมณะอีจิง ภิกษุชาวจีนที่ไปสืบศาสนาในอินเดีย และใช้เวลาอยู่ในอินเดียนานถึง 25 ปี ได้บันทึกไว้ว่า “วัดส่วนมากในอินเดียทำไร่ เลี้ยงวัวมีคนรับใช้ในวัด บางวัดก็ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมแบ่งผลผลิตให้ใคร เป็นการไม่สมควรที่วัดจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย มียุ้งฉางเต็มไปด้วยข้าวเปลือก (เก็บไว้จนเสีย) มีคนใช้ชายหญิงมีเงินทองและทรัพย์สมบัติที่เก็บไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์” รวมความว่าพระภิกษุในอินเดียเวลานั้นไม่อยู่ในศีลในธรรม ฆราวาสทั่วไปก็เป็นเช่นเดียวกัน

2. การแตกแยกนิกาย และการขัดแย้งกันในเรื่องลัทธินิกาย ได้แตกแยกออกเป็น 18 นิกาย มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 2 นิกายเหล่านี้ต่างทะเลาะวิวาทกันด้วยทิฏฐิที่แต่ละนิกายยึดถืออยู่ ไม่กลมเกลียวสามัคคีกัน นำมาซึ่งความเสื่อมแก่หมู่คณะเปิดทางให้ผู้มุ่งร้ายทำลายได้โดยง่าย

ความแตกสามัคคี ไม่มีความปรองดองกัน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเป็นใหญ่ หลงใหลในลาภยศสักการะ ไม่ประพฤติตามพระธรรมวินัย ติดอยู่ในพิธีกรรมมากกว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม เปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสอนอันดั้งเดิม เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดสัทธรรมปฏิรูป ซึ่งได้เกิดขึ้นแม้แต่สมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ เช่น เรื่องการแตกสามัคคีของพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี และพระเทวทัตต์ เป็นต้น และได้มีสืบต่อ ๆ กันมา ไม่ขาดระยะ นับว่าเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งในวงการของพระพุทธศาสนาอันเป็นเหตุให้ศาสนาอื่น ๆ ฉวยโอกาสโจมตีได้

3. คำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ทวนกระแส คือตรงดิ่งสู่ความเป็นจริง เป็นการฝืนใจคน ต้องดึงคนเข้าหาหลัก มิใช่ดึงหลักเข้าหาคน ไม่บัญญัติหรือสอนไปตามความชอบพอของคนบางคนแต่สอนไปตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ผู้มักง่ายเกิดความเอือมระอา พากันไปหาคำสอนที่ถูกกับอัธยาศัยของเขา

4. หลักคำสอนเกี่ยวกับการปฏิเสธวรรณะของพระพุทธศาสนา ทำให้ขัดต่อความคิดเห็นของคนชั้นสูงและคนชั้นต่ำ ผู้ยึดมั่นอยู่ในลัทธิประเพณี พวกคนชั้นสูงก็ไม่อยากให้มีการเลิกการถือชั้นวรรณะ คนชั้นต่ำก็ไม่ต้องการให้ล้มเลิกลัทธิประเพณีของเขา คนชั้นต่ำไม่ได้นับถือศาสนาด้วยปัญญา แต่นับถือด้วยการยึดมั่นอยู่ในพิธีกรรม จึงทำให้เป็นการขัดต่อความเชื่อถือของเขา พระพุทธศาสนาจึงเหมาะสมกับคนชั้นกลางมากกว่าชนชั้นอื่น ๆ (หมายถึงชาวอินเดีย)

5. เพราะพระพุทธศาสนารับเอาลัทธิตันตระของฮินดูมาปฏิบัติ ซึ่งเป็นการขัดต่อคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธศาสนา