ความเห็น 874163

ยุคมืดพระพุทธศาสนาในอินเดีย

เขียนเมื่อ 

พุทธศักราช 1300 - 1500 ปี

เมื่อประมาณ พ.ศ. 1300 ปี มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ สังกราจารย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์และนักสอนศาสนาคนสำคัญของฮินดู ได้ประกาศศาสนาฮินดูอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านผู้นี้ได้เอาหลักปรัชญาของศาสนาต่าง ๆ ในอินเดีย รวมทั้งของพระพุทธศาสนาด้วย เข้าผสมผสานกัน แล้วได้ยกเอาพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง คือ ปางที่ 9 แล้วกล่าวอ้างว่า พระพุทธศาสนากับศาสนาฮินดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ครั้งนี้ ศาสนาพุทธถูกศาสนาพราหมณ์กลืนเสียสนิท ประชาชนได้หันไปนับถือศาสนาฮินดูมากขึ้นตามลำดับ จนลืมพระพุทธศาสนา

ท่านสังกราจารย์ ผู้นี้ได้เดินทางเข้าไปประกาศศาสนาในประเทศเนปาลด้วย และได้ทำให้พระพุทธศาสนาในเนปาลอ่อนกำลังไปมาก

ประมาณ ปี พ.ศ. 1500 พระพุทธศาสนาได้ผสมกับลัทธิตันตระ ของฮินดู ซึ่งเป็นลัทธิของคนชั้นต่ำ พระพุทธศาสนาในยุคนี้จึงได้ชื่อว่า “พุทธตันตระ” เกิดสัทธรรมปฏิรูปกับศาสนาฮินดู ทำให้พระพุทธศาสนาถึงแก่ความเสื่อม

พระพุทธศาสนาที่ผสมกับลัทธิตันตระของฮินดูได้นำเอาประเพณี พิธีกรรมอันลึกลับน่ากลัว และลามกอนาจารมาปฏิบัติ เช่นข้อปฏิบัติ 5 ประการ ซึ่งขึ้นต้นด้วย ม ได้แก่

1. มางสะ ได้แก่การกินเนื้อ

2. มัตสยา ได้แก่การกินปลา

3. มุทรา ได้แก่การแสดงท่ายั่วยวนให้เกิดกิเลสตัณหา

4. มัทยะ ได้แก่การดื่มน้ำเมา

5. ไมถุน ได้แก่การเสพเมถุนธรรมโดยวิธีที่สกปรก

หนังสือ ศรีสมาช (คุยหสมาช) สาธนมาลา และชญานุสิทธิ เป็นต้น ซึ่งเป็นคัมภีร์ของนิกายวัชรยาน ได้สอนให้มีการเหยียบย่ำแม้กระทั่งศีล 5 สนับสนุนให้มีการฆ่า การลัก การเสพเมถุนธรรม และการดื่มน้ำเมา

ผู้ที่จะเข้าพิธีตามลัทธิตันตระจะต้องปฏิบัติ 5 ข้ออย่างเคร่งครัด ถือว่าเป็นการบูชาพระศักติ ในสถานที่บางแห่ง เมื่อผู้หญิงจะไหว้พระจะต้องเปลื้องเครื่องแต่งตัวออกทั้งหมดแล้วแสดงการร่ายรำไปจนเสร็จพิธี เมื่อเสร็จพิธีใหม่ ๆ จะมีการเล่นกันอย่างลามกที่สุด

นักปฏิบัติ ยอมรับว่า ลัทธิ 5 ข้อนี้ไม่ดี เป็นมายา และเป็นเครื่องกีดกันไม่ให้คนไปสวรรค์นิพพานได้ คนโดยมากมักจะติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น จึงต้องหาความชำนาญในสิ่งเหล่านี้ให้มากเท่าที่จะมากได้ เมื่อนาน ๆ เข้าก็จะเกิดเบื่อไปเอง เมื่อยังไม่รู้ไม่ชำนาญและยังมิได้มีประสบการณ์มาด้วยตนเอง อย่างช่ำชองแล้ว ก็จะเป็นการยากที่จะเกิดความเบื่อหน่ายได้ ต้องเล่นวิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง

มีนักปฏิบัติบางท่านถือยิ่งขึ้นไปว่า ผู้ที่ยังไม่ผ่านการเสพเมถุนธรรมจะไปนิพพานไม่ได้ เพราะจิตใจยังลังเลอยู่ ต้องเสพเมถุนธรรมให้ถึงที่สุดจนเกิดความเบื่อหน่าย เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพาน

อย่างไรก็ตาม ลัทธิตันตระ นี้มีผู้ปฏิบัติแพร่หลายอยู่ทางอินเดียตะวันออก คือใน แคว้นเบงกลอล อัสสัม โอริสสา และ บิฮาร์ มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา เป็นศูนย์ศึกษาลัทธินี้ และต่อมาลัทธินี้ได้แผ่เข้าไปสู่ประเทศธิเบตด้วย